
อ่านเกมอนาคตอัญมณีไทย 8.8 แสนล้าน กลางวิกฤตสงครามการค้า
“สุริยน ศรีอรทัยกุล” ผู้บริหารบิวตี้เจมส์ ชวนมองย้อน 4 ทศวรรษเจียระไนอัญมณีไทย สู่ฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจชาติ 8.8 แสนล้าน กับชาเล้นจ์ ในสมรภูมิภาษี-แก่งแย่งวัตถุดิบ
KEY
POINTS
- “สุริยน ศรีอรทัยกุล” ผู้บริหารบิวตี้เจมส์ ย้อน 4 ทศวรรษเจียระไนอัญมณีไทย ฟันเฟืองหลักเศรษฐกิจชาติมูลค่า 8.8 แสนล้าน
- ฝ่าทุกวิกฤต ตั้งแต่ 9/11 ถึงภาษีทรัมป์ มองอนาคตยังมีโอกาส แต่ความเสี่ยงคือวัตถุดิบ โดยเฉพาะเงินเริ่มหายากขึ้น
- เสนอภาครัฐปั้นไทยเป็น 'Land of Jewels' ให้โลกจดจำ เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ
ภาพของเด็กชายวัย 8 ขวบที่ถูกเบียดเสียดท่ามกลางฝูงชนในงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair เมื่อปี 2526 ปีแรกของการจัดงาน ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของ สุริยน ศรีอรทัยกุล ไม่ใช่เพียงในฐานะความทรงจำวัยเด็ก แต่เป็นภาพแรกของอุตสาหกรรมอัญมณีไทยที่เขาได้สัมผัสด้วยตัวเอง
สี่ทศวรรษผ่านไป เด็กชายในวันนั้นเติบโตขึ้นเป็นผู้นำของอุตสาหกรรม ในบทบาทแม่ทัพกลุ่ม บิวตี้เจมส์ (Beauty Gems)และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
เส้นทางชีวิตของเขาเดินคู่ขนานไปกับการเติบโตของอัญมณีไทยอย่างแยกไม่ออก
รากฐานของบิวตี้เจมส์เริ่มต้นขึ้นก่อนหน้านั้นเกือบสองทศวรรษ จากร้านค้าเพชรเล็ก ๆ ย่านเจริญกรุง เมื่อปี พ.ศ. 2507 กับตึกแถวเพียง 2 คูหา ภายใต้การดูแลของ คุณพรศักดิ์ และคุณพรสิทธิ์ ศรีอรทัยกุล ผู้บุกเบิกธุรกิจอัญมณีไทยจากการซื้อมาขายไปอย่างเรียบง่าย
หลังสั่งสมประสบการณ์นับสิบ ๆ ปี ทั้งสองตัดสินใจก้าวสู่การผลิตอย่างจริงจังด้วยการก่อตั้ง Beauty Gems Factory ในปี พ.ศ. 2516 มุ่งส่งออกอัญมณีไปยังตลาดญี่ปุ่นเป็นหลัก ในช่วงเวลาที่มูลค่าส่งออกอัญมณีของไทยทั้งประเทศยังอยู่เพียงราวหลักร้อยล้านบาท ก่อนที่อุตสาหกรรมนี้จะค่อย ๆ ขยายตัวสู่หลักแสนล้านบาทในเวลาต่อมา
ขณะที่ธุรกิจครอบครัวกำลังเติบโต สุริยนก็เติบโตขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของอัญมณีและงานแสดงสินค้า ภาพในงานบางกอกเจมส์ครั้งแรกที่จัดขึ้นย่านลาดพร้าว คือความทรงจำที่เขาย้อนเล่าเสมอ
“ตอนนั้นคนแห่ไปดูสัญลักษณ์เรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์ทองคำชิ้นแรกของประเทศกันแน่นมาก”
เขาเล่า พลางนึกถึงบรรยากาศที่คับคั่งจนแทบไม่มีอากาศหายใจ ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมหาศาล ทั้งที่มูลค่าส่งออกของอุตสาหกรรมในเวลานั้นรวมกันเพียงหมื่นกว่าล้านบาท โดยบริษัทเพียง 7 แห่งครองสัดส่วนไปกว่าครึ่ง
สี่ทศวรรษผ่านไป ภาพของอุตสาหกรรมอัญมณีไทยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง งานบางกอกเจมส์จัดมาแล้วกว่า 73 ครั้ง ขณะที่มูลค่าการส่งออกพุ่งขึ้นแตะ 8.8 แสนล้านบาท กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ย้อนภาพเหตุการณ์ 9/11
สุริยน เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ที่ก้าวเข้ามาสานต่อธุรกิจ ร่วมกับพี่ชายในวัย 20 ต้น ๆ ขยายตลาดจากญี่ปุ่นซึ่งเคยมีสัดส่วนถึง 90% ไปสู่สหรัฐอเมริกา เอเชีย ตะวันออกกลาง และตลาดในประเทศ ปูทางให้บิวตี้เจมส์ก้าวจากผู้ส่งออกสู่ผู้เล่นระดับโลกอย่างแท้จริง
กว่าจะถึงวันนี้อุตสาหกรรม ถูกเจียระไนผ่านบททดสอบระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ตั้งแต่วิกฤต 9/11 สู่สงครามภาษีในปัจจุบัน
ความท้าทายของอุตสาหกรรมอัญมณีไม่ได้เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ แต่มีอยู่ตลอดเวลา สิ่งสำคัญไม่ใช่การปล่อยให้อุตสาหกรรมเดินไปอย่างโดดเดี่ยวหรือหลงทิศทาง แต่คือการทำหน้าที่ “ไกด์” ให้เติบโตอย่างมีทิศทางตั้งแต่วันแรก
สุริยนยกเหตุการณ์สำคัญย้อนกลับไปตอน 9/11 (September 11, 2001) ซึ่งเขามองว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมเผชิญแรงสั่นสะเทือนรุนแรงที่สุดเมื่อ World Trade Center ในนครนิวยอร์กถูกโจมตีและถล่มลง โดยมีบริษัทอัญมณีกว่า 1,000 แห่งตั้งอยู่ภายใน
“ตอนนั้นผมคิดว่าอุตสาหกรรมคงแย่แล้ว”
เขายอมรับ พร้อมเผยว่า มีความกังวลที่ยอดขายจะหดตัวหนัก เพราะเชื่อว่าผู้บริโภคชาวอเมริกันอาจชะลอการซื้อของขวัญจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์
ความกังวลดังกล่าวทำให้มีการเร่งหารือกับภาคธนาคารและหน่วยงานรัฐ เพื่อขอแรงสนับสนุนรับมือวิกฤต แต่ผลลัพธ์กลับสวนทางกับความคาดหมาย ปีนั้นอุตสาหกรรมอัญมณีกลับทำยอดขายได้สูงอย่างน่าประหลาด เพราะผู้คนตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิต การจากลาไม่ใช่เรื่องไกลตัว และการให้ของขวัญกลายเป็นการแสดงความหมายทางใจที่สำคัญยิ่งขึ้น ส่งผลให้รายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
โควิด-19 วิกฤตที่โหดสุด
มาถึงตอนนี้ เขามองว่า วิกฤตภาษีในปัจจุบันถือเป็นการดิสรัปต์ที่รุนแรงยิ่งกว่า เหตุการณ์ 9/11 และมีลักษณะคล้ายกับช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นบททดสอบที่โหดที่สุดครั้งหนึ่งของอุตสาหกรรม ช่วงนั้นโรงงานทั่วประเทศแทบไม่มีรายได้เข้ามานานถึง 3 เดือนเต็ม แต่ยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ภาครัฐเองก็ต้องใจดีสู้เสือ นั่งดูสถานการณ์และประคองกันไป มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ โดยเฉพาะการประสานกับภาคธนาคารในเรื่องดอกเบี้ย มีส่วนสำคัญในการช่วยให้อุตสาหกรรมไม่ล้มลงกลางวิกฤต และสามารถประคับประคองผ่านช่วงเวลานั้นมาได้"
ภาษีทรัมป์ทำมืดแปดด้าน
สุริยนยอมรับว่า ช่วงแรกที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากไทยสูงถึง 50% เขาเองก็รู้สึก “มืดแปดด้าน” ไม่ต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น ๆ
“การบอกให้ไปหาตลาดใหม่ พูดง่าย แต่ในทางปฏิบัติ การทำความรู้จักลูกค้าใหม่ การเจรจาเงื่อนไขทางการค้า ไปจนถึงการทำให้เงินไหลเข้ามา ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ทันที”
สุริยนชี้ว่า ในภาวะที่ต้นทุนเพิ่มจาก 100 บาทเป็น 150 บาท ออเดอร์จำนวนมากอาจหยุดชะงักได้ทันที และผู้ประกอบการทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่โชคดีที่ภาครัฐสามารถเจรจาปรับฐานภาษีให้เหลือ 19% เท่ากับประเทศคู่แข่งหลัก
“มันเหมือนกับการเปลี่ยนรองเท้านักกีฬาให้เป็นรุ่นเดียวกัน เมื่อทุกคนออกตัวจากเส้นเดียวกัน เราก็กลับมาแข่งขันได้”
ราคาทองพุ่ง กำไรที่ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
สุริยน เปรียบอีกว่า ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ SME จำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องนำ “ทองในตู้” หรือสต็อกเดิมออกมาหมุนเวียน หลอมและแปรรูปเป็นชิ้นงานใหม่ เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้ธุรกิจเดินต่อได้
เขาอธิบายว่า ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การมีสต็อกเดิมเท่านั้น แต่คือราคาต้นทุนที่พุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด เช่นจากเดิมลงทุนทองคำกิโลกรัมละ 3–4 แสนบาท วันนี้ต้องใช้เงินสูงถึง 4 ล้านบาทต่อกิโลกรัม
“หลายคนมองว่าผู้ประกอบการต้องรวยแน่ ๆ แต่ในความเป็นจริง ต่อให้อยู่บนสต็อกเดิมที่ดูเหมือนมีกำไร เมื่อมีออเดอร์เท่าเดิม เราก็ต้องเติมสต็อกเข้าไปในราคาปัจจุบันอยู่ดี กำไรมันไม่ได้ลอยมา มันตามมาพร้อมต้นทุน”
ในขณะที่ภาคประชาชนที่ถือครองทองคำหรืออัญมณีในฐานะทรัพย์สิน ได้รับผลตอบแทนเต็ม ๆ จากราคาที่เพิ่มขึ้น กำไร 100%
ภาษีคือเส้นเป็น–เส้นตายของการแข่งขัน
สุริยนย้ำว่า อุตสาหกรรมของเราเกี่ยวข้องกับการเงินด้วย หากไทยไม่ได้รับอัตราภาษีที่ใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง อุตสาหกรรมก็แทบไม่มีทางไปต่อ
“ไม่มีใครซื้อเพชร 3 กะรัต หากต้นทุนเราแพงกว่าคู่แข่ง”
พูดตรง ๆ แม้แต่ 1% ยังไม่อยากให้ขึ้น แต่เมื่อทุกประเทศถูกจัดเก็บในระดับเดียวกัน ก็ถือว่าเป็นสนามแข่งขันที่ยุติธรรม ทุกคนโดนเหมือนกันหมด ไม่ใช่ใครวิ่งด้วยรองเท้าคนละรุ่น
ปรับฐานภาษี–ลดต้นทุน เสริมศักยภาพการแข่งขัน
สุริยนชี้ว่า มาตรการด้านภาษีสะท้อนโดยตรงถึงต้นทุนการผลิต (Cost of Production) ซึ่งเป็นหัวใจของการแข่งขันในตลาดโลก
มากไปกว่านั้น ต้นทุนยังเชื่อมโยงกับความเชื่อมั่นของคู่ค้าและศักยภาพในการผลิต หากสามารถควบคุมต้นทุนได้ในระดับที่แข่งขันได้ ผู้ประกอบการก็จะมีพื้นที่ในการพัฒนานวัตกรรม เพิ่มความเร็วในการผลิต และยกระดับคุณภาพสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดพรีเมียมมากขึ้น
จากผู้รับจ้างผลิต สู่ประเทศเจ้าของแบรนด์
เมื่อมองถึงเป้าหมายต่อไปของอุตสาหกรรม เขามองว่า โจทย์สำคัญคือการผลักดัน Branding อย่างจริงจัง หากประเทศไทยสามารถสร้างแบรนด์อัญมณีได้ 100 แบรนด์ และแต่ละแบรนด์สร้างรายได้ราว 50–200 ล้านบาทต่อปี จะเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักมาร์จิ้นต่ำ 7–12% และก้าวสู่การเป็นประเทศเจ้าของแบรนด์ระดับโลก เช่น ฝรั่งเศสหรืออิตาลี
วัตถุดิบเริ่มหายาก
อย่างไรก็ตาม การสร้างแบรนด์ต้องอาศัยการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะบทบาทของภาครัฐ ซึ่งตอนนี้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเริ่มมีบทบาทในการศึกษาแหล่งวัตถุดิบ เพราะปัจจุบันโรงงานเริ่มประสบปัญหาการจัดหาโลหะเงิน (Silver) จากต่างประเทศ เนื่องจากการกักตุนและการเก็งกำไร ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น การสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบจึงเป็นการ “รักษาความมั่นคงของตลาด” ในระยะยาว
สุริยน ย้อนเล่าประสบการณ์ในครอบครัวถึงเหตุผลที่ผลักดันให้แหล่งวัตถุดิบสำคัญมาอยู่ในประเทศไทย
“ในอดีตพ่อกับคุณลุงต้องบินเดือนละหลายครั้ง ไปซื้อวัตถุดิบทั้งในแอฟริกา บราซิล และหลายประเทศทั่วโลก มันเหนื่อยมาก จึงอยากให้ทุกอย่างมาอยู่ในประเทศ”
ผลลัพธ์คือการสร้างระบบ One Stop Service ที่นักออกแบบสามารถหาวัตถุดิบและผลิตชิ้นงานได้ครบจบในที่เดียว ซึ่งเขามองว่าเป็นข้อได้เปรียบ
ธุรกิจแห่งความสุข และรากฐานที่เลียนแบบยาก
เขาเล่าว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเป็นอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เป็นแฟชั่น และเป็น “ธุรกิจแห่งความสุข (Happy Business)” เพราะผู้บริโภคซื้อสินค้าในช่วงเวลาที่มีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อให้คนในครอบครัวหรือการขอแต่งงาน
ที่สำคัญ อุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเข้ามาเลียนแบบได้ง่าย ต้องอาศัยองค์ความรู้และรากฐานยาวนานกว่า 40 ปี ทำให้เป็น Sunrise Industry ที่ยากต่อการถูก Disrupt และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้สูงถึง 35% ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
GIT กลไกความน่าเชื่อถือ
อีกหนึ่งจุดแข็งของไทย คือ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) ซึ่งใบรับรองมีความน่าเชื่อถือในระดับสากล เทียบเท่าสถาบันอัญมณีศาสตร์ของโลกอย่าง GIA อเมริกา หรือ HRD เบลเยี่ยม เนื่องจากเป็นองค์กรของรัฐ ตรวจสอบอย่างโปร่งใส ไม่สามารถซื้อความน่าเชื่อถือได้ และมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มงวด
Amazing Thailand Land of Jewels
สุริยนเสนอแนวคิดผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Amazing Thailand Land of Jewels” โดยบรรจุอุตสาหกรรมอัญมณีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนส่งเสริมการท่องเที่ยว
เพื่อให้ชาวต่างชาติตั้งคำถามว่าทำไมต้องเป็น "Jewels" และได้รับรู้ว่าไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกอัญมณีอันดับต้น ๆ ของโลก เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีที่มีมูลค่ากว่า 880,000 ล้านบาท ให้เป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยว เช่นเดียวกับที่ฝรั่งเศสโปรโมทเมืองน้ำหอม หากเรามี "Land of Smile" แล้ว เราก็ควรมี "Land of Jewels" ด้วย เพราะประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก
ภาครัฐในบทบาท “ผู้ปกครอง” ของอุตสาหกรรม
ทั้งนี้บทบาทของกระทรวงพาณิชย์และ GIT เป็นเสมือน Safeguard หรือเกราะป้องกัน และเป็น “ผู้ปกครอง” ที่คอยดูแลผู้ประกอบการ เพื่อให้อุตสาหกรรมเติบโตอย่างยั่งยืน
โดยเชื่อว่า หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม และไม่ถูกกลั่นแกล้งทางการค้า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยมีศักยภาพขยายมูลค่าจากปัจจุบันที่ 880,000 ล้านบาท ไปสู่ระดับ 1.5 ล้านล้านบาท ในอนาคต
Source / Credit : ภาพงานแถลง Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 73







