บสย. ไตรมาส1 ยอดค้ำพุ่ง 2.87 เท่า ดัน SMEs 2.7 หมื่นรายเข้าถึงทุน
บสย. เผย โชว์ผลงาน ไตรมาส 1/69 ค้ำสินเชื่อ 2.34 หมื่นล้าน โต 2.87 เท่า หนุน SMEs กว่า 2.7 หมื่นรายเข้าถึงทุน รักษาจ้างงานเกือบ 2 แสนตำแหน่ง
KEY
POINTS
- ไตรมาส 1 ปี 2569 บสย. มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 23,448 ล้านบาท เติบโตขึ้น 2.87 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
- การเติบโตดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการ SMEs กว่า 27,000 รายสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้สำเร็จ
- ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากมาตรการ “Quick Big Win” ที่ช่วยแก้ปัญหาให้ SMEs โดยตรงผ่านการฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปีแรก และการกำหนดค่าธรรมเนียมตามความเสี่ยง
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เดินหน้าทำหน้าที่ กลไกการเงินภาครัฐ อย่างเข้มข้นต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 ท่ามกลางภาวะสินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1 (ม.ค.–มี.ค. 2569) สามารถสร้างแรงส่งสำคัญให้ระบบเศรษฐกิจฐานรากกลับมาขยับได้อีกครั้ง
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย.มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 23,448 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเป้าทั้งปีที่ 70,000 ล้านบาท เติบโต 2.87 เท่าเมื่อเทียบปีก่อน และมีส่วนช่วยพยุงสินเชื่อในระบบให้ขยายตัวเพิ่ม 26,032 ล้านบาท หลังติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง 14 ไตรมาส
ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่สะท้อนการปลดล็อกโอกาส ให้ผู้ประกอบการรายเล็กกว่า 27,353 รายเข้าถึงแหล่งทุน รักษาการจ้างงาน 195,641 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 96,842 ล้านบาท
โดยมีแรงขับหลักมาจากมาตรการค้ำประกัน “Quick Big Win” วงเงิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งออกแบบมาแก้ pain point ของ SMEs โดยตรง ทั้งการฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปีแรก ค้ำยาว 7 ปี และใช้ระบบ TCG Score กำหนดค่าธรรมเนียมตามความเสี่ยง (Risk-based Pricing)
"ภายในเวลาเพียงไม่ถึง 4 เดือน มียอดค้ำแล้ว 24,864 ล้านบาท หรือเกือบครึ่งของวงเงินทั้งหมด ช่วยผู้ประกอบการกว่า 30,684 ราย เข้าถึงสินเชื่อได้จริง พร้อมลดอัตราปฏิเสธสินเชื่อ เนื่องจากรัฐช่วยดูดซับความเสี่ยงให้สถาบันการเงิน"
โครงสร้างการค้ำสะท้อนเศรษฐกิจฐานรากชัดเจน โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ ภาคบริการ 35.1% อาหารและเครื่องดื่ม 9.2% และการผลิต/การค้า 9% ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลครองสัดส่วนสูงสุด 48%
นอกจาก เติมสภาพคล่อง บสย.ยังเดินหน้า แก้หนี้ ผ่านมาตรการ "บสย. พร้อมช่วย” โดยไตรมาสแรกสามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ 1,575 ราย มูลค่า 630 ล้านบาท และช่วยลูกหนี้ปิดบัญชีได้ 384 ราย
ไฮไลต์อยู่ที่การลดเงินต้นสูงสุด 50% สำหรับกลุ่มเปราะบาง หนี้ไม่เกิน 200,000 บาท และลดสูงสุด 40% สำหรับ SMEs รายใหญ่กว่า ถือเป็นการตัดวงจรหนี้และเปิดโอกาสเริ่มต้นใหม่
นายสิทธิกร ยังย้ำด้วยว่า ปีนี้ บสย. เดินหน้าตามนโยบายรัฐ มุ่งช่วย Micro SMEs พ่อค้าแม่ค้า และอาชีพอิสระ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและเศรษฐกิจผันผวน หนึ่งในมาตรการหลักคือ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” ขยายรับคำขอถึงสิ้นปี 2569 ช่วยรายย่อยและธุรกิจขนส่งเข้าถึงรถกระบะทั้งเครื่องยนต์และ EV ได้ง่ายขึ้น ลดภาระต้นทุน พร้อมเตรียมต่อยอดค้ำประกัน “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” รองรับกลุ่มอาชีพอิสระในระยะถัดไป
อีกก้าวสำคัญคือการพัฒนาแพลตฟอร์ม “SMEs First” ทำหน้าที่เป็น Gateway เชื่อมผู้ประกอบการกับแหล่งเงินทุนทั้งธนาคารและ Non-Bank ช่วยประเมินความพร้อมทางการเงินล่วงหน้า ลดช่องว่างการเข้าถึงสินเชื่อ
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนบทบาทใหม่ของ บสย. ที่ไม่ใช่แค่ “ผู้ค้ำประกัน” แต่กำลังยกระดับสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน เพื่อขับเคลื่อน Financial Inclusion และเชื่อมเข้าสู่ระบบ Virtual Bank Ecosystem ในอนาคต ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน เครื่องมืออย่าง บสย.จึงกลายเป็น "กันชนสำคัญ” ที่ช่วยให้ SMEs ไทยยังเดินหน้าต่อได้อย่างมีโอกาสมากขึ้น


