
ยุโรปเสนอห้ามใช้คำเรียก “เนื้อสัตว์” กับผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์
รัฐสภายุโรปมีมติเห็นชอบข้อเสนอห้ามใช้คำที่เกี่ยวข้องกับเนื้อสัตว์ เช่น เบอร์เกอร์ หรือไส้กรอก กับผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์ที่ทำจากพืช
KEY
POINTS
- รัฐสภายุโรปมีมติเห็นชอบข้อเสนอห้ามใช้คำที่เกี่ยวข้องกับเนื้อสัตว์ เช่น เบอร์เกอร์ หรือไส้กรอก กับผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์ที่ทำจากพืช
- ข้อเสนอดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความสับสนของผู้บริโภคและคุ้มครองอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ดั้งเดิม แม้จะยังไม่บังคับใช้ในทันที
- ผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารจากพืชอาจได้รับผลกระทบ โดยต้องปรับเปลี่ยนฉลาก บรรจุภัณฑ์ และกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับกฎใหม่
ตลาดยุโรปคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางของหลายธุรกิจ แต่ก็เป็นหนึ่งใน “สนามสอบสุดหิน” สำหรับผู้ส่งออกทั่วโลก โดยเฉพาะผู้เล่นในตลาดอาหารทางเลือก ซึ่งยุโรปถือเป็นตลาดใหญ่
ข้อมูลของ Euromonitor International บริษัทวิจัยการตลาดระดับโลก พบว่า ยอดขายของผลิตภัณฑ์แพลนต์เบสเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ตั้งแต่ปี 2564 และคาดว่าจะเติบโตอีก 43% ระหว่างปี 2568 – 2572 ขณะที่ต้นทุนการผลิตโปรตีนจากพืชเริ่มลดลง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับสากล
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นตลาดใหญ่ แต่ก็ต้องเผชิญทั้งมาตรฐานเข้ม กฎระเบียบซับซ้อน อย่างล่าสุดรัฐสภายุโรปมีมติ “เห็นชอบ” ข้อเสนอให้ "ห้ามใช้คำที่เกี่ยวข้องกับเนื้อสัตว์" สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็น “ทางเลือกทดแทนเนื้อสัตว์” เช่น คำว่า Schnitzel, Burger หรือ Sausage หากไม่ใช่เนื้อสัตว์จริงก็จะไม่สามารถใช้คำเหล่านี้ได้อีกต่อไป ทั้งนี้การลงมติดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภายุโรปจำนวน 355 เสียง และเสียงคัดค้าน 247 เสียง
แม้กฎหมายนี้ยังไม่ประกาศใช้ทันที เพราะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการยุโรปและรัฐมนตรีเกษตรของแต่ละประเทศสมาชิกก่อน
การตัดสินใจดังกล่าวถูกมองว่าเป็นชัยชนะ ของกลุ่มอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ (Meat Lobby) ที่ยืนกรานว่าชื่อเหล่านี้ควรสงวนไว้เพื่อป้องกันผู้บริโภคสับสน ขณะที่ฝั่งผู้ผลิตอาหารจากพืชต้องเริ่มหาคำใหม่มาแทน บางคนเสนอให้ใช้คำกลางๆ อย่าง “Ball” หรือ “Disc”
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ของประเทศไทยมองว่า มติรัฐสภายุโรปที่ห้ามใช้คำเรียกเกี่ยวกับ “เนื้อสัตว์” กับผลิตภัณฑ์อาหารทดแทนเนื้อสัตว์ สะท้อนทิศทางนโยบายอาหารของสหภาพยุโรปที่ต้องการสร้างความชัดเจนต่อผู้บริโภค และคุ้มครองอุตสาหกรรมเกษตรดั้งเดิม โดยเฉพาะภาคเนื้อสัตว์ซึ่งยังมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจ แม้มติดังกล่าวถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อผู้ผลิตเนื้อสัตว์แบบเดิม แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการวางมาตรฐานการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในยุโรป
ในเชิงเศรษฐกิจ มตินี้อาจกระทบผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารจากพืชในระยะสั้น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มโปรตีนทางเลือก เช่น เบอร์เกอร์ ไส้กรอก หรือมีตบอล ที่อาจต้องปรับฉลาก ถ้อยคำทางการตลาด และบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับกฎใหม่ของสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการบริโภคอาหารจากพืชในยุโรปยังคงขยายตัวต่อเนื่อง จากกระแสสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน จึงถือเป็นโอกาสระยะยาวสำหรับผู้ประกอบการ
สำหรับประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพสูงด้านการผลิตอาหาร รวมถึงอาหารจากพืชและโปรตีนทางเลือก DITP แนะให้มองการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นโอกาสเชิงรุก ผู้ส่งออกควรพัฒนากลยุทธ์สื่อสารใหม่ที่เน้นเอกลักษณ์อาหารไทย ทั้งรสชาติ คุณภาพวัตถุดิบ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความต่างจากคู่แข่งในยุโรป พร้อมยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภค
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า “ตลาดอาหารโลก” กำลังก้าวสู่ยุคที่นโยบายสิ่งแวดล้อมและการบริโภคอย่างยั่งยืนมีบทบาทมากขึ้น ไทยจึงควรใช้จุดแข็งด้านวัตถุดิบ เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่อยอดสู่การเป็น “ครัวของโลกอย่างยั่งยืน” ในระยะยาว
Sorce: กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ , Madre Brava







