posttoday
สภาเอสเอ็มอี ชี้ 20 ปีแก้ SME ไม่ตรงจุด ถึงเวลาสร้างศักยภาพให้ทุนวิ่งเข้าหา

สภาเอสเอ็มอี ชี้ 20 ปีแก้ SME ไม่ตรงจุด ถึงเวลาสร้างศักยภาพให้ทุนวิ่งเข้าหา

23 กรกฎาคม 2569

สภาเอสเอ็มอีไทย ชี้ ถึงเวลาหยุดแก้ปัญหา SME ด้วยมาตรการเดิม ต้องสร้างศักยภาพธุรกิจ จนเงินทุนเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหา

KEY

POINTS

  • สภาเอสเอ็มอีไทยชี้ ถึงเวลาหยุดแก้ปัญหา SME ด้วยมาตรการเดิม ต้องสร้างศักยภาพธุรกิจ จนเงินทุนเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหา 
  • มอง SME ไทยตอนนี้ ติด 2 กับดักใหญ่ “Financial Trap และ Productivity Trap ทำให้กู้ไม่ได้ ลงทุนไม่ได้ แข่งขันไม่ได้ 
  • ชี้ AI คือแต้มต่อใหม่ของ SME ช่วยยกระดับผลิตภาพ ใช้เป็นเกณฑ์ใหม่เข้าถึงสินเชื่อ

 

ในงานสัมมนา "Thailand SMART SME 2026: UNLOCK FINANCIAL TRAP" (ปลดล็อกกับดักเงินทุน SME สู่ความยั่งยืน) ที่ True Digital Park - Grand Hall, 3rd floor 

 

สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาเอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า คำว่า “Sustainable” หรือความยั่งยืน ยังคงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากรู้สึกว่าเข้าใจยาก เพราะในความเป็นจริง หลายธุรกิจยังต้องรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละวัน จึงเกิดคำถามว่าจะสร้างความยั่งยืนได้อย่างไร

 

ที่ผ่านมา สภาเอสเอ็มอีไทยใช้เวลาศึกษาและตีความคำว่า “ความยั่งยืน” จนได้ข้อสรุปว่า จุดเริ่มต้นของความยั่งยืน คือการทำธุรกิจที่สร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นและชุมชน เพราะเมื่อธุรกิจเติบโตควบคู่ไปกับสังคม ความยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นตามมา

 

สุปรีย์ กล่าวว่า แม้ SME จะเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย สร้างมูลค่าราว 34-35% ของ GDP แต่สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าการผลักดันให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน คือการทำให้ธุรกิจแข็งแรงจนเงินทุนเป็นฝ่ายเข้าหา

 

“ทุกวันนี้ SME มักเดินไปขอกู้ เพราะธุรกิจอ่อนแอและมีปัญหาทางการเงิน แต่ถ้าเราทำให้ผู้ประกอบการอย่างน้อยครึ่งหนึ่งมีธุรกิจที่แข็งแรง จนสถาบันการเงินเป็นฝ่ายเข้ามาเสนอสินเชื่อเพื่อขยายกิจการ นั่นต่างหากคือเงื่อนไขของการเติบโตอย่างยั่งยืน” 

 

สภาเอสเอ็มอี ชี้ 20 ปีแก้ SME ไม่ตรงจุด ถึงเวลาสร้างศักยภาพให้ทุนวิ่งเข้าหา

 

สุปรีย์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เรามีมาตรการช่วยเหลือ SME อย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการซอฟต์โลน การพักชำระหนี้ การค้ำประกันสินเชื่อ และการลดอัตราดอกเบี้ย แต่ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนก็ยังคงถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

“คำถามคือ ทำไมเรายังต้องพูดเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอยู่ ถ้าให้ยาเดิมกับคนไข้ แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ก็อาจหมายความว่าเราวินิจฉัยโรคผิด แน่นอนว่า SME บางส่วนยังต้องการเงินทุน แต่ผู้ประกอบการอีกจำนวนไม่น้อยอาจต้องการสิ่งอื่นที่สำคัญกว่า เพื่อทำให้ธุรกิจแข็งแรงและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” สุปรีย์กล่าว

 

ผลักดันรายเล็ก เติบโต 

 

สุปรีย์ กล่าวต่อว่า หากพิจารณาโครงสร้างผู้ประกอบการ SME ของไทย จะพบว่าธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม Micro SME และธุรกิจขนาดเล็ก (S) ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลาง (M) มีเพียงประมาณ 27,000-30,000 รายเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการยกระดับธุรกิจให้เติบโตข้ามจากระดับเล็กไปสู่ระดับกลาง และต่อยอดเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ (Large Enterprise)

 

“โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการ แต่คือการทำอย่างไรให้ SME ขนาดกลางสามารถเติบโตเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้ เพราะหากเราผลักดันให้ธุรกิจกลุ่มนี้เติบโตได้ เศรษฐกิจของประเทศก็จะขยายตัวตามไปด้วย” 

 

สภาเอสเอ็มอี ชี้ 20 ปีแก้ SME ไม่ตรงจุด ถึงเวลาสร้างศักยภาพให้ทุนวิ่งเข้าหา

 

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยจะยังเติบโต แต่ตัวเลขสินเชื่อธุรกิจ SME กลับลดลง สะท้อนว่าเม็ดเงินในระบบไม่ได้ไหลไปถึงผู้ประกอบการส่วนใหญ่ แต่กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งด้านการเงินและศักยภาพในการแข่งขันมากกว่า

 

กับดักด้านการเงิน ฉุดรั้ง SME เติบโต 

 

สุปรีย์ มองว่า หนึ่งในปัญหาหลักที่ฉุดรั้ง SME คือ “Financial Trap” หรือกับดักทางการเงิน ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการที่ผู้ประกอบการไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ ทำให้มีกำไรต่อหน่วยลดลง โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ต้องแบกรับต้นทุนจำนวนมาก ทั้งค่าโฆษณา ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม (GP) และค่าขนส่ง ส่งผลให้กำไรหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

 

อีกปัจจัยสำคัญคือปัญหา Credit Term หรือระยะเวลาการชำระเงินที่ยาวนานเกินสมควร แม้หลักเกณฑ์การแข่งขันทางการค้าจะกำหนดไว้ที่ 45 วัน แต่ในความเป็นจริง SME จำนวนมากต้องเผชิญเครดิตเทอม 60 วัน 120 วัน หรือบางกรณียาวนานถึง 365 วัน หรือ “ขายวันนี้ ได้รับเงินปีหน้า”

 

“หากสามารถลดเครดิตเทอมจากเฉลี่ยกว่า 60 วัน ให้เหลือ 45 วันได้ จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบ SME มากถึง 250,000 ล้านบาทต่อปี” สุปรีย์กล่าว

 

เมื่อกระแสเงินสด (Cash Flow) มีปัญหา ผู้ประกอบการก็ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย เพราะสถาบันการเงินพิจารณาจากความแข็งแรงทางการเงิน ส่งผลให้ธุรกิจไม่สามารถลงทุนต่อยอดไปสู่ธุรกิจใหม่ หรืออุตสาหกรรม New S-Curve ได้ กลายเป็นวงจรที่ฉุดรั้งการเติบโตของ SME

 

สุปรีย์มองว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะ Financial Trap เป็นเพียงผลลัพธ์ปลายทาง ขณะที่ต้นตอที่แท้จริงคือ “Productivity Trap” หรือกับดักด้านผลิตภาพ ซึ่งทำให้ SME ขาดประสิทธิภาพในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่ม

 

เชื่อ AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญของ SME 

 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพของ SME ในอนาคต เนื่องจากข้อได้เปรียบสำคัญของธุรกิจขนาดเล็กคือความคล่องตัว สามารถปรับตัวและตัดสินใจได้รวดเร็วกว่าบริษัทขนาดใหญ่

 

“SME ไม่ได้มีคนเป็นหมื่นเป็นแสนที่ต้องใช้เวลานานในการเปลี่ยนทิศทาง ธุรกิจขนาดเล็กมีข้อได้เปรียบเรื่องความเร็ว แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องใช้ความเร็วนี้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ และใช้เทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามาเพิ่มผลิตภาพ เพื่อหลุดพ้นจากกับดักเดิม ๆ ที่ฉุดรั้งการเติบโต” 

 

สุปรีย์ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบธุรกิจดั้งเดิมที่พึ่งพาแรงงานจำนวนมากและประสบการณ์จากอดีต ไปสู่การใช้ข้อมูล (Data) ระบบอัตโนมัติ (Automation) และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ เพราะสำหรับ SME ที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร การเพิ่มจำนวนพนักงานอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป

 

“AI ไม่ได้มีไว้เพื่อทดแทนคนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดงานซ้ำซ้อน และทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน” 

 

รับมือ OECD มาตรฐานแข่งขันใหม่ของโลก

 

และยังมองว่าการที่ประเทศไทยเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพของ SME ไทย เพราะมาตรฐานของ OECD ไม่ได้วัดจากขนาดของธุรกิจ แต่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการแข่งขัน การใช้เทคโนโลยี การบริหารจัดการข้อมูล และการเข้าถึงตลาดที่มีกำลังซื้อสูง

 

สุปรีย์ระบุว่า OECD จะเป็นกรอบสำคัญที่ช่วยผลักดัน SME ใน 4 มิติ ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน การปรับกระบวนการผลิตและการใช้ข้อมูล การประยุกต์ใช้ AI และการเปิดโอกาสเข้าสู่ตลาดโลกที่มีมาตรฐานสูง

 

“OECD ไม่เคยถามว่าธุรกิจเล็กหรือใหญ่ แต่ถามว่าคุณแข่งขันได้หรือไม่” 

 

นอกจากนี้ สุปรีย์ ยังชี้ว่า นิยามของ “ทุน” ในโลกธุรกิจได้เปลี่ยนไป จากเดิมที่หมายถึงเงินทุนเพียงอย่างเดียว สู่ทุนรูปแบบใหม่ที่ประกอบด้วย เงิน (Capital) ข้อมูล (Data) AI ความน่าเชื่อถือ (Trust) และหลักนิติธรรม (Rule of Law) ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ

 

สภาเอสเอ็มอี ชี้ 20 ปีแก้ SME ไม่ตรงจุด ถึงเวลาสร้างศักยภาพให้ทุนวิ่งเข้าหา

 

“ในอนาคต บริษัทมูลค่าพันล้านบาทอาจมีพนักงานไม่ถึง 10 คน เพราะใช้ Generative AI และระบบอัตโนมัติเป็นกำลังหลักในการดำเนินธุรกิจ เรื่องนี้ไม่ใช่อนาคตที่ไกลตัว แต่เกิดขึ้นแล้ว” 

 

เขาเสนอว่า แนวคิดการสนับสนุน SME ควรเปลี่ยนจากการเข้าถึงสินเชื่อ ไปสู่การเข้าถึงข้อมูล เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เพื่อให้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล คาดการณ์แนวโน้มธุรกิจ และประเมินศักยภาพการเติบโตในอนาคต

 

ในระยะต่อไป สภาเอสเอ็มอีไทยมีแนวคิดพัฒนาระบบ Business Score เพื่อใช้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการประเมินศักยภาพของผู้ประกอบการสำหรับการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แทนการพึ่งพาเครดิตสกอร์หรือหลักประกันแบบเดิมเพียงอย่างเดียว โดยมองว่าศักยภาพของธุรกิจในอนาคตควรมีน้ำหนักมากกว่าประวัติทางการเงินในอดีต

 

สุปรีย์กล่าวว่า เงินทุนเป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบของระบบนิเวศธุรกิจเท่านั้น ขณะที่สิ่งที่ SME ต้องการควบคู่กันคือเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะ โอกาสทางการค้าในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม

 

“เงินทุนไม่ใช่ต้นน้ำของความยั่งยืน แต่ความสามารถในการแข่งขันต่างหากที่จะทำให้เงินทุนไหลเข้าหาผู้ประกอบการ”

 

สุปรีย์ ทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนบทบาทของ SME จากผู้ที่ต้องเดินเข้าไปหาแหล่งเงินทุน ให้กลายเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพจนเงินทุนเป็นฝ่ายเข้ามาเสนอเพื่อสนับสนุนการขยายกิจการ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของ SME และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท