เปิด 7 เทรนด์ความงามญี่ปุ่น 2026 พลิกเกมเขย่าตลาดเครื่องสำอาง
เปิด 7 เทรนด์ความงามญี่ปุ่นปี 2026 เขย่านิยาม “ความสวย” ใหม่ จากสวยแบบระยิบระยับ สู่สวยแบบฟื้นฟู สร้างโอกาสอุตสาหกรรมไทยเป็นพันธมิตรลุย OEM - ส่งวัตถุดิบ
หากลองไล่เรียงคำจำกัดความของ “ความสวย” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะพบว่าโลกความงามไม่เคยหยุดนิ่ง ตั้งแต่ เมคอัพโนเมคอัพ งานผิวธรรมชาติ สวยแบบติดแกลม ไปจนถึงปีนี้ที่คำว่า หน้าสั้น กลายเป็นไวรัลใหม่ในโลกออนไลน์
ศัพท์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงคำเก๋ ๆ แต่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และส่งแรงสั่นสะเทือนโดยตรงต่ออุตสาหกรรมความงามและเครื่องสำอาง
และเมื่อพูดถึงตลาดความงาม ญี่ปุ่น ถือเป็นหนึ่งในตลาดใหญ่ของเอเชียไม่แพ้เกาหลีใต้ ที่ผู้ประกอบการ และธุรกิจไทยในอุตสาหกรรมความงาม ต่างบอกว่า เป็นตลาดที่หินและยาก
ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ mordorintelligence บริษัทเอกชนที่ทำ รายงานวิเคราะห์อุตสาหกรรมและตลาดโลก รายงานขนาดตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องสําอางของญี่ปุ่นในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 4.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากมูลค่า 4.30 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 โดยการคาดการณ์ในปี 2031 แสดง 5.39 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตที่ 3.85% CAGR ในปี 2026-2031 ในตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องสําอางของญี่ปุ่น
ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ราว 3.85% สะท้อนศักยภาพการฟื้นตัวและการเติบโตของอุตสาหกรรม แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลก
ในเชิงโครงสร้างตลาด พบว่า ช่องทางอีคอมเมิร์ซและการจำหน่ายออนไลน์ ยังคงเป็นช่องทางที่เติบโตเร็วที่สุดในทุกแพลตฟอร์ม ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์กลุ่มพรีเมียม มีอัตราการเติบโตสูงกว่าแบรนด์ตลาดแมส จากกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังแข็งแกร่ง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อคุณภาพและผลลัพธ์ที่เหนือกว่า
7 เทรนด์ความงามญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูเทรนด์สำหรับปี 2026 ตลาดเครื่องสำอางญี่ปุ่นมีแนวโน้มมุ่งพัฒนา สูตรผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณภาพและประสิทธิภาพสูง โดยให้ความสำคัญกับเครื่องสำอางที่ขับเคลื่อนด้วยฟังก์ชันและผลลัพธ์ การใช้วัตถุดิบชีวภาพและเทคโนโลยีที่ยั่งยืน รวมถึงผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและธรรมชาติ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว
อีกทั้งนักวางแผนวิจัย (Research Planner) ของ @cosme หนึ่งในบริษัทค้าปลีกเครื่องสำอางรายใหญ่ของญี่ปุ่น ได้ฉายภาพแนวโน้มอุตสาหกรรมเครื่องสำอางญี่ปุ่นปี 2026 ผ่าน 7 เทรนด์สำคัญ ที่กำลังเปลี่ยน “วิธีนิยามความสวย” ของผู้บริโภคยุคใหม่ ได้แก่
1.Ultra-shimmer Cosmetics หรือ ความระยิบระยับแบบพอดี
หนึ่งในคีย์เวิร์ดสำคัญคือ “Ultra-shimmer Cosmetics” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทรนด์การแต่งหน้าแบบ Muted Makeup หรือการใช้โทนสีอ่อน สุภาพ เน้นผิวสวยเป็นธรรมชาติ และแนวโน้มได้รับความนิยมอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เริ่มเกิดกระแสใหม่คือ “อยากเพิ่มความระยิบระยับเล็กน้อย” การใช้ลิปสติกหรือบลัชออนที่มีประกายอย่างพอดี ไม่ดูจัดจ้านเกินไป กลายเป็นการพัฒนาเทรนด์จากความเรียบง่ายไปสู่ความมีมิติ
2. โทนสีเข้ม - เนื้อสัมผัสมาแรง
แม้โทนสีแบบ Muted (มิวท์) จะยังคงได้รับความนิยม แต่ลิปสติกโทนเข้ม เช่น สีม่วงหรือสีดำ เริ่มกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น โดยได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก K-pop
นอกจากนี้ เทรนด์ใหม่ยังให้ความสำคัญกับ “เนื้อสัมผัส” มากกว่าสี สอดคล้องกับการแพร่หลายของวิดีโอแต่งหน้าบนโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดค่านิยมใหม่คือ “ดูสวยเมื่อเคลื่อนไหว” ไม่ใช่แค่สวยในภาพนิ่ง
3. การลงทุนด้านแฮร์แคร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลเส้นผมมากขึ้น เห็นได้จากความนิยมของอุปกรณ์ความงาม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าด้านความงาม แบรนด์ ReFa หรือแม้แต่หัวฝักบัวอาบน้ำ ตัวอย่างเช่น ทรีตเมนต์บูสเตอร์จาก Cosme Decorte (KOSÉ) แม้มีราคาสูง แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก สะท้อนความเชื่อให้เพิ่มขึ้นว่า “ผมสวยช่วยให้ดูอ่อนเยาว์” แนวโน้มนี้คาดว่าจะขยายไปสู่ผู้บริโภคเพศชายในอนาคต
4. คนรุ่นใหม่ใส่ใจ Anti-Aging หรือ เวชศาสตร์ชะลอวัย มากขึ้น
แม้ในกลุ่มวัยรุ่นและวัย 20 ต้น ๆ ก็เริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลผิวเพื่อชะลอวัยมากขึ้น โดยเน้น การดูแลเฉพาะจุด สินค้ากลุ่ม Parts Care เช่น รอบดวงตา คอ หรือริ้วรอยแรกเริ่ม กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ซึ่งเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลล่วงหน้าไม่ใช่รอปัญหาใหญ่ นอกจากนี้ อุปกรณ์ความงามที่เน้นการทำงานกับ พังผืด (Fascia) เช่น Face Pointer ก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น
5. เทรนด์ “การฟื้นฟูระหว่างการนอนหลับ”
กระแสการให้ความสำคัญกับ คุณภาพการนอนหลับ แข็งแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สินค้าอย่างเสื้อผ้าเพื่อการฟื้นฟู (Recovery Wear) แอปพลิเคชันด้านการนอน และ Sleeping Mask ที่ช่วยบำรุงผิวระหว่างหลับ กลายเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจสูง
6. เทรนด์ “ซื้อเพราะส่วนผสม
Ingredient-driven Cosmetics เครื่องสำอางที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวเฉพาะด้าน โดยเน้นสารสำคัญ เช่น เรตินอล (Retinol) คืออนุพันธ์ของวิตามินเอ ที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว วิตามิน C ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์สำหรับ ผิวแพ้ง่าย ก็ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้บริโภค
7. นักท่องเที่ยวต่างชาติจาก “ซื้อยกล็อต สู่ ซื้ออย่างพิถีพิถัน”
พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนญี่ปุ่นเปลี่ยนจากการ “ช้อปแบบเหมาซื้อ” ไปสู่การเลือกซื้ออย่างมีคุณภาพสินค้าที่มีจุดขายด้านความเป็นญี่ปุ่น เช่น ส่วนผสมจากการหมัก (Fermentation) หรือ Rice Power ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
โอกาสสำหรับเศรษฐกิจไทย
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
ระบุว่า เทรนด์เครื่องสำอางของญี่ปุ่นคาดว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในระดับกลางถึงระยะยาว ในหลายภาคส่วน เช่น เทรนด์เน้นเนื้อสัมผัสและ Ultra-shimmer Cosmetics เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเครื่องสำอางและวัตถุดิบของไทย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านสูตรเจล ครีม รวมถึงวัตถุดิบประเภทกลิตเตอร์และไข่มุก เข้าสู่ตลาดในรูปแบบ OEM และการเป็นซัพพลายเออร์วัตถุดิบ
การเปิดเผยข้อมูลส่วนผสมอย่างโปร่งใส และการใช้ผลงานในตลาดญี่ปุ่นเป็น Brand Value จะช่วยขยายโอกาสการส่งออกและความร่วมมือในอนาคต เป้าหมายไม่ใช่แค่การเป็นผู้ขาย แต่คือการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ของอุตสาหกรรมความงามญี่ปุ่นด้วย
หนังสือพิมพ์ Nikkei MJ สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
Mordor Intelligence Japan Cosmetics Products Market Industry Report


