TDRI ชี้ Shutdown สหรัฐ ไม่ลากยาว SME เสี่ยงออเดอร์วูบ แนะรัฐอัด Soft Loan พยุง
นักวิชาการ TDRI ประเมิน Shutdown จบเร็วไม่เกิน 1 เดือน กระทบจีดีพีสหรัฐฯไม่มาก แต่เสี่ยงคำสั่งซื้อไทยลดลง หากสถานณ์ยืดเยื้อ แนะรัฐอัด Soft Loan-ใช้เครื่องมือดูแลค่าเงิน พยุงผู้ส่งออก
KEY
POINTS
- TDRI ประเมินว่า Government Shutdown ของสหรัฐฯ เป็นปัญหาการเมืองระยะสั้นและจะไม่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพียงเล็กน้อย
- ผลกระทบต่อไทยคือความเสี่ยงที่คำสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ ของผู้ประกอบการ SME อาจลดลงหรือชะลอตัวชั่วคราว
- TDRI เสนอให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจส่งออกที่ได้รับผลกระทบ โดยการอัดฉีดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อประคับประคอง
ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับแรงกดดันระลอกใหม่จากปัญหา “Government Shutdown” หลังจากที่รัฐสภาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องงบประมาณได้ทันเส้นตาย 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้หน่วยงานรัฐบาลกลางบางส่วนต้องหยุดทำการ และมีข้าราชการหลายแสนคนถูกสั่งพักงานชั่วคราว
แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะดูเป็นปัญหาภายในของสหรัฐฯ แต่ด้วยสถานะประเทศเศรษฐกิจเบอร์หนึ่งของโลก ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมสู่ประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทยในฐานะประเทศคู่ค้า
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจาก TDRI กล่าวกับ สำนักข่าว โพสต์ทูเดย์ว่า เมื่อสืบค้นข้อมูลในอดีต พบว่า "Shutdown" มักเป็น “เกมต่อรองทางการเมือง” มักจะจบได้ในเวลาไม่นาน ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯอย่างรุนแรงนัก
“โดยทั่วไป Shutdown น่าจะจบในเวลาไม่ถึงเดือน และทำให้ GDP สหรัฐ หดตัวลงบ้างแต่ไม่มากนัก ประมาณ 0.1-0.3% ของ GDP เท่านั้น แต่ถ้ายืดเยื้อออกไปน่าจะส่งผลกระทบมากขึ้นตามระยะเวลาที่ shutdown และหลังการเปิดทำการ ก็มีการจ่ายค่าจ้างคืนให้ข้าราชการ จึงกระทบเพียงชั่วคราว” ดร.นณริฏ กล่าว
ดร.นณริฏ ยังชี้ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีหรัฐฯ มีความพยายามลดจำนวนข้าราชการ ซึ่งอาจใช้ Shutdown เป็นเครื่องมือกดดัน แต่ในระบบบริหารของสหรัฐฯ ที่มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลทางกฎหมายและการเมืองอย่างเข้มแข็ง ก็ช่วยจำกัดผลกระทบไม่ให้ลุกลามรุนแรง อย่างไรก็ตาม หากมีการเลิกจ้างแบบถาวร ก็อาจกระทบต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นในประเทศได้
สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย มองว่า เป็นปัญหาในระยะสั้น จึงไม่น่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาคส่งออก และภาคการเงินมากนัก แต่ "ออเดอร์" หรือ คำสั่งซื้อสินค้า จากสหรัฐฯ อาจลดลง หรือชะลอตัวลงชั่วคราวจนกว่าปัญหาจะจบ พร้อมๆ กันกับค่าเงินที่มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้น เห็นว่า การให้สินเชื่อเพื่อประคับประคองน่าจะเพียงพอต่อปัญหานี้
“ส่วนตัวเห็นด้วยที่รัฐจะมีมาตรการประคับประคองธุรกิจส่งออก โดยให้ความช่วยเหลือในรูปแบบของ Soft Loan เพื่อช่วยเหลือเฉพาะหน้าน่าจะเพียงพอในการดูแลผู้ส่งออก” ดร.นณริฏ กล่าว
พร้อม ยังเสนอให้รัฐเร่งปรับขั้นตอนการยื่นขอ Soft Loan ให้สะดวกและรวดเร็ว รวมทั้งให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาใช้เครื่องมือทางการเงิน เพื่อช่วยลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Risk) โดยไม่จำเป็นต้องแทรกแซงให้ค่าเงินแข็งหรืออ่อนในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง


