



4+





‘ทรงวาด’ เจอโจทย์หินสกัดทุนจีน-คุมค่าเช่า รักษาเสน่ห์ย่านเก่า
‘อุดมการณ์อาจแพ้เงิน’ เสียงเตือนจากคนที่ปลุกทรงวาดให้กลับมามีชีวิต คุยกับนายกสมาคมเมดอินทรงวาด กับโจทย์ยากรักษาเสน่ห์ไม่ให้ถูกเงินกลืน
KEY
POINTS
- ‘ทรงวาด’ กับโจทย์ใหญ่ สกัดทุนจีน-คุมค่าเช่า รักษาเสน่ห์ย่านเก่า ไม่ให้ถูกกลืน
- “เกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ” นายกสมาคมเมดอินทรงวาด หวั่นซ้ำรอยย่านอื่นในกรุงเทพฯ
- ชี้เจ้าของที่ส่วนใหญ่เป็นคนรวยเก่า ใช้เงินงัดยาก
จากย่านการค้าเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เคยเงียบเหงา วันนี้ “ทรงวาด” กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จนได้รับการยกให้เป็นย่านสร้างสรรค์ที่มาแรงที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ
แต่ในวันที่ชื่อเสียงของทรงวาดกำลังพุ่งสูงสุด สิ่งสำคัญคือ “จะรักษาเสน่ห์เดิมไว้ได้อย่างไร” ท่ามกลางแรงกดดันจากการเติบโตของธุรกิจ การเข้ามาของกลุ่มทุน และความเสี่ยงที่ย่านอาจสูญเสียอัตลักษณ์ดั้งเดิมไปกับกระแสความนิยม
โพสต์ทูเดย์ มีโอกาสได้พบกับ เกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ นายกสมาคมเมดอินทรงวาด (MADE IN SONG WAT) หนึ่งในกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนย่านแห่งนี้มาตลอด 5 ปี
เกียรติวัฒน์ บอกว่าเขาเกิดและเติบโตในย่านแห่งนี้ และยังเป็นคนแรกๆ ที่อาสารวบรวมผู้ประกอบการ ด้วยการโทรศัพท์ชักชวนร้านค้ากว่า 50 แห่งให้เข้ามาร่วมสร้างเครือข่าย จนเกิดเป็นการรวมตัวของผู้คนที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการพัฒนาทรงวาดให้เติบโตโดยไม่สูญเสียจิตวิญญาณดั้งเดิม
จากวันแรกที่มีสมาชิกเพียงสิบกว่าร้าน จำนวนผู้ประกอบการในเครือข่ายค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็น 30 ร้าน 60 ร้าน 80 ร้าน และล่าสุดในปีที่ 5 มีสมาชิกแล้วกว่า 120 ร้าน สะท้อนพลังของความร่วมมือที่แข็งแรงขึ้นทุกปี
นอกจากนี้ยังได้จดทะเบียนตั้งสมาคมอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา กับกระทรวงมหาดไทย มีค่าสมาชิกเพียง 500 บาทต่อปี เพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นการรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาพื้นที่ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัว
เกียรติวัฒน์ เล่าให้ฟังว่า ย่านทรงวาดมีทั้งคนดั้งเดิมที่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจใหม่ เหมือนอย่างตัวเขาเองที่ทำเพลย์ อาร์ต เฮาส์ และคนนอกที่หลงรักย่านแล้วเข้ามาเช่าตึก
“ผู้ประกอบการที่เข้ามาในช่วง 3-4 ปีแรก ส่วนใหญ่เข้ามาเพื่อปลดปล่อยแพชชั่น เช่น เปิดร้านเสื้อผ้าหรือทำขนม มากกว่าเป้าหมายทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ในปัจจุบันเมื่อย่านคึกคักขึ้น รูปแบบการเข้ามาทำธุรกิจก็เริ่มเปลี่ยนไป มีผู้คนหลายรูปแบบ”
หัวใจสำคัญที่ทำให้ทรงวาดแตกต่างจากย่านอื่น คือแนวคิดการอยู่ร่วมกันระหว่างธุรกิจดั้งเดิมกับธุรกิจรุ่นใหม่ เช่นร้านขายเครื่องเทศอายุหลายสิบปีสามารถตั้งอยู่เคียงข้างคาเฟ่ แกลเลอรี หรือร้านสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก
“เราไม่จำเป็นต้องตะโกน คือหลักคิดที่สมาคมใช้ในการทำงานกับแบรนด์และองค์กรต่างๆ โดยเลือกใช้พลังของศิลปะ ดีไซน์ และวัฒนธรรม เป็นเครื่องมือสื่อสารแทนการขายตรง ทำให้ทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นในย่านยังคงรักษาบรรยากาศของการมาเดินเที่ยว ค้นพบ และเรียนรู้ มากกว่าการถูกบังคับให้จับจ่ายใช้สอย”
เติบโตรวดเร็ว กลุ่มทุนเริ่มเคาะประตู
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นก็มาพร้อมความท้าทาย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการเติบโตแบบรวดเร็ว การเข้ามาของกลุ่มทุน และปัญหา Gentrification ที่อาจทำให้ย่านสูญเสียอัตลักษณ์ดั้งเดิม
เกียรติวัฒน์ ยอมรับว่าเขามีความกังวลเรื่องการเติบโตแบบ "มาเร็วไปเร็ว" จึงพยายามสื่อสารกับ เจ้าของที่ดิน (Landlords) ในย่านเพื่อให้มองผลประโยชน์ระยะยาว โดยมีข้อเสนอแนะต่อเจ้าของที่ดิน เช่น
- การคัดเลือกผู้เช่า ขอให้ปฏิเสธกลุ่มทุนที่ไม่โปร่งใส (ทุนเทา) หรือทุนต่างชาติที่อาจทำลายอัตลักษณ์ของย่าน
- การควบคุมค่าเช่า ไม่ควรขึ้นราคาอย่าง "บ้าเลือด" เพราะจะทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นจนนักท่องเที่ยวเลิกมา
เจ้าของที่คือ "จิ๊กซอว์ตัวสำคัญ" ของความยั่งยืน
เขาระบุว่าเจ้าของที่ดินคือปัจจัยชี้ขาดว่าย่านจะไปต่อได้นานแค่ไหน โดยเขาได้เข้าไปพูดคุยกับเจ้าของที่ดินที่สามารถคุยได้เพื่อชี้ให้เห็นทางเลือกระหว่าง "ระยะสั้น" กับ "ระยะยาว"
- ระยะสั้น คือการปล่อยเช่าตามกระแส ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ "มาเร็ว ไปเร็ว" เหมือนกับบางย่านที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
- ส่วน ระยะยาว คือการรักษาเสน่ห์ของย่านไว้เพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้นาน โดยเจ้าของที่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้คัดกรองผู้เช่าด้วยตัวเอง เช่น การไม่รับทุนจีนหรือทุนสีเทาเข้ามาในพื้นที่ เหมือนย่านอื่นที่มีกลุ่มทุนจีนเข้าไปดำเนินธุรกิจเป็นจำนวนมากซึ่งหากเป็นเช่นนั้นอาจทำให้ ระบบนิเวศของย่านเสีย
ที่สำคัญคือ อย่าขึ้นราคาค่าเช่าจนเกินเหตุ หากค่าเช่าถูกปรับขึ้น "แบบบ้าเลือด" หรือไม่มีเหตุผล ผู้ประกอบการจำเป็นต้องขายสินค้าในราคาที่แพงขึ้นตามต้นทุน และเมื่อของแพงเกินไป สุดท้ายนักท่องเที่ยวจะเลิกมาเดินย่านทรงวาด ซึ่งจะส่งผลเสียต่อทุกฝ่ายในที่สุด
เขาชี้ชัดว่าหากเจ้าของที่เปลี่ยนใจขึ้นราคาแบบก้าวกระโดด ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ตั้งใจมาทำธุรกิจด้วยแพชชั่นก็จะอยู่ไม่ได้
เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่มีฐานะ
เกียรติวัฒน์ บอกอีกว่า ทรงวาดมีลักษณะเฉพาะที่ต่างจากย่านอื่น ในแง่ของโครงสร้างเจ้าของที่ดิน เจ้าของที่ดินในทรงวาดส่วนใหญ่ (ประมาณ 70%) มีฐานะร่ำรวยอยู่แล้ว หรือเป็นกลุ่ม "Asset Rich" ที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินมากนัก ด้วยความที่มีฐานะดีและมีความผูกพันกับพื้นที่ บางรายอยู่มานานและไม่ยอมปล่อยเช่าง่ายๆ ทำให้การใช้เงินมา "งัด" หรือกว้านซื้อพื้นที่ทำได้ยากกว่าย่านอื่นๆ หากเงินนั้นไม่มากพอจริงๆ
ความเสี่ยงในอนาคต "อุดมคติ" ปะทะ "พลังเงิน"
อย่างไรก็ตาม แม้เขาจะมั่นใจว่าในระยะสั้น 1-2 ปี ย่านทรงวาดจะยังคงรักษาอัตลักษณ์เดิมไว้ได้ แต่ในระยะยาว 3-5 ปี ยังไม่สามารถการันตีได้ เพราะมองว่าโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก และ "สุดท้ายคนเราก็อาจจะแพ้เงินก็ได้"
เขาบอกว่า แม้จะบังคับใครไม่ได้ แต่ในฐานะนายกสมาคม พยายามทำหน้าที่เข้าไปพูดคุยและสร้างความเข้าใจกับเจ้าของที่ดินอย่างต่อเนื่องเพื่อชะลอการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไป หรือแม้แต่บางที กลุ่มทุนที่เขามาเราไม่อยากให้เขาไปเปลี่ยนแปลง รื้อสถานที่มากนัก เพราะยังให้คงเอกลักษณ์เดิม บางทีก็ห้ามไม่ทัน ก็ทำอะไรไม่ได้
ผลักดันมา 5 ปี ความสุขคือการให้
สุดท้ายแล้ว การผลักดันมา 5 ปี เกียรติวัฒน์ ในวัย 52 ปี มองว่าความสุขของเขาไม่ใช่การได้รับเงิน แต่คือ “ความสุขจากการให้” เขาเปรียบเทียบว่าบางคนสุขกับการรับ แต่เขาพบความสุขในการใช้แรงและจิตใจขับเคลื่อนย่านอย่างช่วงเปิดแกลอรี่แรก ๆ ในทรงวาด คนถามว่า เปิดแล้วได้อะไร? แม้จะไม่ได้เก็บค่าเช่าหรือได้ผลประโยชน์เป็นตัวเงินมากมาย แต่เขาก็พอมีพอใช้และเลือกที่จะหาความสุขในรูปแบบนี้
เขาเปรียบเทียบความเหนื่อยในการทำย่านทรงวาดกับการเลี้ยงลูก โดยบอกว่าเป็นคำตอบเดียวกัน คือแม้จะเหนื่อยแต่เมื่อเห็นลูก (หรือย่าน) เติบโตและมีความสุข คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็มีความสุขตามไปด้วย“ทุกครั้งที่มีฟีดแบ็กที่ดี” เขาก็จะรู้สึกยินดีและหายเหนื่อย
เขายกตัวอย่างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและเศรษฐกิจ ธุรกิจใหม่ช่วยให้ธุรกิจดั้งเดิมขายดีขึ้น เช่น ร้านห่านพะโล้ จากที่เคยขายวันละรอบ ปัจจุบันต้องขยายเป็น 2 รอบ (10:00 น. และ 16:00 น.) หรือแม้แต่ร้านอาหารดั้งเดิมในย่านได้รับการจัดอันดับใน Michelin Guide ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน (2024-2025) และคนในท้องที่ให้ความร่วมมือดีมาก เพราะผู้ประกอบการรุ่นใหม่พยายามวางตัวให้ดี ไม่ทำตัวเป็น "ของแปลกปลอม" ที่ไม่น่ารัก
สิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงใจและทำให้หายเหนื่อยคือการที่ย่านทรงวาดได้รับการยอมรับระดับโลก เช่น การได้รับเชิญไปเป็น Case Speaker ที่ไต้หวัน ซึ่งเขาภูมิใจมากที่ย่านที่เกิดจากภาคประชาชนเล็กๆ สามารถสร้างชื่อเสียงได้ไม่แพ้ประเทศที่รัฐบาลสนับสนุนเต็มที่
ปัจจุบันเขารู้สึกเหมือนเป็นคนที่ใครๆ ก็รู้จักและเรียกใช้งานได้ ในฐานะกำนันผู้ใหญ่บ้าน ทรงวาด ซึ่งเขายินดีทำหน้าที่นี้โดยไม่หวังผลประโยชน์ทางการเมือง อยากให้มีการสนับสนุนจากหน่วยงานระดับนโยบาย เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย,กทม. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้ามาเห็นความสำคัญและช่วยสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม
ความฝัน ปิดถนนทรงวาดจัดอีเวนต์ใหญ่
เป้าหมายสูงสุดของสมาคมคือการโปรโมทให้ทรงวาดเป็น "ย่านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบยั่งยืน มุ่งเน้นการรักษาเสน่ห์ที่เป็นการบรรจบกันระหว่างความเก่าและชื่อใหม่ โดยให้ร้านค้าดั้งเดิมและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ขับเคลื่อนย่านไปพร้อมกัน
อีกทั้งยังมีความฝันอยากให้มีกิจกรรม ที่สามารถ "ปิดถนนทรงวาด" เพื่อจัดอีเวนต์ใหญ่ให้คนได้ออกมาเดินและสัมผัสบรรยากาศเหมือนในสมัยก่อน เช่น โมเดลความสำเร็จของถนนข้าวสารในช่วงสงกรานต์ หรือย่านท่องเที่ยวในเชียงใหม่ที่มีการปิดถนนเพื่อจัดกิจกรรมเป็นครั้งคราว
แต่อย่างไรก็ตาม การจะปิดถนนจัดกิจกรรมระดับสากลได้นั้น เขาระบุว่า จำเป็นต้องมีหน่วยงานภาครัฐหรือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจจริงเข้ามาสนับสนุน เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นการขับเคลื่อนโดยภาคประชาชนเพียงฝ่ายเดียว หากภาครัฐช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องการปิดถนนและการขออนุญาตต่าง ๆ จะช่วยให้ย่านมีโอกาสแสดงศักยภาพในระดับโลกได้มากขึ้น



4+












