น้ำท่วม กระทบกุ้งภาคใต้ สมาคมฯ ขอรัฐอัดงบพันล้านฟื้นฟูด่วน
สมาคมกุ้งไทยชี้ “น้ำท่วมภาคใต้” คือตัวชี้วัดภัยพิบัติตัวใหม่ กระทบเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง นับหมื่นราย–ขอรัฐอัดงบพันล้านฟื้นฟูด่วน
สมาคมกุ้งไทยชี้ว่า “มหาอุทกภัยภาคใต้ตอนล่าง” ปีนี้ถือเป็น ตัวชี้วัดภัยพิบัติรูปแบบใหม่ ที่อุตสาหกรรมกุ้งไทยไม่เคยเผชิญมาก่อน สร้างความเสียหายให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งเป็นวงกว้าง
นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมกุ้งในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างกำลังเผชิญความเสียหายรุนแรงจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งล่าสุด โดยเฉพาะ สงขลา พัทลุง และปัตตานี
“ประเมินเบื้องต้นพบว่า ความเสียหายเฉพาะตัวผลผลิตอยู่ราว 500 ล้านบาท แต่หากรวมเครื่องจักร อุปกรณ์ และปัจจัยการผลิตที่ถูกน้ำท่วมและพัดหาย มูลค่าความเสียหายอาจทะลุ 1,000 ล้านบาท ทั้งบ่อกุ้งที่ถูกทำลาย อาหารกุ้ง–ลูกกุ้งที่สูญเสีย รวมถึงมอเตอร์ไฟฟ้าและอุปกรณ์หลักที่ไม่สามารถใช้งานได้”
ด้านนายพิชญพันธุ์ สลิลปราโมทย์ กรรมการบริหารสมาคมกุ้งไทย และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาภาคใต้ประสบกับภัยพิบัติธรรมชาติอย่างไม่คาดคิดมาก่อน หลังจากเคยผ่านทั้งมหาวาตภัยแหลมตะลุมพุก และสึนามิ กลายเป็นเรื่องที่ทำให้หวาดระแวง เมื่อถึงฤดูมรสุม
ล่าสุด ปีนี้เป็นน้ำท่วมฉับพลันที่เกิดจากมวลความชื้นในอากาศ ทำให้น้ำหลากลงพื้นที่เลี้ยงกุ้งอย่างหนักจนฟาร์มจำนวนมากถูกน้ำท่วมเสียหาย เกิดเป็นมหาอุทกภัยในหลายจังหวัดโดยเฉพาะ นครศรีธรรมราช, สงขลา, พัทลุง, และปัตตานี เหตุการณ์นี้ กลายเป็น "ตัวชี้วัดภัยพิบัติตัวใหม่" ที่เกษตรกรต้องยกระดับทั้งระบบ
เพราะอุตสาหกรรมกุ้งถือเป็นหนึ่งในภาคการผลิตสำคัญของประเทศ มูลค่าตลาดรวมกว่า 100,000 ล้านบาท จากข้อมูลทั่วประเทศมีเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งราว 30,000–40,000 ราย โดยเฉพาะในภาคใต้มีประมาณหมื่นราย ภาคใต้ตอนล่างคิดเป็น 10% เนื่องจากมีรายย่อยเยอะ ที่ยังปรับตัวไม่ได้และจัดการความเสี่ยงได้จำกัด ทั้งนี้สมาคมมีความกังวลว่าหากไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารทะเลและการส่งออกของไทยในระยะยาว
เสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งระบบ
นายพิชญพันธุ์ กล่าวต่อว่า เดิมทีการเลี้ยงกุ้งก็เผชิญความยากลำบากอยู่แล้ว ทั้งจากเชื้อโรคในแหล่งน้ำธรรมชาติที่พบตลอดปี ทำให้เกษตรกรต้องพักบ่อนานขึ้นและลดความหนาแน่นการเลี้ยงเพื่อบริหารความเสี่ยง แต่เหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำว่าตัวชี้วัดภัยพิบัติจำเป็นต้องปรับใหม่ทั้งหมด ฟาร์มกุ้งต้องออกแบบระบบรองรับสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น การยกเครื่องปั่นไฟและอุปกรณ์สำคัญขึ้นที่สูง การจัดการบ่อในภาวะน้ำท่วมฉับพลัน และระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ
“ความเสียหายครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวกุ้งที่สูญหาย แต่เครื่องมืออุปกรณ์ อาหารกุ้ง และเคมีภัณฑ์ถูกน้ำท่วมจนใช้การไม่ได้ ขณะที่หลายฟาร์มแม้สามารถจับกุ้งได้ทัน แต่กลับไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ถือเป็นโจทย์ท้าทายใหม่ของอุตสาหกรรม ที่ต้องการคำแนะนำและมาตรการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ ทั้งกรมประมง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลัง เพื่อช่วยฟื้นฟูและบรรเทาภาระหนี้สินของเกษตรกรอย่างเร่งด่วน”
เตรียมส่งหนังสือถึงรัฐบาลขอพันล้านฟื้นฟู
อย่างไรก็ตาม นายเอกพจน์ เปิดเผยว่า สมาคมฯ เตรียมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้เร่งออกมาตรการฟื้นฟูและสนับสนุนเกษตรกร วงเงิน 1,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังจะทำหนังสือถึงทุกพรรคการเมือง เพื่อสอบถามทิศทางนโยบายที่จะช่วยพยุงและพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้ง สำหรับยกระดับการผลิตให้กลับไปแตะเป้าหมาย 400,000 ตัน จากระดับปัจจุบันเพียง 270,000 ตัน
“ความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้คาดว่ามีมูล่าไม่ต่ำกว่าพันล้านบาท สมาคมฯ จึงขอให้รัฐบาลจัดงบช่วยเหลือเร่งด่วน 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้สนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือในฟาร์ม เช่น มอเตอร์ประหยัดพลังงาน หรือการปล่อยสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย ไม่ใช่การแจกเงินสด"
นายเอกพจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตกุ้งเพื่อการส่งออกได้ประมาณ 270,000 ตัน แม้ว่าเป้าหมาย 400,000 ตัน จะถูกประกาศเป็นภารกิจหลักมาอย่างน้อย 4 ปีแล้ว แต่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย เนื่องจากยังขาดการสนับสนุนงบประมาณในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
สุดท้าย สมาคมกุ้งไทยฯ เน้นย้ำว่า หากไม่เร่งปรับโครงสร้างการผลิตและพัฒนาระบบรับมือภัยพิบัติรูปแบบใหม่ อุตสาหกรรมกุ้งไทยอาจเสียโอกาสในปี 2569 ซึ่งเป็นปีสำคัญที่ตลาดส่งออกเริ่มเปิดกว้าง และไทยมีข้อได้เปรียบด้านภาษีนำเข้าในตลาดหลักอย่างสหรัฐ แต่จะคว้าโอกาสได้ก็ต่อเมื่อผลิตกุ้งให้พอ และฟาร์มสามารถรับมือความเสี่ยงใหม่ได้อย่างยั่งยืน


