posttoday
CPF “พี่ช่วยน้อง” ติว SME ลดคาร์บอน เปลี่ยนต้นทุนเป็นแต้มต่อแบรนด์อาหารไทยในเวทีโลก

CPF “พี่ช่วยน้อง” ติว SME ลดคาร์บอน เปลี่ยนต้นทุนเป็นแต้มต่อแบรนด์อาหารไทยในเวทีโลก

16 ตุลาคม 2569

CPF ดันแนวคิด “พี่ช่วยน้อง” ยกระดับคู่ค้า SME ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ รับมือกติกาการค้าโลก พร้อมเชื่อมต่อมาตรการรัฐ หนุนธุรกิจปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

อุตสาหกรรมอาหารโลกกำลังเปลี่ยนกติกาการแข่งขัน นอกจากเรื่องราคา รสชาติ มาตรฐานต่าง ๆ แล้ว วันนี้ผู้ผลิตยังต้องตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมด้วย โดยเฉพาะการลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิต 

 

ทำให้ “คาร์บอน” กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสทางธุรกิจในตลาดสากล ที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว

 

โจทย์นี้ไม่ได้ตกอยู่กับผู้ผลิตรายใหญ่เท่านั้น แต่ยังส่งต่อไปถึงผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ 

 

หากคู่ค้ายังไม่มีข้อมูลการปล่อยคาร์บอน หรือไม่สามารถปรับกระบวนการผลิตให้สอดรับกับมาตรฐานใหม่ ก็อาจเสียโอกาสทางธุรกิจในตลาดโลกได้

 

นี่จึงเป็นที่มาที่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ผู้ผลิตและส่งออกอาหารไปกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพคู่ค้า SME ผ่านการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “Growing Together with Low-carbon Products” สำหรับคู่ค้า SME ในโครงการ “Partner to Grow เติบโต เคียงข้างอย่างยั่งยืน” ด้วยการถ่ายทอดความรู้และทักษะด้านการลดคาร์บอน ตั้งแต่การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการนำข้อมูลไปปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และต่อยอดเป็นจุดขายใหม่ให้สินค้าไทยในตลาดโลก

 

 

จากกฎสิ่งแวดล้อม สู่แต้มต่อการแข่งขัน

 

นายทศพร เพ็ชรโปรี ผู้บริหารสูงสุดด้าน Supply Chain Technology and Quality บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ได้สะท้อนมุมมองถึงแนวทางการยกระดับผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ว่า ปัจจุบันทิศทางเรื่องคาร์บอนในตลาดโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก "ความสมัครใจ" ไปสู่ "ภาคบังคับ" อย่างชัดเจน จะเห็นได้จากมาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศ เช่น กฎหมายปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดภาษีคาร์บอนเพิ่มเติมกับสินค้านำเข้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง

 

นายทศพร เพ็ชรโปรี

 

สำหรับ CPF การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่เพียงข้อกำหนดที่ผู้ประกอบการต้องทำตาม แต่เป็นโอกาสในการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ โดยเฉพาะการช่วยให้คู่ค้า SME ซึ่งมีข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ สามารถปรับตัวรับกติกาการค้าใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

 

"พี่ช่วยน้อง" เรียนรู้แบบ "มือเปื้อน"

 

นายทศพร กล่าวต่อว่า เพื่อช่วยให้คู่ค้า SME ซึ่งมักมีข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณสามารถปรับตัวได้ CPF ได้นำแนวคิด "พี่ช่วยน้อง" ตามนโยบายของประธานคณะผู้บริหาร ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ มาเป็นหลักในการดำเนินงาน โดย CPF ในฐานะ "พี่" ที่มีทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ ได้จัดตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านลงพื้นที่ทำงานร่วมกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิด หลังจากผ่านการอบรมได้รับความรู้แล้ว

 

CPF “พี่ช่วยน้อง” ติว SME ลดคาร์บอน เปลี่ยนต้นทุนเป็นแต้มต่อแบรนด์อาหารไทยในเวทีโลก

 

เรามีโครงการอบรมต่างๆ มากมาย และกระบวนการสนับสนุนไม่ได้จบลงเพียงแค่การจัดอบรมในห้องเรียน แต่เป็นการทำงานในลักษณะ "เรียนรู้แบบมือเปื้อน" โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญครอบคลุมหลายมิติ ได้แก่ ทีมวิศวกรรมไฟฟ้า เข้าไปช่วยดูแลและปรับปรุงระบบการใช้ไฟฟ้า ทีมบริหารจัดการโครงสร้างพลังงาน ช่วยวางแผนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทีมบริหารจัดการคุณภาพ ควบคุมมาตรฐานกระบวนการผลิต ทีมโลจิสติกส์ ช่วยวางแผนการขนส่งเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เริ่มต้นจากจุดเล็ก สแกนกิจกรรมใช้พลังงานเพื่อบริหารจัดการพลังงานและทรัพยากร รวมทั้งต้นทุน

 

สแกนกิจกรรมการใช้พลังงานเพื่อลดต้นทุน

 

จากประสบการณ์ดำเนินงานด้านนี้มามากกว่า 10 ปี ของ CPF พบว่า การจัดการคาร์บอน สามารถเปลี่ยนจากเรื่องที่ดูเป็นข้อกำหนดทางสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นเครื่องมือวัดประสิทธิภาพการทำงานได้ เพราะเมื่อกิจกรรมต่าง ๆ ถูกแปลงเป็นตัวเลขที่ชัดเจน ผู้ประกอบการจะมองเห็นจุดที่ใช้พลังงานเกินความจำเป็น ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถกำหนดเป้าหมายปรับปรุง และติดตามผลลัพธ์ได้อย่างเป็นระบบ 

 

สำหรับ SME ที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร นายทศพร แสดงความเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องรีบเปลี่ยนเครื่องจักร หรือใช้เงินลงทุนจำนวนมาก แต่อาจจะเริ่มจากการสำรวจกิจกรรมการทำงานตัวอย่างเช่น การติดตั้งมิเตอร์แยกตามจุดใช้งาน เพื่อให้ทราบว่าแต่ละกระบวนการใช้ไฟฟ้ามากน้อยเพียงใด แทนการดูตัวเลขจากมิเตอร์รวมทั้งโรงงาน หรือการตรวจสอบเวลาสตาร์ทเครื่องจักรและปรับลดช่วงเวลาที่เปิดเครื่องทิ้งไว้ก่อนเริ่มงาน ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่

 

CPF “พี่ช่วยน้อง” ติว SME ลดคาร์บอน เปลี่ยนต้นทุนเป็นแต้มต่อแบรนด์อาหารไทยในเวทีโลก

 

อีกด้านหนึ่งคือการปรับแผนขนส่ง โดยจัดเที่ยววิ่งและปริมาณบรรทุกให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าต่อเที่ยว ลดการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปพร้อมกัน

 

แนวทางเหล่านี้สะท้อนว่า การลดคาร์บอนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเทคโนโลยีราคาแพงเสมอไป แต่สามารถเริ่มจากการทำความเข้าใจกระบวนการทำงานของตัวเอง แล้วใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือปรับปรุงประสิทธิภาพและลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

 

สร้างความมั่นคงให้ธุรกิจ 

 

หนึ่งในแนวทางลดต้นทุนคือการหันใช้พลังงานสะอาด หรือพลังงานทดแทน ซึ่งสอดคล้องกับสร้างความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ (Business Resilience) 

 

นายทศพร ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของ CPF เรื่องการใช้พลังงาน ซึ่งได้ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ฟาร์มที่อยู่ห่างไกล ได้ผสมผสานการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับการนำของเสียในฟาร์มมาผลิตก๊าซไบโอมีเทน จนกลายเป็น Neutral Energy 100% ซึ่งช่วยป้องกันความเสี่ยงจากปัญหาไฟฟ้าตกหรือไฟดับในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิและสุขภาพของสัตว์ในฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ความสำเร็จของ CPF มาจากคู่ค้าทุกราย

 

สุดท้ายแล้ว เมื่อถามถึงเป้าหมายของ CPF ต่อการยกระดับคู่ค้า นายทศพร กล่าวว่า ความสำเร็จของ CPF เกิดจาก ความเชี่ยวชาญและความประณีตของคู่ค้า SME ในแต่ละด้าน เช่น ความเชี่ยวชาญในการทำฟองเต้าหู้ห่อไก่จ๊อให้ได้ความหนาบางที่พอดี การคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวและใบกะเพราที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ซึ่งรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ CPF ไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด

 

ดังนั้น การยกระดับซัพพลายเออร์ Tier-1 ที่มีกว่า 6,000–7,000 ราย (และกว่า 100,000 รายในทั้งห่วงโซ่อุปทาน) จึงไม่ใช่เรื่องของ "ความใจดี" แต่เป็นเพราะซัพพลายเออร์คือส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน

 

"การยกระดับซัพพลายเออร์ ไม่ใช่เพราะเราอยากเป็นคนใจดี แต่เพราะคู่ค้าคือส่วนหนึ่งของ Supply Chain ของเรา หากเราไม่ยกระดับเขา ห่วงโซ่อุปทานของเราก็ไปต่อไม่ได้ การทำให้คู่ค้าที่เก่งเรื่องผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว สามารถบริหารจัดการคาร์บอนและโลจิสติกส์ได้ดีขึ้น จะช่วยยกระดับแบรนด์อาหารไทยในระดับโลกให้แข็งแกร่ง และเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน" ทศพร กล่าว

 

นอกจากนี้ CPF ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้ SME เข้าถึงโครงการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการรายย่อยในการลงทุนและเติบโตไปพร้อมกับ CPF

 

สสว.หนุน SME เปลี่ยนผ่าน

 

ขณะที่ วัณณะวัฒน์ โอกาสวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผนส่งเสริม SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า การปรับตัวสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดและการเติบโตของ SME ในอนาคต เนื่องจากต้องเผชิญแรงกดดันทั้งจากพฤติกรรมผู้บริโภคและกติกาการค้าโลก

 

สำหรับกลุ่มวิสาหกิจรายย่อย (Micro) และขนาดย่อม (Small) อุปสรรคสำคัญมักเกิดจากเรื่องความตระหนักรู้และการเริ่มต้น ซึ่ง สสว. แนะนำว่า SME ไม่จำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนผ่านทั้งหมดในครั้งเดียว แต่ควรเริ่มจากการ "สแกนตัวเอง" และเลือกปรับเปลี่ยนในจุดที่สำคัญก่อน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า

 

เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ในการเปลี่ยนผ่าน สสว. ได้จัดเตรียมเครื่องมือและมาตรการสนับสนุนดิจิทัลไว้อย่างครบวงจร ได้แก่

  • แอปพลิเคชัน SME Connext ช่องทางติดตามข้อมูล ข่าวสาร และบริการภาครัฐ
  • SME Academy 365 แพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์ 24 ชั่วโมง เพื่อเติมความรู้การทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • มาตรการ BDS (SME ปัง ตังค์ได้) โครงการอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว โดย สสว. ช่วยจ่ายในสัดส่วน 80% สำหรับผู้ประกอบการ Micro & Small และ 50% สำหรับผู้ประกอบการ Medium มีบริการรองรับกว่า 1,400 บริการ จากหน่วยงานพันธมิตรกว่า 400 แห่ง

 

นอกจากนี้ สสว. ยังผนึกกำลังกับภาคเอกชนชั้นนำอย่าง CPF ในฐานะหัวเรือหลัก ร่วมจัดกิจกรรม Workshop ให้ความรู้ เพื่อช่วยขับเคลื่อนและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรในห่วงโซ่อุปทานนำไปปฏิบัติได้จริง

 

คู่ค้า CPF ถอดบทเรียนลดค่าไฟ 

 

กันยา อรุณศรีมรกต กรรมการผู้จัดการ บ.ยูเนี่ยนเพรสติจอะโกร จำกัด ผู้ผลิตและแปรรูปผักสด เช่น แครอทตัดแต่ง ผักชีฝรั่ง ในพื้นที่ อ.หนองเสือ รังสิต-นครนายก คลอง 29 ซึ่งเป็นคู่ค้าส่งมอบสินค้าให้แก่ CPF เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้บริษัทต้องแบกรับค่าไฟฟ้ามากกว่า 100,000 บาทต่อเดือน จึงเริ่มมองหาทางเลือกในการใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดต้นทุนระยะยาว หลังใช้งานมาแล้ว 3 ปี ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ บริษัทประหยัดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน และสามารถคืนทุนจากการลงทุนได้แล้ว

 

กันยา อรุณศรีมรกต

 

นอกจากช่วยลดต้นทุนพลังงานแล้ว กันยาระบุว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์ยังช่วยให้การบริหารจัดการระบบไฟฟ้าของโรงงานมีความต่อเนื่องมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินเครื่องทำความเย็น ซึ่งจำเป็นต้องทำงานสม่ำเสมอเพื่อรักษาคุณภาพผักสด

 

การลดปัญหาจากการปิด-เปิดเครื่องทำความเย็นบ่อยครั้งยังช่วยจัดการปัญหาความชื้นและการเกิดเชื้อราในห้องเย็นได้อีกทางหนึ่ง ขณะเดียวกัน ในช่วงที่เกิดน้ำท่วมบริเวณรอบโรงงาน บริษัทยังสามารถใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เดินเครื่องสูบน้ำได้ต่อเนื่องถึง 3 วัน โดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง

 

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่า การลงทุนด้านพลังงานสะอาดไม่ได้ให้ผลตอบแทนเฉพาะในรูปของค่าไฟที่ลดลง แต่ยังช่วยเพิ่มความพร้อมในการดำเนินธุรกิจเมื่อเผชิญสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

 

CPF “พี่ช่วยน้อง” ติว SME ลดคาร์บอน เปลี่ยนต้นทุนเป็นแต้มต่อแบรนด์อาหารไทยในเวทีโลก

 

เรียนรู้เรื่องคาร์บอน ต่อยอดสู่ทั้งห่วงโซ่อุปทาน

 

ในฐานะคู่ค้าของ CPF กันยา เล่าว่า จากที่กล่าวมาทำให้บริษัทได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปด้านการลดคาร์บอนกับ CPF ซึ่งช่วยเปิดมุมมองให้เห็นว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน แต่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูก การขนส่งวัตถุดิบ ไปจนถึงกระบวนการแปรรูป

 

อย่างไรก็ตาม กันยามองว่า แม้การอบรมจะช่วยให้เข้าใจแนวคิดและประโยชน์ของการลดคาร์บอนมากขึ้น แต่หากต้องการนำความรู้ไปถ่ายทอดต่อให้พนักงานหรือเกษตรกรในเครือข่าย ยังจำเป็นต้องได้รับความรู้เชิงลึกเพิ่มเติม เนื่องจากกระบวนการลดคาร์บอนเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย

 

สิ่งแรกที่บริษัทตั้งใจเริ่มดำเนินการหลังจบโครงการ คือการคัดแยกขยะภายในโรงงาน พร้อมคาดหวังให้ CPF เข้ามาสนับสนุนการอบรมแก่พนักงานเพิ่มเติมในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า เมื่อระบบการทำงานและเทคโนโลยีต่าง ๆ มีความพร้อมมากขึ้น

 

ส่วนแผนระยะต่อไป บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางจัดการขยะและระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า เพื่อสำรองไฟไว้ใช้ในช่วงกลางคืน โดยรอให้เทคโนโลยีพัฒนาและมีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องการถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการใช้พลังงานสะอาดให้เกษตรกรเครือข่ายประมาณ 4–5 รายใน จ.นครปฐม นำไปพิจารณาปรับใช้

 

Artpack ชี้ลดคาร์บอนไม่ใช่ "อุปสรรค" แต่เป็น "โอกาส"

 

ขณะที่ ภูวเมศฐ์ ชัยนิธิอนันต์  กรรมการผู้จัดการของ บริษัท อาร์ตแพค แอนด์ ดิสเพลย์ จำกัด (Artpack & Display Co., Ltd.)  ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ของโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหาร ทั้งชาม กล่องบรรจุอาหาร ถาดพลาสติก และกล่องอาหารแช่แข็ง เปิดเผยว่า บริษัทเป็นคู่ค้าของเครือซีพีมายาวนานกว่า 10 ปี แม้พลาสติกจะเป็นวัสดุที่ถูกจับตามองด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่บริษัทไม่ได้มองการลดการปล่อยคาร์บอนเป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ กลับมองเป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานการผลิต และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับกลุ่มซีพี

 

ภูวเมศฐ์ ชัยนิธิอนันต์

 

ที่ผ่านมา Artpack นำแนวทางและนวัตกรรมมาปรับใช้ในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การนำวัตถุดิบพลาสติกรีไซเคิลหลังการใช้งาน กลับมาใช้ใหม่ให้มากที่สุด ไปจนถึงการควบคุมของเสียอย่างเข้มงวด ทั้งการตรวจสอบกระบวนการผลิต การกำหนดเวลาเปิด-ปิดไฟเพื่อประหยัดพลังงาน และการควบคุมขั้นตอนขึ้นรูปและตัดแต่งพลาสติก ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญของพนักงาน ควบคู่กับการติดตามและปรับตั้งค่าเครื่องจักรอย่างใกล้ชิด

 

โดยเฉพาะการผลิตที่ต้องรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน ตั้งแต่ช่วงฝนตกไปจนถึงอากาศร้อน ซึ่งส่งผลต่อการให้ความร้อนและการขึ้นรูปพลาสติก การควบคุมกระบวนการอย่างเหมาะสมจึงเป็นส่วนสำคัญในการลดของเสียและใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

CPF “พี่ช่วยน้อง” ติว SME ลดคาร์บอน เปลี่ยนต้นทุนเป็นแต้มต่อแบรนด์อาหารไทยในเวทีโลก

 

นอกจากนี้ การเข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการกับ CPF ยังช่วยให้บริษัทเข้าใจเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) อย่างละเอียดมากขึ้น จากเดิมที่ทราบเพียงข้อมูลเบื้องต้น โดยสามารถนำเครื่องมือที่ได้รับไปทดลองคำนวณการปล่อยคาร์บอนในแต่ละแผนก เพื่อระบุขั้นตอนการผลิตที่เป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนหลัก และนำข้อมูลมาใช้วางแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

 

ขณะเดียวกัน ภูวเมศฐ์เผยว่ายังเตรียมนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปต่อยอดความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและหาแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพราะการลดคาร์บอนไม่สามารถดำเนินการได้จากโรงงานเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

 

ภูวเมศฐ์มองว่า การปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดคาร์บอนไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมเตรียมความพร้อมให้บริษัทก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดสากล 

 

ทั้งนี้ การยกระดับคู่ค้าให้พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของ CPF ภายในปี 2050 

 

 

ข่าวล่าสุด

DexForce สตาร์ทอัพจีนใช้ข้อมูลจำลอง ลดต้นทุนฝึกหุ่นฮิวแมนนอยด์

DexForce สตาร์ทอัพจีนใช้ข้อมูลจำลอง ลดต้นทุนฝึกหุ่นฮิวแมนนอยด์