posttoday

คลัง เตรียม ชง 3 แพ็กเกจใหญ่ อุ้ม SME เข้า ครม.เศรษฐกิจ 24 พ.ย.นี้

14 พฤศจิกายน 2568

เอกนิติเผยเตรียมเสนอ 3 แพ็กเกจอุ้ม SME เข้าครม.ศก. 24 พ.ย. ครอบคลุมค้ำประกันสินเชื่อใช้เงิน FIDF–ดันดิจิทัลออร์เดอร์ พร้อมเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าออนไลน์ต่ำ 1,500 บาทตั้งแต่บาทแรก หวังแก้สินค้าต่างชาติทะลักและช่วยผู้ประกอบการไทย

KEY

POINTS

  • เสนอมาตรการค้ำประกันสินเชื่อผ่าน บสย. และจัดตั้งกองทุนใหม่ เพื่อช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารได้ง่ายขึ้น
  • เตรียมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าอีคอมเมิร์ซตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 69 เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ
  • พัฒนาระบบดิจิทัลสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมนำแพ็กเกจช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME จำนวน 3 แพ็กเกจใหญ่ เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.ศก.) ภายในวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในเสาหลักของนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทยในช่วงเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่าน

สำหรับแพ็กเกจที่จะนำเสนอเข้าครม.เศรษฐกิจ ประกอบด้วย

1. แพ็กเกจค้ำประกันสินเชื่อ ดึงแบงก์ปล่อยกู้เพิ่ม

มาตรการทางการเงินเป็นหัวใจสำคัญของแพ็กเกจครั้งนี้ โดยจะจัดตั้งกลไกค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ผ่านการเสริมบทบาท บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พร้อมใช้เงินคงเหลือจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ตั้งเป็นกองทุนค้ำประกันรูปแบบใหม่ อาจทำงานคู่ขนานหรือ Top-up กลไกเดิมของ บสย. เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของธนาคาร

"ขณะนี้ผู้ว่าธปท. กำลังพิจารณาแพ็กเกจลักษณะเข้ามาช่วย SME เสริมจาก บสย. โดยจัดตั้งเป็นกองทุน ซึ่งจะใช้เงินจากกองทุน FIDF ที่เหลืออยู่ กลไกค้ำประกันนี้จะ มีแพ็กเกจอย่างชัดเจน การค้ำประกันสินเชื่อถูกริเริ่มขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหลัก เนื่องจากตามข้อเท็จจริงแล้ว SME ไม่ได้รับสินเชื่อเพราะ แบงค์ไม่ปล่อยสินเชื่อ เพราะแบงค์เป็นห่วงเรื่องความเสี่ยง ดังนั้น การที่มีกลไกค้ำประกันเนี่ยก็จะช่วยให้แบงก์กล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพื่อทำให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยกลไกการดำเนินการกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะออกมาในรูปแบบ คู่ขนาน หรือ ท๊อปอัพ ให้กับ บสย."นายเอกนิติ กล่าว

2. เก็บภาษีนำเข้าสินค้าต่ำตั้งแต่ 1บาทแรก เพื่อปกป้อง SME ไทย

ในด้านภาษี กรมศุลกากรเตรียมกลับมาเก็บภาษีนำเข้าสินค้าบนอีคอมเมิร์ซตั้งแต่ 1 บาทแรก มีผล 1 ม.ค. 2569 สำหรับสินค้าที่สั่งจากแพลตฟอร์มที่มีร้านค้าอยู่ต่างประเทศ ต้องชำระทั้งภาษีนำเข้าและ VAT 7% จากเดิมที่สินค้าราคาไม่เกิน 1,500 บาทได้รับการยกเว้นอากรและเสียเพียง VAT เท่านั้น ขณะเดียวกันจะมีมาตรการคืนภาษีให้ผู้ประกอบการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกรมสรรพากรด้วย

โดย ปลาย พ.ย. 2568 กรมศุลกากรเตรียมลงนาม MOU กับแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อร่วมมือรายงานข้อมูลสินค้า ลดการเลี่ยงภาษี และคุ้มครองผู้ประกอบการ SME ไทยจากผลกระทบสินค้าต่างประเทศที่ไหลเข้ามาเพิ่ม 

"กรมศุลกากรจะลงนาม MOU กับแพลตฟอร์มออนไลน์ให้รายงานข้อมูลสินค้าเป็นรายชิ้น เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อย่างแม่นยำ ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามถูกต้องจะได้รับความสะดวก ขณะที่ผู้หลบเลี่ยงภาษีจะถูกเข้มงวดเป็นพิเศษ " นายเอกนิติ กล่าว

3.จะพัฒนาระบบดิจิทัลสำหรับการสั่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ไทย เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายและสนับสนุนสินค้าไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมบัญชีกลาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทย

นอกจากนี้ จะผลักดันการนำคำสั่งซื้อจากภาครัฐขึ้นระบบดิจิทัลของสมาคมธนาคารไทย เพื่อให้ SME ใช้เป็นข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อได้สะดวกขึ้น 

สำหรับ ความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ นั้น 17 พ.ย. นี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะนัดหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อเจรจาประเด็นภาษีการค้าทั้งหมด โดยยืนยันว่ารัฐบาลไทยยังคงขับเคลื่อนการเจรจาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการ พร้อมเน้นว่าต้องแยกประเด็นการเมืองออกจากการเจรจาการค้าอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบผลประโยชน์ของประเทศ

" ทีมกระทรวงพาณิชย์ยังอยู่ระหว่างประสานงานกับ USTR เพื่อกำหนดวันหารืออย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า โดยจะเป็นการพูดคุยเชิงเทคนิคและบูรณาการแนวทางดำเนินงานร่วมกันในการแก้ไขประเด็นค้างคาและข้อเรียกร้องของฝ่ายสหรัฐฯ" นายเอกนิติ กล่าว

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?