‘ชนะ ภูมี’ SCG เตือนกอดเงินสดให้แน่น คาดพิษสงครามยืดเยื้อ 6 เดือน
จับตา ‘ชนะ ภูมี’ SCG ชิงประธาน ส.อ.ท. วางเกมรื้อโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย เตือนผู้ประกอบการกอดเงินสดให้แน่น รับมือวิกฤตซัพพลายเชนโลกสะดุด
KEY
POINTS
- จับตา "ชนะ ภูมี" SCG ชิงประธาน ส.อ.ท. 30 มี.ค.นี้ วางเกมรื้อโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ
- เตือนธุรกิจ SME กอดเงินสดให้แน่นอย่างน้อย 3-6 เดือน รับมือวิกฤตซัพพลายเชนโลกสะดุด สินค้าเริ่มขาด-แพง
- คาดสถานการณ์อาจยืดเยื้อนานถึง 6 เดือน ใช้จ่ายระมัดระวัง แนะอย่าพึ่งลงทุนโครงการใหญ่
ศึกชิงเก้าอี้ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งจะคัดเลือกกรรมการชุดใหม่ในวันที่ 30 มีนาคม 2569 “ชนะ ภูมี” ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นหนึ่งในผู้เข้าชิง
โดย ชนะ เปิดใจว่า หากได้รับตำแหน่ง ความตั้งใจที่อยากทำคือ อยากเข้ามาช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ เพื่อหวังดันเศรษฐกิจให้เติบโต ซึ่งได้วางเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับ SME จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนราว 35% ของ GDP หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6.3 ล้านล้านบาท จาก GDP ไทยที่อยู่ระดับ 18 ล้านล้านบาท ให้เพิ่มขึ้นเป็น 50% หรือราว 9 ล้านล้านบาท ภายใน 4-5 ปีข้างหน้าเพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง
โดยการตัดสินใจลงสมัครครั้งนี้ไม่ได้มาจากตัวเองเพียงลำพัง แต่เกิดจากแรงผลักของผู้ใหญ่และบอร์ดบริษัทหลายแห่ง ที่มองเห็นความท้าทายของเศรษฐกิจไทย ในระยะยาวซึ่งภาคอุตสาหกรรมไทย เผชิญแรงกดดันและความท้าทายสูง ทั้งระเบียบโลกใหม่ เหตุตะวันออกกลางซึ่งไทยควรใช้โอกาสการเข้าไปเป็นห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) โลกให้ได้
มองผลกระทบซัพพลายโลก ยืดเยื้ออย่างน้อย 6 เดือน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ชนะ ประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบภาคพลังงาน ตลอดจนการหยุดชะงักของโลจิสติกส์ ทำให้หลายสินค้าซัพพลายเริ่มมีปัญหา ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคที่เริ่มหายไป และแพงขึ้น ที่เห็นชัดสุด คือ เม็ดพลาสติก โซลาร์เซลล์ ปุ๋ย ฯลฯ
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โรงกลั่นน้ำมันหรือโรงงานผลิตพลังงาน เมื่อเกิดการหยุดชะงัก ไม่ว่าจะจากเหตุความไม่สงบ การโจมตี หรือปัจจัยใดก็ตาม การกลับมาเดินระบบใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยปกติใช้เวลานานนับเดือนกว่าจะกลับมาดำเนินการได้ตามปกติเนื่องจากระบบความปลอดภัยและแรงดันในท่อ และกระบวนการผลิตทั้งหมดอย่างละเอียด ยิ่งไปกว่านั้น การปิดแหล่งผลิต เช่น หลุมขุดเจาะน้ำมัน ส่งผลให้แรงดันตามธรรมชาติในระบบเปลี่ยนแปลง เมื่อต้องเปิดใช้งานใหม่ คุณภาพและปริมาณการผลิตอาจไม่เหมือนเดิม ต้องใช้เวลาฟื้นตัวหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน
อีกทั้งยังไม่รวมถึงระบบขนส่งที่ต้องพึ่งพาเรือเฉพาะทาง และเส้นทางสำคัญระดับโลก ซึ่งล้วนมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอน
สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานที่เคยมีเสถียรภาพ อาจกลายเป็นจุด ‘เปราะบาง’ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่พึ่งพาทรัพยากรเหล่านี้ในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะประเทศไทยมีการพึ่งพาพลังงานในระบบซัพพลายเชนสูงถึง 60% คาดการณ์ว่าผลกระทบจึงอาจยืดเยื้อเป็นระยะเวลา 6 เดือนหรือมากกว่า ซึ่งไม่ได้กระทบแค่เรื่องเชื้อเพลิง แต่กระทบถึงผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้ เช่น ปิโตรเคมี ซึ่งเป็นวัตถุดิบในเกือบทุกอุตสาหกรรม รวมถึงยารักษาโรค
ชนะ มองว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาคธุรกิจจำนวนไม่น้อย ยังไม่ได้เตรียมความพร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ขาดแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (continuity plan) ทั้งที่ผลกระทบกำลังคืบคลานเข้ามา
ประเด็นที่ภาคธุรกิจควรระมัดระวัง
อย่างไรก็ตาม ชนะ เตือนว่า สิ่งแรกที่ต้องระมัดระวังคือ
1.การบริหารเงินสด (cash flow) ให้เพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อรับมือกับค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นและความผันผวนของวัตถุดิบ และผลกระทบจากเงินเฟ้อ ค่าครองชีพจะสูงขึ้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป ธุรกิจจะสามารถประคองตัวได้นานเท่าใด ควรมองให้ครอบคลุม 6 เดือนข้างหน้า และมองอนาคตแบบเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด
“เงินในกระเป๋าจะเล็กลง จากค่าเงินอ่อนตัวและสินค้านำเข้าที่แพงขึ้น โดยมองว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหนทางที่ดีในระยะนี้ แนะนำให้ใช้หลัก ความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน”
2.รัดเข็มขัด ทบทวนค่าใช้จ่ายทุกรายการ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจ แต่รวมถึงทุกคน และชะลอโครงการลงทุนที่ชะลอได้ออกไปก่อน เก็บเงินสดไว้สำหรับการใช้จ่ายที่จำเป็นจริงๆ
3.บริหารการผลิต ปรับให้สอดคล้องกับตลาดที่หดตัว ปรับลดสต็อกวัตถุดิบหรือสินค้าให้เหมาะสม ไม่มากเกินไป เพราะจะทำให้เงินจม ทั้งตลาดยังหดตัวจากเหตุเงินเฟ้อ และปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนไป การวางแผนผลิตต้องรัดกุม ผลิตตามที่ขายได้จริง เน้น SKU ที่หมุนเร็ว เพราะวัตถุดิบจะตึงตัว อาจขาดแคลน หายาก จึงต้องทำให้มีความคล่องตัวที่สุด
4.สื่อสารพูดคุยกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งฝ่าย supplier และลูกค้า ทุกฝ่ายต้องมีข้อมูลที่ตรงกับสภาพความเป็นจริง ช่วยกันคิดและหารือกำหนดทิศทางประคองให้ทุกฝ่ายรอดไปด้วยกัน ลดการแย่งซื้อกักตุน และทำให้ตลาดปั่นป่วนโดยไม่จำเป็น ร่วมหารือกันบนข้อมูลจริงที่เป็นปัจจุบัน ปัญหาวัตถุดิบใดขาดแคลน ใครมีอะไรที่พอแบ่งปันได้ ทุกฝ่ายจะช่วยกันประคองให้ผ่านช่วงนี้ไปด้วยกันได้อย่างไร ในช่วงวิกฤตความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้ามีค่าอย่างยิ่ง
5.ความร่วมมือในกลุ่มของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน จัดตั้งเวทีหารือร่วมกัน หรือ War Room เพื่อช่วยกันจัดเรียงปัญหาที่ประสบอยู่ร่วมกัน ปัญหาเหล่านั้นต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนอย่างไร แล้วเดินหน้าแก้ไขปัญหาร่วมกันกับด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน อย่างเข้าใจข้อจำกัดซึ่งกันและกัน
หากภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือได้เร็วและตรงปัญหา จะเป็นแรงเสริมให้ผู้ประกอบการรับมือวิกฤตได้ดีขึ้น แม้จะมีความหวังให้รัฐบาลช่วยเหลือดูแล และมีมาตราการลดผลกระทบ เราจะไม่เพียงตั้งตารอ เพราะเวลาในช่วงนี้มีค่ามากๆ เราจะทำสิ่งที่สามารถทำได้เองไปด้วยคือ ประเมินสถานการณ์ และลงมือให้เร็วที่สุด
วิกฤตทุกครั้งมีทั้งคนรอดและคนล้ม อยู่ที่การเตรียมตัวพร้อมรับมือ สร้างภูมิคุ้มกันไว้ก่อน ใครคุยกับคู่ค้าได้ดีกว่า ใครกล้าพลิกสถานการณ์ได้เร็วกว่า โอกาสรอดสูงกว่า
อุตสาหกรรมบางอย่างอาจจะหายไป
ชนะ ย้ำว่า ในโลกอนาคต ความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือ บางอุตสาหกรรมจะค่อย ๆ เลือนหายไป หลายอาชีพที่เราเคยคุ้น อาจหายไป เพราะไม่สอดคล้องกับบริบทใหม่ของเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ดังนั้นทุกคนต้องปรับตัว
ส่วนบทบาทของสภาอุตสาหกรรม มีความสำคัญ โดยที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการประสานงานกับภาครัฐ เพื่อกำหนดทิศทางที่เหมาะสมกับศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม และขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ให้อุตสาหกรรมไปต่อได้ แต่ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโต โดยเฉพาะเรื่องกฏหมาย ที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุน กฎหมายไทยมีจำนวนมากและกระจายอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ ทำให้เกิดอุปสรรคในการทำงานจริง
ชนะ ยกกรณี บริษัทที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย และกฎระเบียบจำนวนมาก เช่น ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต เงินสมทบกองทุนต่าง ๆ ค่าแรง และกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งนักลงทุนจะเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุนทั้งหมดก่อนตัดสินใจ
ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่าต้นทุนด้านกฎระเบียบเหล่านี้สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านเท่าใด ซึ่งอยากให้มีการผลักดันให้มีการจัดทำตัวเลขนี้เพื่อนำไปเสนอต่อรัฐบาลให้เห็นภาพชัดเจนว่าไทยเสียเปรียบอย่างไร (เช่น หากสูงกว่า 1.5 เท่า จะต้องมีแนวทางลดลงร่วมกัน) และเสนอให้มีการทำ RIA (Regulatory Impact Assessment) หรือการประเมินผลกระทบอย่างเข้มข้นและทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อให้กฎหมายเป็นตัวส่งเสริมอุตสาหกรรมแทนที่จะเป็นอุปสรรค
การปฏิรูปต้องเริ่มจากกลยุทธ์ของประเทศก่อน แล้วจึงปรับกฎหมายให้สอดคล้อง ไม่ใช่ต่างคนต่างออกกฎระเบียบตามภารกิจของตนเอง รัฐบาลควรเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ควบคุม" (Control) มาเป็น "ผู้สนับสนุน" (Support) โดยให้เอกชนเป็นผู้นำ (Lead) ในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ๆ
ชนะ เน้นย้ำว่าหากสามารถปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายเหล่านี้ได้ จะช่วยลดต้นทุนภาคการผลิตได้อย่างมหาศาลและดึงดูดเงินทุนรวมถึงคนเก่ง (Talent) จากต่างประเทศให้เข้ามาในไทยมากขึ้น ท่ามกลางความท้าทาย ยังมีโอกาสซ่อนอยู่ ประเทศไทยยังคงมีศักยภาพสูง ทั้งทรัพยากร ภูมิศาสตร์ และทุนมนุษย์ เพียงแต่ยังขาดการเชื่อมโยงองค์ความรู้ การพัฒนานโยบายอย่างต่อเนื่อง และการกระจายโอกาสไปสู่ภูมิภาค


