
ทีเส็บ - ส.อ.ท. ดันไมซ์สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 1.5 แสนล้านบาท
ส.อ.ท.ผนึกทีเส็บใช้ไมซ์เชื่อมอุตสาหกรรมไทยสู่ตลาดโลก หลังปีงบประมาณ 2569 มีนักเดินทาง 27.18 ล้านคน สร้างรายได้ 150,901 ล้านบาท มุ่งเพิ่มโอกาสการค้าและลงทุนให้ SMEs ผ่านเครือข่ายสมาชิกกว่า 16,000 ราย
KEY
POINTS
- ทีเส็บและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ลงนามความร่วมมือเพื่อใช้อุตสาหกรรมไมซ์เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าสร้างรายได้ 1.5 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2569
- ยกระดับงานไมซ์จากอีเวนต์สู่แพลตฟอร์มการค้าและการลงทุน เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดโลก มุ่งเน้นการสร้างคำสั่งซื้อ การส่งออก และการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง
- ผสานจุดแข็งโดยใช้เครือข่ายผู้ประกอบการของ ส.อ.ท. ทั่วประเทศร่วมกับความเชี่ยวชาญของทีเส็บในการดึงงานระดับนานาชาติและกระจายโอกาสสู่ 16 เมืองไมซ์ในภูมิภาค
ไมซ์ยกระดับจากงานอีเวนต์สู่แพลตฟอร์มการค้าและการลงทุน
อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) กำลังมีบทบาทมากกว่าการเป็นธุรกิจจัดประชุมและนิทรรศการ โดยกลายเป็นกลไกเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมเข้ากับตลาด ผู้ซื้อ นักลงทุน และเทคโนโลยีระดับโลก
ช่วยเปิดช่องทางการค้าและสร้างโอกาสลงทุนให้ผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยเครือข่ายธุรกิจและนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญ
ข้อมูลที่ระบุในความร่วมมือระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ระบุว่า
ในปีงบประมาณ 2569 ประเทศไทยมีนักเดินทางกลุ่มไมซ์ 27.18 ล้านคน สร้างรายได้ 150,901 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนขนาดทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรม และโอกาสในการต่อยอดการจัดงานให้เกิดกิจกรรมทางธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มมากกว่ารายได้จากการเดินทางและการจัดงานเพียงอย่างเดียว
วันที่ 20 ตุลาคม 2569 ส.อ.ท.และทีเส็บลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง “การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย
ผ่านกลไกอุตสาหกรรมไมซ์” เพื่อใช้การประชุม นิทรรศการ งานแสดงสินค้า และการจับคู่ธุรกิจ เป็นช่องทางเชื่อมผู้ประกอบการไทยกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างคำสั่งซื้อ การส่งออก และการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการผสานจุดแข็งของสององค์กร โดย ส.อ.ท.มีเครือข่ายผู้ประกอบการกว่า 16,000 ราย
ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ขณะที่ทีเส็บมีความเชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์และการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับนานาชาติ
อัญมณีส่งออกโต 20% ชี้โอกาสใช้ไมซ์ขยายตลาด
หนึ่งในตัวอย่างอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการใช้ไมซ์เป็นเครื่องมือขยายตลาด คืออัญมณีและเครื่องประดับ
ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกในช่วงเดือนมกราคม–สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 21,277 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามข้อมูลที่ ส.อ.ท.ระบุ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนโอกาสในการใช้เวทีแสดงสินค้าและการเจรจาธุรกิจเพื่อเชื่อมผู้ผลิตไทยกับผู้ซื้อจากต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การสร้างมูลค่าเพิ่มจากงานไมซ์จำเป็นต้องพิจารณาผลลัพธ์ต่อเนื่อง ทั้งจำนวนคู่ค้ารายใหม่ มูลค่าการเจรจาที่เปลี่ยนเป็นคำสั่งซื้อ และการขยายตลาดส่งออก เพื่อให้การจัดงานมีผลต่อภาคการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม
ทีเส็บเชื่อม 16 เมืองไมซ์ กระจายโอกาสสู่ภูมิภาค
ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการทีเส็บ กล่าวว่า ภายใต้แนวคิด “ผสานพลัง MICE x INDUSTRY บทใหม่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”
ทีเส็บมุ่งยกระดับงานไมซ์ให้เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงตลาด องค์ความรู้ นวัตกรรม และเครือข่ายธุรกิจ เพื่อสร้างผลลัพธ์ทั้งด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการไทยกับต่างประเทศ
ทีเส็บมีเมืองไมซ์ 16 เมืองครอบคลุมทุกภูมิภาค ขณะที่ ส.อ.ท.มีเครือข่ายสมาชิกทั่วประเทศ ความร่วมมือจึงมีโอกาสต่อยอดการจัดงานให้สอดคล้องกับจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ ช่วยเพิ่มช่องทางให้ธุรกิจท้องถิ่นเข้าถึงตลาดและเครือข่ายระดับนานาชาติ
โดยทีเส็บจะใช้บทบาทในการดึงและสนับสนุนงานจากต่างประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยเจรจาธุรกิจและสร้างพันธมิตรใหม่
กรอบความร่วมมือภายใต้ MOU ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่
- การกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมเป้าหมาย
- การพัฒนาโครงการและกิจกรรมทางธุรกิจ
- การส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ
- การบูรณาการข้อมูล งานวิจัย สถิติ และแนวโน้มตลาด
เพื่อให้การออกแบบกิจกรรมตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น
ใช้ข้อมูลวัดผลธุรกิจ ควบคู่ไมซ์สีเขียว
อีกประเด็นสำคัญคือการนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจ หรือ Data-driven Industry เพื่อพัฒนาโครงการให้ตรงกับความต้องการของตลาด
พร้อมติดตามและประเมินผลลัพธ์ของกิจกรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยตัวชี้วัดที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ มูลค่าการเจรจาธุรกิจ จำนวนคู่ค้ารายใหม่ การเปลี่ยนการเจรจาเป็นคำสั่งซื้อ และโอกาสการลงทุนที่เกิดขึ้นหลังจบงาน
ขณะเดียวกัน ทั้งสององค์กรจะส่งเสริม Green Industry และการจัดงานไมซ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดของเสีย และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้การขยายตัวของอุตสาหกรรมเดินหน้าควบคู่กับความยั่งยืน
สำหรับปี 2570 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของ ส.อ.ท. ทั้งสององค์กรมีแผนต่อยอดความร่วมมือผ่านกิจกรรมและงานแสดงสินค้าในระดับภูมิภาค โดยคัดเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่
ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นความพยายามยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์จากธุรกิจที่สร้างรายได้จากการจัดงาน ไปสู่เครื่องมือเชื่อมโยงภาคการผลิตกับตลาดโลก
โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือการเปลี่ยนจำนวนผู้เข้าร่วมงานและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เป็นโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเติบโตของผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง







