
กรณีศึกษา “เนื้อแท้” บทเรียน SME ขายดีไม่ได้การันตีว่า ธุรกิจจะไร้วิกฤต
ถอดบทเรียนจาก "เนื้อแท้" ธุรกิจมีกำไร แต่ยังขาดสภาพคล่องได้ ขายดีไม่ได้การันตีว่า ธุรกิจจะไร้วิกฤต สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเรียนรู้จากเคสนี้
หลายครั้ง คนทำธุรกิจมักใช้ "ยอดขาย" เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ แต่กรณีของร้านอาหาร "เนื้อแท้" กำลังสะท้อนอีกมุมหนึ่งของการทำธุรกิจว่า แม้แบรนด์จะมีลูกค้าแน่น รายได้เติบโตต่อเนื่อง และมีกำไรทุกปี ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวันเผชิญวิกฤต
ข่าวใหญ่ในวงการธุรกิจร้านอาหารเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา กรณีที่ “เนื้อแท้” เผชิญปัญหาจ่ายเงินเดือนพนักงานล่าช้า รวมถึงถูกตั้งคำถามเรื่องการนำส่งเงินประกันสังคม กลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงธุรกิจ เพราะสวนทางกับภาพจำของแบรนด์ที่เติบโตอย่างแข็งแรงมาตลอด
ข้อมูลผลประกอบการย้อนหลังของเนื้อแท้ จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภายใต้ บริษัท คอมพานี บี จำกัด สะท้อนการเติบโตอย่างชัดเจน โดยปี 2565 บริษัทมีรายได้ 333 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2.3 ล้านบาท ก่อนเพิ่มเป็นรายได้ 504 ล้านบาท กำไร 13 ล้านบาท ในปี 2566 และปี 2567 รายได้ขยับขึ้นเป็น 635 ล้านบาท พร้อมกำไรสุทธิ 16 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดธุรกิจที่ยังทำกำไรจึงกลับประสบปัญหาสภาพคล่อง
บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้ คือ ธุรกิจสามารถมีกำไรในงบการเงิน แต่ในเวลาเดียวกันอาจขาด "กระแสเงินสด" สำหรับใช้จ่ายในแต่ละวันได้
ล่าสุดสองผู้บริหาร "บังโต" วีรชน ศรัทธายิ่ง อดีตนักร้องนำวง Silly Fools และ "บังตาล" นภศูล รามบุตร สองผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้ออกมาชี้แจงทุกข้อถึงกระแสข่าวที่หลายคนจับตา ผ่านเพจเฟซบุ๊กของ "เนื้อแท้" เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยสรุปคือ
"เนื้อแท้" ก่อตั้งขึ้นด้วยความรักและอุดมการณ์ที่ต้องการสร้างรายได้เพื่อจรรโลงสังคมและศาสนา อย่างไรก็ตาม ธุรกิจต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ปี 2019 ซึ่งขณะนั้นมีพนักงานกว่า 500-600 คน เพื่อรักษาพนักงานไม่ให้ตกงาน
ผู้ก่อตั้งตัดสินใจขายหุ้นส่วนตัวมูลค่ารวม 60 ล้านบาท เพื่อนำเงินทั้งหมดมาจ่ายเงินเดือนพนักงานเพียงอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาในระยะยาว
กับดักความเร็วและการเติบโต
การรับเงินลงทุน 60 ล้านบาทมาพร้อมกับเงื่อนไขที่ต้องสร้างยอดขายให้สูงเพื่อเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ทำให้บริษัทต้องเร่งขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ซึ่งขัดกับความตั้งใจเดิมของบังโตที่ต้องการเน้นคุณภาพในสเกลขนาดเล็ก (ไม่เกิน 5 สาขา)
การขยายตัวที่เร็วเกินไปบนพื้นฐานที่ไม่แข็งแรงทำให้เกิด "ค่าใช้จ่ายแฝง" ในสเกลขนาดใหญ่ ที่บริหารจัดการได้ยาก แม้จำนวนลูกค้าจะเพิ่มขึ้น แต่ผลกำไรกลับถูกกลบด้วยรายจ่ายเหล่านี้มาตลอด 10 ปี
ความจริงเรื่องดราม่า "เงินเดือนและประกันสังคม"
ในส่วนของประเด็นร้อนเรื่องการค้างจ่ายเงินเดือน ผู้บริหารชี้แจงประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
สถานะการจ่ายเงิน: ยอมรับว่ามีการ "จ่ายช้า" (เลทประมาณ 2 เดือน) เนื่องจากปัญหาสภาพคล่องในการซื้อวัตถุดิบ แต่ยืนยันว่า "ไม่เคยไม่จ่าย" โดย ณ ปัจจุบัน (15 พ.ค.69) บริษัทได้จ่ายเงินเดือนค้างชำระให้พนักงานร้านอาหารครบถ้วนทุกคนแล้ว
“เมื่อ 6-7 เดือนที่ผ่านมา ขีดความสามารถเริ่มลดลง จนเกิดปัญหาจ่ายเงินล่าช้าขึ้น ซึ่งแน่นอนเจ้าตัวยืนยันว่าขัดต่ออุดมการณ์แรก กระแสเงินสดขาดสภาพคล่อง พอไม่มีเงินซื้อวัว ทำให้การขายไม่เพียงพอต่อจำนวนร้าน จนไม่มีเงินพอที่จะจ่ายพนักงานได้ทัน (จ่ายช้าไป 2 เดือน)
ทำให้กลุ่มหนึ่งที่ไม่พอใจเกิดขึ้น ยืนยันแม้จะจ่ายล่าช้า แต่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จ่ายเงินพนักงานตรงเวลาตลอด พร้อมมื้ออาหารที่สามารถกลับไปทานที่บ้านได้ ยันไม่มีการยักยอกเงินเพื่อไปใช้ส่วนตัวทั้งสิ้น สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ชัดเจน”
เงินเดือนผู้บริหาร: เพื่อประคับประคองบริษัท ผู้บริหาร ซีอีโอ ไม่ได้รับเงินเดือนมานานกว่า 7-8 เดือนแล้ว เพื่อนำเงินไปจ่ายพนักงานก่อน
กรณีประกันสังคม: ปัญหาเกิดจากการขาดสภาพคล่องในช่วงต้นปี ทำให้การนำส่งเงินสมทบช้ากว่ากำหนด (แต่ยังอยู่ในกรอบเวลาอนุโลม 60 วัน)
ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบาย "จ่ายแทน" โดยหากพนักงานคนใดสิทธิหลุดในช่วงดังกล่าว บริษัทจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลหรือค่าคลอดบุตรให้ทั้งหมด ปัจจุบันสถานะประกันสังคมของพนักงานทุกคนกลับมาเป็นปกติ 100% แล้ว
วิกฤตเริ่มคลี่คลายแล้ว
วิกฤตครั้งนี้เริ่มคลี่คลายหลังจากได้รับความช่วยเหลือด้านเงินทุนจาก ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (IBank) ซึ่งช่วยให้บริษัทมีสภาพคล่องในการจัดซื้อวัตถุดิบและดำเนินธุรกิจต่อได้ ทั้งค่าใช้จ่ายในร้าน เงินเดือนพนักงาน จวบจนเวลา 13.00 น. ของวันที่ 15 ก.ค. 69 ทางร้านได้จ่ายเงินเดือนพนักงานจนครบถ้วนตามจำนวนที่ติดค้างทั้งหมด บังโตยืนยันว่าหลังจากนี้ จะมีสินค้ากลับมาวางขายเต็มร้านและในห้างสรรพสินค้าตามปกติ โดยจะค่อย ๆ ขยับตัวอย่างมั่นคง
ขอโทษเกษตรกร ได้รับผลกระทบจากวิกฤต
นอกจากนี้ บังโตยังได้กล่าวขอโทษกลุ่มเกษตรกรใน "โครงการวัวแดง" ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้ ซึ่งเดิมเป็นโครงการที่เขาตั้งใจพัฒนาสายพันธุ์วัวไทยเพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมเนื้อในประเทศ
และเพื่อป้องกันคำถามและปัญหาที่จะขาดแคลนในอนาคต เช่น ปัญหาขาดแคลนปิโตรเลียม เม็ดพลาสติก สงครามอ่าว ที่อาจจะทำให้เกิดการขาดแคลนแพ็คเกจจิ้ง ซึ่งอาจจะทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าได้ (หากเกิดในอนาคต) ยันพร้อมบริหารจัดการ และนำวัวจากโครงการวัวแดงมาใช้
สุดท้าย ยืนยัน “บังโต-วีรชน ศรัทธายิ่ง” และ “บังตาล-นภศูล รามบุตร” ยังเป็น 2 ผู้ถือหุ้นใหญ่ของทางร้าน ยังแบ่งหน้าที่บริหารจัดการกันอยู่ ยังมีความเป็นเจ้าของอยู่ และพร้อมดำเนินงานอย่างเต็มที่ต่อไป หลังมีกระแสเงินสดและสภาพคล่องมากขึ้น
พร้อมดึงร้านอาหารที่เหลืออยู่ 6-7 สาขา มาพัฒนาเองและต่อยอดสู่ไอเดียใหม่ๆ พร้อมคุณภาพอาหารเกรดเอทั้งหมด ตลอดจนการบริการ และพนักงาน อะไรที่ไม่ถนัดจะไม่ทำเด็ดขาด
โดยสรุปผู้ก่อตั้งย้ำว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการในช่วงที่ธุรกิจเติบโตเร็วเกินไป และยืนยันจะรับผิดชอบหนี้สินและดูแลพนักงานตามหลักการศาสนาอย่างดีที่สุดต่อไป
บทเรียนที่ผู้ประกอบการควรเข้าใจ
กรณีของ "เนื้อแท้" อาจไม่ใช่เรื่องของร้านอาหารเพียงแบรนด์เดียว แต่เป็นภาพสะท้อนที่เกิดขึ้นได้กับธุรกิจทุกประเภท โดยเฉพาะในช่วงที่หลายองค์กรเร่งขยายตัวหลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้น
บทเรียนสำคัญคือ การเติบโตต้องเดินควบคู่กับวินัยทางการเงิน เพราะยอดขายที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้การันตีว่าธุรกิจจะมีเงินสดเพียงพอเสมอไป หากระบบบริหาร ต้นทุน และการควบคุมกระแสเงินสดไม่แข็งแรง วิกฤตก็อาจเกิดขึ้นได้ แม้ในวันที่ธุรกิจยังขายดีและมีกำไรอยู่ก็ตาม และการเร่งเติบโต อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป หากระบบหลังบ้านยังไม่แข็งแรงพอ
ดังนั้นจึงจะเห็นภาพธุรกิจบางรายค่อย ๆ วางรากฐานโครงสร้างให้แข็งแรงก่อนขยายกิจการ หรือค่อย ๆ โต ค่อยๆ ลงทุน จึงเป็นการเดินหน้าแบบระมัดระวังที่สุด







