สงครามการค้าใต้เงาทรัมป์ เขย่าอัญมณีไทย รับแรงกระแทกซัพพลายเชน
สงครามการค้า ลุกลามถึงวัตถุดิบ เทคโนโลยี และมาตรฐานโลก DITP–GIT ชี้ ‘3 ทหารเสือ’ ยังเป็นความหวัง หากไทยเร่งสร้างความยืดหยุ่นและความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อุปทาน
KEY
POINTS
- ปรากฏการณ์ทรัมป์เขย่าเศรษฐกิจโลก สงครามการค้ากลายร่างจากเกมภาษีสู่ศึกเชิงโครงสร้าง ลามถึงต้นน้ำ–ปลายน้ำ
- อุตสาหกรรมอัญมณีไทยกำลังเผชิญทั้งแรงกดดันและโอกาส บนโจทย์ใหญ่รักษาความสามารถในการแข่งขัน
- DITP–GIT ชี้ ‘3 ทหารเสือ’ ยังเป็นความหวัง หากไทยเร่งสร้างความยืดหยุ่นและความเชื่อมั่น
ปรากฏการณ์ทรัมป์ป่วนโลก กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผลกระทบลูกโซ่ไปทั่วโลก จากเดิมภาพสงครามการค้าเป็นเพียงการตั้งกำแพงภาษีเข้าใส่กันระหว่างยักษ์ใหญ่ วันนี้กลายร่างเป็นการต่อสู้เชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ลึกลับ และคาดเดาได้ยากยิ่งกว่าเดิม
ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำ อุตสาหกรรม “อัญมณีและเครื่องประดับไทย” ซึ่งเปรียบเสมือนอัญมณีเม็ดงามบนยอดมงกุฎของส่งออกไทย กำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ แสงไฟที่เคยส่องสว่างบนตู้โชว์ในตลาดโลกเริ่มมีเงาคุกคามจากความผันผวนนี้เข้ามารบกวน
คำถามสำคัญคือ..เราจะประคองประกายความงามนี้ให้รอดพ้นจากมรสุมได้อย่างไร?
นายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า หากย้อนกลับไปในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สงครามการค้ามีลักษณะชัดเจนเป็นการปะทะกันโดยตรงระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ผ่านการขึ้นภาษีตอบโต้กันไปมา
แต่ในบริบทปัจจุบัน สงครามการค้าได้เปลี่ยนรูปเป็นการแข่งขันเชิงโครงสร้าง ผ่านกฎเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการค้าโลก
ปัจจุบันการแข่งขันไม่ได้เกิดระหว่างประเทศมหาอำนาจเท่านั้น แต่เป็นการแย่งชิงความได้เปรียบด้านภาษีของประเทศผู้ส่งออกเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยไทยถูกเก็บภาษีที่ระดับ 19% ซึ่งอยู่ในระดับกลาง เมื่อเทียบกับบางประเทศที่ได้ 10% หรือบางประเทศที่สูงถึง 20% สะท้อนว่าสงครามการค้าได้เปลี่ยนโฉมไปอย่างชัดเจน
นอกจากนั้นยังลุกลามย้อนกลับไปถึงต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน อย่างเช่น จีนจำกัดการส่งออกแร่หายากและลิเธียม ขณะที่สหรัฐฯ ควบคุมการส่งออกชิปขั้นสูง สะท้อนว่าสงครามการค้าได้ขยายตัวจากระดับสินค้า ไปสู่การแข่งขันด้านทรัพยากร เทคโนโลยี และวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทางอย่างเต็มรูปแบบ
ศักยภาพ ‘3 ทหารเสือ’ อุตสาหกรรมอัญมณี
นายสุรินทร ชี้ว่า ในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยยังคงมีจุดแข็งสำคัญจาก “3 ทหารเสือ” กลุ่มสินค้าหลักที่สร้างรายได้และความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก
กลุ่มแรกคือ เครื่องประดับทอง ซึ่งถือเป็นสินค้าหลักที่สร้างมูลค่าให้ประเทศ โดยไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 3 ของโลก และครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 4 ในสหรัฐอเมริกา รองจากอินเดีย ฝรั่งเศส และอิตาลี เครื่องประดับทองจึงไม่เพียงเป็นสินค้าทำเงิน แต่ยังทำหน้าที่เสมือน “สินทรัพย์เพื่อการออม” ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดมาอย่างยาวนาน
กลุ่มที่สองคือ เครื่องประดับเงิน ซึ่งไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและการผลิต อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการวัตถุดิบในระดับต้นน้ำ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ส่วนกลุ่มที่สามคือ พลอยแข็งเจียระไน ซึ่งไทยครองตำแหน่งผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก โดยมีคู่แข่งสำคัญคืออินเดียและบางประเทศในยุโรป ความแข็งแกร่งของไทยอยู่ที่ทักษะการเจียระไนและประสบการณ์ของช่างฝีมือ ซึ่งยังคงเป็นจุดขายสำคัญในตลาดโลก
โอกาส และการปรับตัวของซัพพลายเชน
ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามการค้าและมาตรการภาษี นายสุรินทร มองว่า วิกฤตดังกล่าวกำลังเปิด “ช่องว่างทางโอกาส” ให้กับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย โดยเฉพาะในกรณีที่ประเทศคู่แข่งต้องเผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าสูงถึง 50% หรือแม้แต่ 200% ขณะที่ไทยยังสามารถรักษาอัตราภาษีไว้ที่ระดับ 19% จากนโยบายการค้าที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ช่องว่างดังกล่าวจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะเข้าไปทดแทนส่วนแบ่งตลาดที่คู่แข่งไม่สามารถแข่งขันได้ อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อซัพพลายเชนมีความพร้อมตั้งแต่ต้นน้ำ
สร้าง Supply Chain Resilience
ท้ายที่สุด เป้าหมายสำคัญของอุตสาหกรรมคือการสร้าง Supply Chain Resilience หรือความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ กรมฯ จึงขยายภารกิจมาสู่การดูแลด้าน การจัดหาวัตถุดิบ (Sourcing Material) โดยให้ความสำคัญกับการนำเข้าแร่ เงิน และทอง ที่มีคุณภาพดี ราคาเหมาะสม และมีปริมาณเพียงพอ เนื่องจากการเข้าถึงวัตถุดิบต้นน้ำถือเป็นหนึ่งของความสำเร็จในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด
ในระยะต่อไป นอกจากสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศทั้ง 58 แห่งจะทำหน้าที่เชื่อมโยงตลาดและขยายโอกาสทางการค้าแล้ว ยังต้องทำหน้าที่ค้นหาและเชื่อมโยงแหล่ง Raw Material จากประเทศต้นทาง เพื่อช่วยลดต้นทุน เสริมคุณภาพสินค้า และสร้าง Supply Chain Resilience ให้กับผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
วิกฤตค่าแรงน่ากลัวพอ ๆ กับสงครามการค้า
ด้ายนายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะตัวเลขรายได้และการจ้างงานที่ชะลอตัวอย่างชัดเจน เพราะปัจจุบันรายได้ของคนอเมริกันไม่ได้เพิ่มขึ้น มีปัญหาการตกงาน และอยู่ในช่วงของการจ้างงานแบบชั่วคราว ทำให้กำลังซื้ออ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้าในอัตรา 19% ราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายจริงจะสูงขึ้นมากกว่านั้น เนื่องจากต้องรวมต้นทุนแฝง ทั้งส่วนต่างกำไรของผู้ค้าปลีกและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เข้าไปด้วย ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิต เช่น อาหารและเครื่องนุ่งห่ม ขณะที่สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับถูกเลื่อนลำดับความสำคัญออกไป
พรีเมียมยังพอไปได้ แต่แมสกระทบชัด
นายสุเมธ ระบุว่า กลุ่มสินค้า Premium อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากกลุ่มลูกค้ายังคงมีกำลังซื้อ ขณะที่กลุ่มสินค้า Mass โดยเฉพาะเครื่องประดับเงิน ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ไปยังตลาดสหรัฐฯ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบโดยตรงจากกำลังซื้อที่หดตัว
เพื่อลดความเสี่ยง ผู้ประกอบการไทยควรเร่งมองหาตลาดใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งมีประชากรจำนวนมากและไทยมีความได้เปรียบจากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อชดเชยกำลังซื้อที่หายไปจากตลาดสหรัฐฯ
ต้นทุนแฝงจาก “แหล่งกำเนิด” ที่ผู้ประกอบการเลี่ยงไม่ได้
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือความเข้มงวดด้าน แหล่งกำเนิดสินค้า (Origin) ของแบรนด์ระดับโลก ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อบางประเทศ หนึ่งในนั้นมีเมียนมา ทำให้แบรนด์ใหญ่ที่ซื้ออัญมณีจากไทยตรวจสอบที่มาอย่างละเอียดและเข้มงวดเป็นพิเศษ
เงื่อนไขสำคัญคือ พลอยทุกเม็ดจะต้องไม่มีแหล่งกำเนิดจากเมียนมา แม้จะเป็นพลอยขนาดเล็กเพียงเม็ดเดียว หากตรวจพบในออเดอร์ขนาดใหญ่ที่มีจำนวน 2,000–3,000 เม็ด ก็ต้องมีการ “รีเช็ค” ใหม่ทั้งหมด กระบวนการดังกล่าวสร้างต้นทุนด้านเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งนายสุเมธมองว่าเป็น “ต้นทุนที่ไม่ควรเกิดขึ้น” แต่ผู้ประกอบการหลีกเลี่ยงไม่ได้
ราคาวัตถุดิบผันผวน เพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ผลิต
สถานการณ์โลกยังส่งผลให้ราคาวัตถุดิบสวิงรุนแรง โดยเฉพาะราคาทองคำ ที่ผันผวนตามข่าวการเมืองและสงคราม เมื่อมีข่าวการใช้กำลังทางทหารหรือมาตรการภาษีรุนแรง ราคาทองอาจพุ่งแตะระดับ 2,500 เหรียญสหรัฐ แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย ราคาสามารถร่วงลงกว่า 100 เหรียญได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน วัตถุดิบเงิน (Silver) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องประดับมีการขยับตัวสูงขึ้นอย่างมหาศาล จากระดับกิโลกรัมละประมาณ 30,000 บาทเมื่อต้นปี เพิ่มขึ้นมาเกือบ 100,000 บาทในปัจจุบัน
เงินถือเป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมที่ไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินอันดับ 1 ของโลก การที่ราคาวัตถุดิบสวิงตัว อย่างรุนแรง ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการที่รับคำสั่งซื้อ (Order) ล่วงหน้ามาแล้วแต่ไม่ได้ซื้อวัตถุดิบเก็บสต็อกเอาไว้ เนื่องจากจะประสบปัญหาเรื่องต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นจนอาจกระทบต่อผลกำไรหรือการดำเนินธุรกิจได้
รักษาแชมป์ไม่ง่าย แต่ไทยยังมีแต้มต่อ
นายสุเมธ ย้ำว่า การก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ในตลาดโลกอาจไม่ยากเท่ากับการรักษาตำแหน่งนั้นไว้ในระยะยาว อย่างไรก็ตามไทยยังมีข้อได้เปรียบสำคัญคือ ต้นทุนค่าแรงต่อชั่วโมง ที่ยังต่ำกว่าหลายประเทศ แม้บางตลาดในยุโรปจะมีอัตราภาษีนำเข้าเพียง 10% แต่ค่าแรงต่อชั่วโมงในบางประเทศสูงถึง 18 เหรียญสหรัฐ ข้อได้เปรียบด้านค่าแรงของไทยจึงยังช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้
GIT เสริมการแข่งขันด้วยมาตรฐานเทคนิค
หัวใจการค้าอัญมณีมูลค่าสูงคือ “ความเชื่อมั่น” โดยเฉพาะการซื้อขายระดับหลายล้านบาท หากผลตรวจจากห้องแล็บไม่สอดคล้องกันย่อมกระทบการค้าโดยตรง ขณะเดียวกัน “แหล่งกำเนิด” มีผลต่อราคาพลอยอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ทับทิมพม่าที่ไม่ผ่านการเผามีราคาสูงกว่าพลอยจากแหล่งอื่นหลายเท่า เพื่อลดปัญหาความคลาดเคลื่อน GIT เดินหน้าสร้างมาตรฐานเดียวกัน พร้อมนำ AI และ Big Data วิเคราะห์ข้อมูลจากเหมืองจริง เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการระบุแหล่งกำเนิด
ด้านผู้ประกอบการไทยซึ่งกว่า 95% เป็น SME GIT อยู่ระหว่างเจรจากับ Responsible Jewellery Council (RJC) เพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำและขอผ่อนผัน 5 ปี ช่วยให้ SME ปรับตัวและรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
เครดิตภาพ: จากงานแถลงข่าว Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 74 และเพจ Bangkok Gems & Jewelry Fair


