
เริ่มจากศูนย์ สู่เวทีพิซซ่าชิงแชมป์โลก! เรื่องจริงสองคนไทยบนเกาะสมุยที่พาธงชาติไทยโบกสะบัดกลางนาโปลี
ใครจะคิดว่า..ร้านพิซซ่าเล็กๆ "Pizzeria Sorte" บนเกาะสมุยของสองคนไทยจะบินไกลไปถึงเมืองนาโปลี บ้านเกิดของพิซซ่า พร้อมคว้าอันดับ 10 ของโลกกลับมาได้ เบื้องหลังความสำเร็จนี้ไม่ใช่แค่แป้ง ชีส หรือเตาไฟ แต่คือเรื่องราวของหัวใจสองคนที่เริ่มต้นจากคำว่า "ติดลบ" เอามอเตอร์ไซค์ไปจำนำ กดบัตรเครดิตตั้งร้าน และใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คนไทยทำพิซซ่านาโปลีแท้ๆได้ไม่แพ้ใครในโลก
KEY
POINTS
- ใครจะคิดว่า ร้านพิซซ่าเล็กๆ "Pizzeria Sorte" บนเกาะสมุยของสองคนไทยจะบินไกลไปถึงเมืองนาโปลี บ้านเกิดของพิซซ่า
- พร้อมคว้าอันดับ 10 ของโลกกลับมาได้ เบื้องหลังความสำเร็จนี้ไม่ใช่แค่แป้ง ชีส หรือเตาไฟ แต่คือเรื่องราวของหัวใจสองคน
- ที่เริ่มต้นจาก "ติดลบ" เอามอเตอร์ไซค์ไปจำนำ กดบัตรเครดิตตั้งร้าน และใช้เวลาพิสูจน์ว่า คนไทยทำพิซซ่านาโปลีแท้ๆได้ไม่แพ้ใครในโลก
บางความฝันไม่ได้เริ่มต้นจากเงินทุนก้อนใหญ่ ไม่ได้มีนักลงทุนหนุนหลัง และไม่ได้มีใครเชื่อมั่นตั้งแต่วันแรก
เรื่องของ "กษิรา รัชตวรพันธ์" และ "ธนัช ศุภมงคล" สองสามีภรรยาเจ้าของร้าน Pizzeria Sorte บนเกาะสมุย ก็เป็นแบบนั้น
ร้านพิซซ่าของพวกเขาไม่ได้เกิดจากโจทย์ว่า...อยากทำธุรกิจอะไรดี ? แต่เกิดจากความรักล้วนๆต่อพิซซ่านาโปลี ความรักที่มากพอจะทำให้คนสองคนยอมเริ่มต้นจากศูนย์ในวันที่แทบไม่มีอะไรอยู่ในมือ
เอามอเตอร์ไซค์ไปจำนำ กดบัตรเครดิตเพื่อซื้อของเข้าร้าน ค่อยๆสร้างร้านเล็กๆขึ้นมาด้วยแรงของตัวเอง และยอมรับความจริงที่โหดพอสมควรว่า บนเกาะสมุยซึ่งเต็มไปด้วยร้านอาหารของชาวต่างชาติ
โดยเฉพาะเจ้าของร้านชาวอิตาเลียน การเป็น "คนไทย" ที่ลุกขึ้นมาบอกว่าจะทำพิซซ่านาโปลีแท้ๆนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะเชื่อกันง่ายๆ
ลูกค้าส่วนใหญ่บนเกาะเป็นชาวต่างชาติที่ใช้ชีวิตระยะยาว ทั้งอิตาเลียน ฝรั่งเศส เยอรมัน และอีกหลายสัญชาติ ขณะที่ลูกค้าคนไทยมีเพียงสัดส่วนเล็กน้อย
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า..พิซซ่าร้านนี้อร่อยไหม ? แต่คือ...คนไทยทำอาหารแบบนี้ได้ดีจริงหรือ ?
คำตอบของพวกเขาไม่ใช่การเถียง ไม่ใช่การอธิบายยาวเหยียด แต่คือการใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ใช้รสชาติเป็นคำตอบ และใช้ความสม่ำเสมอสร้างความเชื่อมั่นทีละโต๊ะ ทีละถาด
จนวันนี้ Pizzeria Sorte กลายเป็นร้านประจำของคนรักพิซซ่าบนเกาะสมุย โดยเฉพาะลูกค้าชาวอิตาเลียนที่กลับมานั่งกินซ้ำแล้วซ้ำอีก
แต่เรื่องของสองสามีภรรยาคู่นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ "ทำร้านให้อยู่รอด" เพราะตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พวกเขาแบกฝันของตัวเองขึ้นเครื่องบินจากไทยไปยังเมืองนาโปลี ประเทศอิตาลี เพื่อแข่งขัน Caputo Cup เวทีทำพิซซ่าชิงแชมป์โลกของสายพิซซ่านาโปลีแท้ๆ
World Pizza Championship - Neapolitan Pizza Makers Association https://share.google/zE3LAoD1JeoM9itjD
และทุกครั้งที่ไปทั้งคู่พกธงชาติไทยติดตัวไปด้วยเสมอ ไม่ใช่เพราะคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด แต่เพราะอยากให้คนที่ต้นกำเนิดพิซซ่ารู้ว่า..ประเทศไทยก็มีคนทำพิซซ่านาโปลีที่แท้จริงเหมือนกัน
ในปีนี้ความพยายามของพวกเขาออกดอกผลอย่างงดงาม เมื่อ "กษิรา" สามารถคว้า อันดับ 10 ของโลก ในประเภท Stagione (Seasonal Pizza) ขณะที่การแข่งขัน Pizza of Nations ซึ่งเปิดพื้นที่ให้แต่ละประเทศนำเสนอพิซซ่าที่สะท้อนตัวตนของชาติ ทีมไทยจากสมุยคว้า อันดับ 15 จากเมนู พิซซ่าแพนงกุ้งย่าง เมนูที่พารสชาติไทยขึ้นไปยืนบนเวทีโลกอย่างภาคภูมิ
สำหรับบางคน "อันดับ 10" อาจยังไม่ใช่คำว่าแชมป์ แต่สำหรับคนธรรมดาสองคนที่เริ่มจากความติดลบ ใช้หนี้ความฝันด้วยหยาดเหงื่อ ฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เก็บเงินเดินทางไปแข่ง และไม่หยุดพัฒนาตัวเองทุกปี
นี่อาจเป็นชัยชนะที่ใหญ่กว่าถ้วยรางวัลเสียอีก เพราะมันพิสูจน์ว่า..ต่อให้คุณไม่ได้เกิดในเมืองต้นกำเนิดของอาหารชนิดนั้น ไม่ได้มีเชื้อชาติที่ใครคาดหวัง
หรือไม่ได้เริ่มต้นด้วยต้นทุนที่พร้อมกว่าใคร คุณก็ยังมีสิทธิ์ยืนบนเวทีเดียวกับคนเก่งที่สุดในโลกได้เช่นกัน
ท้ายที่สุด เรื่องของ Pizzeria Sorte อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของร้านพิซซ่าร้านหนึ่งบนเกาะสมุย แต่มันคือเรื่องของ "ศรัทธา" ที่คนสองคนมีต่อสิ่งที่รักมากพอจะยอมเหนื่อย ยอมเจ็บ และยอมใช้เวลาหลายปีพิสูจน์ตัวเองกับโลกทั้งใบ
จากวันที่ต้องเอามอเตอร์ไซค์ไปจำนำเพื่อเปิดกิจการร้านเล็กๆ
จากวันที่ถูกตั้งคำถามเงียบๆว่า คนไทยจะทำพิซซ่านาโปลีได้จริงหรือ ?
จนถึงวันที่ได้พาธงชาติไทยไปโบกสะบัดกลางเมืองนาโปลี และได้ยินชื่อของตัวเองบนเวทีระดับโลก
บางทีความสำเร็จที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่การได้เป็นที่หนึ่งของโลกเสมอไป แต่อาจเป็นการเดินทางมาไกลพอจนได้หันกลับไปมองตัวเองในวันแรก แล้วบอกกับตัวเองว่า เรามาได้ไกลกว่าที่เคยคิดไว้มากแล้ว
และบางที เรื่องราวของคนไทยสองคนจากเกาะสมุยคู่นี้กำลังบอกกับใครอีกหลายคนว่า...ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร เริ่มจากเล็กแค่ไหน หรือมีต้นทุนน้อยเพียงใด ถ้าคุณรักมันมากพอ และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง วันหนึ่งโลกอาจหันมามองเห็นคุณในแบบที่คุณเองยังไม่เคยกล้าฝัน.







