posttoday
PASAYA ชี้โลกเดือดใกล้ถึง "จุดไม่หวนกลับ" โรงงานนำร่องพลังงานสะอาด

PASAYA ชี้โลกเดือดใกล้ถึง "จุดไม่หวนกลับ" โรงงานนำร่องพลังงานสะอาด

03 ตุลาคม 2568

PASAYA ชี้วิกฤตโลกเดือดเหลือเวลา 5 ปีถึง "จุดที่ไม่หวนกลับ" ทางรอดโรงงานสิ่งทอหันใช้พลังงานสะอาด “โซลาร์-แบตตอรี่” ลดต้นทุน ลดปล่อยคาร์บอนฯ

KEY

POINTS

  • PASAYA ชี้วิกฤตโลกเดือดเข้าใกล้ "จุดไม่หวนกลับ" ในอีก 5 ปี 
  • อุตสาหกรรมสิ่งทอหนึ่งในตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตจำนวนมาก
  • ทางออกวิกฤตทุกอุตสาหกรรมต้องร่วมมือกันลดการปล่อยคาร์บอน โดยเปลี่ยนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นพลังงานไฟฟ้า
  • PASAYA นำร่องใช้พลังงานสะอาด ลงทุนโซลาร์เซลล์ ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อุตสาหกรรมสิ่งทอ นับว่าเป็นตัวทำลายธรรมชาติรุนแรงและทำให้เกิดปัญหามลภาวะ เนื่องจากมีการใช้พลังงานมหาศาลจากกระบวนการผลิต 

 

ชเล วุทธานันนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เท็กซ์ไทล์ แกลลอรี่ จำกัด (แบรนด์ PASAYA) กล่าวถึงประเด็นนี้ในงานสัมมนา “A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry” จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ในงาน Sustainability Expo 2025 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

 

โดยยืนยันว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นตัวทำลายธรรมชาติที่รุนแรงมากเนื่องจากกระบวนการผลิตต้องมีการเผาเชื้อเพลิงเพื่อใช้ในการรีดผ้า ต้มผ้า ย้อมผ้า และซักผ้า ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาการปล่อยน้ำเสียจำนวนมาก แม้ในปัจจุบันจะมีกฎหมายควบคุม แต่ก็ยังพบว่ายังมีการปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำลำคลองอยู่บ้าง

 

นั่นจึงเป็นเหตุผลโรงงานมุ่งหน้าสู่โรงงานสีเขียวและความยั่งยืน (Sustainability)

 

ชเล กล่าวต่อว่า การตัดสินใจดำเนินการในเรื่องความยั่งยืนนั้นต้องอาศัย 2 ปัจจัยหลัก คือ ต้องมีสำนึกเป็นเรื่องแรก ต่อมาคือความรู้ การมีสำนึกอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีความรู้ด้วยว่าเราจะลดปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร

 

ผู้ประกอบการรายกลางหรือรายเล็กมักจะมีข้อกังวลว่าการทำเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นไม่คุ้มทุนและไม่ยอมลงทุน

 

อย่างไรก็ตาม ชเล พบว่าในทางปฏิบัติแล้ว การดำเนินการด้านความยั่งยืนและการลดสิ่งที่ไม่ดีออกไปนั้น สามารถทำให้มีต้นทุนที่น้อยลงได้ และการบริหารจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพจะช่วยให้คุ้มค่าแน่นอน

 

นอกจากนี้ การทำโรงงานให้มีสภาพที่ดี จะช่วยให้สามารถขายสินค้าในราคาที่ดีขึ้นได้ แต่หากโรงงานไม่ดี สินค้าก็จะถูกกดราคาลง 

 

ชเล ยกตัวอย่างสมัยที่โรงงานยังอยู่พระประแดง หากลูกค้าเห็นกองขยะทุก 1 กอง จะถูกหักราคาสินค้า 10 เปอร์เซ็นต์ และหากเห็นครบ 10 กอง จะถูกหักราคาถึง 1 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาพลักษณ์ของสภาพแวดล้อมโรงงานมีผลต่อคุณภาพและราคาที่ลูกค้าเชื่อมั่น

 

ดังนั้น PASAYA มีนโยบายในการทำงานร่วมกับชุมชน และไม่ปล่อยสิ่งที่ไม่มีคุณภาพออกไป โดยยกตัวอย่างเช่น การจัดการน้ำ โรงงานมีบ่อน้ำภายในโรงงานสำหรับเลี้ยงปลา และน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว (Treated water) ถือเป็นน้ำสะอาดที่ผ่านมาตรฐานการควบคุมของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถปล่อยสู่ไร่นา ได้โดยไม่เป็นผลเสียต่อพื้นที่การเกษตร (เรือกสวนไร่นา) ของชุมชน เพื่อให้การจัดการสิ่งแวดล้อมทำได้ง่ายขึ้น โรงงานได้ย้ายไปตั้งที่ราชบุรีในปี 1995 ซึ่งเป็น 5 ปีหลังการก่อตั้ง ทำให้มีพื้นที่กว้างขวางขึ้นในการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม น้ำเสีย และอากาศเสีย

 

ส่วนกลยุทธ์ Supply Chain และการสร้างแบรนด์ PASAYA เป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการจัดการการผลิตแบบครบวงจร (Product) ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ คือสามารถทำตั้งแต่ทอผ้า ทำเส้นด้ายพิเศษบางอย่าง ฟอกย้อม ตัดเย็บ จนกระทั่งถึงจุดขายต่อผู้บริโภค ซึ่งทำให้การควบคุม Supply Chain ทำได้ง่ายขึ้น โดยมีนโยบายชัดเจนให้ทุกขั้นตอนจะต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green) และลดความสูญเสียต่างๆ

 

ในอดีตประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา PASAYA เคยมีนโยบาย ซื้อวัตถุดิบภายในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว เพื่อสนับสนุนธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ แม้ว่าการนำเข้าจากต่างประเทศอาจทำให้ต้นทุนถูกลง แต่มีต้นทุนแฝงหลายอย่างตามมา เช่น ต้องสต๊อกสินค้ามากขึ้น ระยะเวลาในการขนส่งที่ยาวนานขึ้น และความยุ่งยากในการจัดการหากคุณภาพมีปัญหา

 

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ การตัดสินใจ หนีจากการเป็น OEM และสร้างแบรนด์ของตัวเองคือ PASAYA ขึ้นในปี 2002 เหตุผลที่ต้องทำแบรนด์เพราะโรงงานสิ่งทอส่วนมากเป็นเพียง OEM และหากมีการผลิตในราคาที่แพงขึ้น แบรนด์ใหญ่ก็จะย้ายฐานการผลิตไปที่อื่นในที่สุด

 

วิกฤตสภาพภูมิอากาศ เกินจุดเตือนภัยสู่จุดที่ไม่หวนกลับ

 

ชเล ได้แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ด้านความยั่งยืน (Sustainability) ว่า การพูดถึงเพียงแค่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการนำกลับมาใช้ใหม่นั้นไม่เพียงพอ ปัญหาหลักที่แท้จริงคือภาวะโลกร้อน ที่เกิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตและการเดินทางที่มากเกินไป

 

โลกได้ผ่านจุดวิกฤตที่นักวิทยาศาสตร์เตือนไว้แล้วเพราะ อุณหภูมิโลกได้ เกิน 1.75 องศาเซลเซียส ไปแล้ว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าไม่ควรเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติเพิ่มขึ้น หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส จะถึงจุดที่เรียกว่า "Point of No Return" ก็เหมือนกู่ไม่กลับแล้ว เป็นสิ่งที่อันตรายมากเราเหลือระยะห่างเพียงแค่ 0.25 องศาเซลเซียสเท่านั้น โดยคาดการณ์ว่าอาจจะถึงจุดนั้นภายใน 5 ปี ผลกระทบของวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ ภาวะภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง เช่น ภาวะแห้งแล้งขั้นสุด ฝนไม่ตกหรือไม่ตกเป็นหย่อม ๆ และปัญหาน้ำท่วม 

 

ชเลระบุว่า กรุงเทพฯ มีสิทธิ์ที่จะเจอภาวะน้ำท่วมจากน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นมา ภายในประมาณ 20 ปี ทางออกเดียว เปลี่ยนสู่พลังงานไฟฟ้าเพื่อลดคาร์บอน

 

เขาเน้นย้ำว่าทางออกของปัญหานี้มีอยู่ทางเดียวคือ ต้องร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกอุตสาหกรรม โดยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นสามารถทำได้ไม่ยาก

 

การใช้พลังงานในอดีตมักเกิดจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้แล้ว เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการใช้พลังงานในภาคการเดินทาง

 

ความร้อนในอุตสาหกรรม การให้ความร้อนกับหม้อต้มน้ำสามารถเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ ไปใช้ ไฟฟ้า ได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ PASAYA ดำเนินการอยู่ อุณหภูมิสูงสุดที่ต้องการไม่เกิน 180 องศาเซลเซียส ซึ่ง ทั้งหมดสามารถเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าได้

 

กลยุทธ์ PASAYA โซลาร์เซลล์คือคำตอบด้านต้นทุน

 

แม้ว่าในวันนี้การใช้ไฟฟ้าทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลจะยังไม่คุ้มทุน ชเล ได้เผยผลการทดลองและการลงทุนโครงการประหยัดพลังงานของบริษัทว่า พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) เป็นกุญแจสำคัญในการลดต้นทุน

 

ต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีต้นทุนเพียงแค่ประมาณ 1.10 - 1.20 บาทต่อยูนิตเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงงาน ซึ่งประหยัดกว่ามากเมื่อเทียบกับไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฯ ต้นทุนไฟฟ้าปกติ ไฟฟ้าที่ถูกที่สุดคือช่วงกลางคืน (2.50 บาท) และช่วงที่แพงที่สุดคือกลางวัน (โดยทั่วไปต้องจ่ายถึง 5 บาท) เป้าหมายสูงสุด พลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับแบตเตอรี่ (Battery Storage) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดต้นทุนและสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง PASAYA ได้มองไปถึงระบบกักเก็บไฟฟ้า เมื่อใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้า และเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ซึ่งราคาลดลงมากแล้ว จะมีต้นทุนการจัดเก็บประมาณ 0.50 บาทต่อยูนิต

 

ข่าวล่าสุด

แพลน บี ชวนชม Immersive Art “สืบสาน รักษา ต่อยอด” เฉลิมพระเกียรติในหลวง 28 ก.ค.

แพลน บี ชวนชม Immersive Art “สืบสาน รักษา ต่อยอด” เฉลิมพระเกียรติในหลวง 28 ก.ค.