
เปิดเส้นทาง "คุณชายหมูกรอบ" อาร์ต พศุตม์ ขายเพราะอยากได้เงินวันละ 1000 บาท
เปิดเส้นทาง "คุณชายหมูกรอบ" อาร์ต พศุตม์ เริ่มขายเพราะอยากได้เงินวันละ 1000 บาท ระหว่างไม่มีงานแสดง แต่กลับขายดีจนต้องขยายกิจการ
KEY
POINTS
- เปิดเส้นทาง “คุณชายหมูกรอบ” ของ “อาร์ต - พศุตม์ บานแย้ม” เริ่มต้นขายเพราะอยากได้เงินวันละ 1,000 บาท
- ขายดีตั้งแต่วันแรก ใช้สตอรี่บนโซเชียลปูทาง ปลอมตัวเป็นพ่อค้า ลบภาพ “ดาราขายของ”
- ย้ำการทำธุรกิจที่ยั่งยืน คือความสบายใจ และหนี้เป็นศูนย์
ถ้าพูดถึง “อาร์ต - พศุตม์ บานแย้ม” ภาพที่หลายคนคุ้นเคยคือผู้ชายที่อยู่หน้ากล้องในฐานะนักแสดง แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เขามีอีกบทบาทหนึ่งที่จริงจังไม่แพ้งานในวงการบันเทิง นั่นคือการยืนอยู่หลังเตาหมูกรอบ ที่ขายดิบขายดี จนต้องขยายทีมและกำลังผลิต
เริ่มขายเพราะอยากได้เงินวันละพัน
“อาร์ต - พศุตม์” เริ่มต้นธุรกิจ “คุณชายหมูกรอบ” เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เพียงแค่ต้องการหาเงินเพิ่มวันละ 1,000 บาทในช่วงที่ไม่มีงานแสดง ถ้าคิดเป็นหนึ่งเดือน ตัวเลขนั้นอาจกลายเป็นเงิน 30,000 บาทกว่าๆ
ซึ่งในมุมของอาร์ต มันมากพอที่จะช่วยผ่อนรถ BMW ได้หนึ่งเดือน เขายอมรับว่านี่คือความคิดง่าย ๆ ในตอนแรกเริ่มเท่านั้น
จนกระทั่งเริ่มขายหมูกรอบ เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากคุณป้าขายข้าวหมูกรอบแถวบ้าน ที่ขายดีจนสามารถส่งลูกเรียนต่อออสเตรเลียได้
“แถวบ้านผมจะมีคุณป้าคนนึงขายข้าวหมูกรอบ แล้วผมก็ไปถามคุณป้าว่า คุณป้ามาขายทำไม ดูลำบากจังเลย ขายจนดึกดื่น จนเราก็ไปรู้มาว่า เค้าขายจนส่งลูกเรียนออสเตรเลียได้เลยนะ เราก็ไปศึกษาว่าหมูกรอบเนี่ย มันทำยังไง”
อาร์ต บอกว่า ด้วยความที่เขาเองเป็นคนมีเสน่ห์ปลายจวักอยู่แล้ว และที่บ้านก็ทำน้ำพริกขาย จึงไปศึกษาการทำหมูกรอบอย่างจริงจัง และลงเรียนกับเชฟมืออาชีพ จนรู้ว่าการทอดหมูกรอบ ต้องทอดสองรอบถึงจะกรอบ แล้วก็เอามาประยุกต์ในสูตรของตัวเอง เพื่อให้ดูพรีเมียม
“ปลอมตัว” เป็นพ่อค้า
เมื่อคิดว่าจะเริ่มธุรกิจ อาร์ตไม่ได้ลงเงินก้อนใหญ่ โดยใช้งบไม่ถึง 5,000 บาทสำหรับซื้ออุปกรณ์จำเป็นอย่างกระทะ และตะแกรง ส่วนอุปกรณ์บางอย่างก็นำของที่คุณแม่เคยใช้ทำน้ำพริกมาปรับใช้ จึงสามารถเริ่มธุรกิจได้ด้วยเงินลงทุนไม่มาก
แต่เขาบอกว่า สิ่งที่ให้ความสำคัญในตอนนั้น ไม่ใช่แค่ต้นทุนการผลิต แต่คือ “ภาพจำ” ของตัวเองในฐานะนักแสดง
อาร์ต เล่าว่าไม่ต้องการให้คนมองว่า ธุรกิจหมูกรอบขายได้เพราะมีชื่อเสียงอยู่แล้ว จึงตั้งใจตัดความเป็นดาราออกจากหน้าร้าน และพยายามใช้ชีวิตเหมือนพ่อค้าทั่วไป
จากนักแสดงที่คนคุ้นหน้าบนจอ อาร์ตกลายเป็นพ่อค้าหมูกรอบในเสื้อเชิ้ตลายสก๊อต กางเกงขาสั้น คาดผม และรองเท้าแตะ ยืนทอดหมูอยู่หน้าร้านด้วยตัวเอง
“ตอนนั้นผมค่อนข้างแคร์โซเชียล เพราะเป็นนักแสดง ก็ไม่อยากให้ใครมาว่าเป็นนักแสดงแล้วเอาชื่อเสียงมาขายของ เราก็เลยพยายามจะไม่เอาความเป็นนักแสดงมาขายของ ก็ทำตัวเป็นพ่อค้าให้มากสุด จนคนอาจคิดว่าเป็นดาราตกอับบ้าง”
ขายดีกว่าที่ตั้งเป้าไว้
เป้าหมายแรกของอาร์ต ตั้งใจขายหมูกรอบให้ได้วันละ 10 กิโลกรัม จึงเตรียมหมูหมักแช่แข็งไว้ประมาณ 150 กิโลกรัม โดยคำนวณว่าน่าจะเพียงพอสำหรับขายได้ราว 15 วัน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับต่างจากแผนที่วางไว้โดยสิ้นเชิง เพราะหมูที่เตรียมไว้ทั้งหมด 150 กิโลกรัม ขายหมดเกลี้ยงตั้งแต่วันแรก เป้าหมายที่คิดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มวันละ 1,000 บาท จึงกลายเป็นรายได้หลักหลายหมื่นบาทภายในวันเดียว
กลยุทธ์ Storytelling
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วคือการใช้กลยุทธ์ Storytelling ผ่านโซเชียลมีเดีย ทั้ง Instagram และ Facebook อาร์ตเลือกที่จะลงเรื่องราวชีวิตประจำวัน ขั้นตอนการทำหมูกรอบ อุปสรรค ความผิดพลาด เช่น โดนน้ำมันลวก หรือหมูไม่กรอบ ให้ติดตามล่วงหน้าก่อนเปิดขาย ทำให้เกิดกระแสตอบรับและยอดสั่งซื้อถล่มทลาย
ทำให้จากวันแรก “คุณชายหมูกรอบ” เริ่มต้นด้วยทีมเพียง 3 คน ทุกคนต้องช่วยกันทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่เตรียมหมู ทอด สับ บรรจุ คิดเงิน ไปจนถึงล้างอุปกรณ์
เมื่อยอดขายพุ่งเกินกว่ากำลังของทีมเดิม อาร์ตจึงต้องเร่งขยายคนเพื่อให้ทันกับปริมาณงาน จากทีม 3 คน เพิ่มเป็น 17 คนภายในเวลาเพียง 4 วัน
ธุรกิจยังขยายกำลังการผลิตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายเฉลี่ยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 500 กิโลกรัมต่อวัน ขณะที่ช่วงยอดขายหน้าร้านที่ทำได้สูงอยู่ที่ราว 700 กิโลกรัมต่อวัน
ส่วนยอดขายสูงสุดเกิดขึ้นในช่วงออกงานฟู้ดแฟร์ตามต่างจังหวัด ซึ่งสามารถทำยอดขายได้ถึง 1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัมต่อวัน
กำลังการผลิตจึงต้องขยับตามไปด้วย จากวันแรกที่ใช้กระทะขนาด 14 นิ้วเพียง 1 ใบ สำหรับทอดหมู 150 กิโลกรัม เมื่อยอดขายพุ่งแตะ 1 ตันต่อวัน ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้กระทะขนาดใหญ่ 30 นิ้ว ถึง 6 เตา
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “คุณชายหมูกรอบ” โตเร็วแค่ไหน จากธุรกิจที่เริ่มต้นด้วยเป้าหมายเพียงหารายได้เพิ่มวันละ 1,000 บาท กลายเป็นธุรกิจที่ต้องเร่งขยายทั้งคนและกำลังการผลิต เพื่อรองรับยอดขายที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
ทำให้อาร์ตต้องเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานแทบจะทันที เริ่มกลายเป็นงานเต็มตัวที่ต้องตื่นตั้งแต่ตี 4-5 เพื่อเตรียมของ และทำงานต่อเนื่องไปจนถึง 4-5 ทุ่ม ความเร็วของการเติบโตในช่วงแรก ทำให้อาร์ตต้องเรียนรู้ธุรกิจไปพร้อมกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องเปลี่ยนโจทย์เป็น
“ทำอย่างไรให้ผลิตและขายได้ทัน” ตั้งแต่วันแรก
“ส่วนแผนปีหน้าผมจะเริ่มไม่ออกฟู้ดแฟร์ จะเริ่มขยายสาขา เพิ่มเมนู อาจเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำหมูกรอบ มีเครื่องเคียง ของทอด บ้านผมอยู่มหาชัย มีลอดช่อง ก็อาจไปคอลแลบ เอามาลงสาขา"
หนี้สินเป็นศูนย์ และความสบายใจในการทำธุรกิจ
ในมุมของนักธุรกิจ อาร์ต-พศุตม์ มองว่า การประสบความสำเร็จยั่งยืน ไม่ใช่เพียงยอดขายที่สูง แต่คือ แนวคิดการบริหารจัดการทางการเงิน ปลอดหนี้สิน เช่นเริ่มจากเงินทุนก้อนเล็กแล้วนำกำไรที่ได้มาต่อยอดและขยายธุรกิจอย่างเป็นขั้นตอน ไม่กู้หนี้ยืมสินมา
หรือแม้แต่เมื่อยอดขายลดลงจากช่วงพีค ก็ไม่กดดันตนเองหรือยึดติดกับตัวเลขสูง ๆ เพราะการพยายามวิ่งไล่ยอดขายด้วยความเครียดจะทำให้ธุรกิจหมดความสนุก
อาร์ตมองว่า สมมติมีเงิน 30 ล้านบาท ลงทุน 2 ล้านบาทแล้วขาดทุนอาจไม่เดือดร้อน แต่ถ้ามีเงิน 0 บาท แล้วไปกู้เงินมาลงทุนแล้วขาดทุนย่อมเกิดวิกฤต แบบนี้ไม่ควรลงทุน ควรเริ่มจากการต่อยอดทีละเล็กน้อยค่อยๆ ทำ
"ผมถึงบอกว่าความสบายใจจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จดำเนินไปได้อย่างมั่นคง ค่อยๆ ทำแล้วไม่เครียด"
อย่าโทษเศรษฐกิจ ต้องปรับตัวเข้าหา
สำหรับอาร์ต สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปจากวันแรกที่เริ่มทำธุรกิจคือ วันนี้เขามองตัวเองไม่ใช่แค่เจ้าของร้าน แต่เป็น “CEO Branding” ของธุรกิจด้วยตัวเอง
“ผมเป็น CEO Branding เองครับ เป็นจุดขายเองครับ แล้วก็จะเป็นคนสร้างคอนเทนต์เอง”
เขามองว่าในวันที่การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่หน้าร้าน การที่เจ้าของธุรกิจออกมาสร้างตัวตนและสื่อสารกับลูกค้าด้วยตัวเองกลายเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจเล็กที่อาจไม่ได้มีงบประมาณมากพอจะทำการตลาดแบบแบรนด์ใหญ่
และสิ่งที่อาร์ตอยากฝากถึงคนทำธุรกิจคือ อย่าเพิ่งโทษเศรษฐกิจเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน แต่ต้องลองเปลี่ยนตัวเองให้ทันกับมัน
“ผมว่าอย่าโทษเศรษฐกิจนะ ปรับตัวเราเข้าไปหามันซะ เราใช้อะไรให้มันเป็นประโยชน์ อย่าไปแอนตี้”
หนึ่งในวิธีที่เขาใช้คือการมองสิ่งรอบตัวแล้วหยิบมาปรับใช้กับธุรกิจ อย่างเรื่องแพ็กเกจจิ้ง จากเดิมที่หมูกรอบอาจถูกใส่ในกล่องพลาสติกทั่วไป อาร์ตเลือกใช้ “กล่องพิซซ่า” สำหรับบรรจุหมูกรอบครึ่งกิโลกรัม เพื่อสร้างความแตกต่างให้สินค้าดูมีมูลค่าและจดจำง่ายขึ้น
ในมุมของเขา การปรับตัวไม่จำเป็นต้องหมายถึงการลอกใคร แต่คือการมองว่าอะไรที่คนอื่นทำแล้วน่าสนใจ แล้วนำแนวคิดนั้นมาคิดต่อให้เป็นแบบของตัวเอง เช่น จากกล่องใหญ่ครึ่งกิโลกรัม อาจแตกออกมาเป็นพอร์ชันเล็ก ราคา 100 บาท และออกแบบกล่องให้สวยขึ้น เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่ได้ซื้อเพียงหมูกรอบ แต่กำลังซื้อประสบการณ์อีกอย่างหนึ่งด้วย
เช่นเดียวกับโลกออนไลน์ที่เขามองว่าเป็น “ปากต่อปาก” รูปแบบใหม่
“อย่าเล่นไม่เป็น ไม่ว่ามันจะเป็น TikTok โซเชียลมีเดีย การไลฟ์สดต่างๆ ก็ไลฟ์วางไว้ ให้คนรู้ เพราะตอนนี้มันไม่ได้เหมือนสมัยก่อนที่จะเป็นปากต่อปาก เดี๋ยวนี้ปากมันมาจากโซเชียลทั้งนั้นเลย”
สำหรับอาร์ตแล้ว การทำธุรกิจในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ทำสินค้าให้อร่อยแล้วรอลูกค้าเดินเข้าร้าน แต่ต้องรู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่รอบตัว ทั้งตัวตนของเจ้าของ แพ็กเกจจิ้ง และช่องทางออนไลน์ มาทำให้ธุรกิจถูกมองเห็นมากขึ้น
ข้อมูลจาก : งานมหกรรม “Trade Exponential Fest 2026” เรียบเรียงโดย “โพสต์ทูเดย์”







