posttoday

ผู้ประกอบการจี้รัฐฟื้นเศรษฐกิจ ต้นทุน-เดลิเวอรีพุ่ง ค้าขายยาก

16 กันยายน 2568

พาณิชย์ลงพื้นที่รับฟังเสียงผู้ประกอบการแฟรนไชส์-ค้าปลีกย่านวัดโพธิ์ พบกำลังซื้อชะลอตัว ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น เดลิเวอรีเป็นดาบสองคม กดดันกำไร

KEY

POINTS

  • พาณิชย์ลงพื้นที่ ฟังเสียงผู้ประกอบการ ชี้ค้าขายลำบากกำลังซื้อผู้บริโภคลดลง ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น กระทบต่อกำไร
  • บางรายชี้ว่า ต้องแบกรับภาระค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์มเดลิเวอรีสูงถึง 30% แม้จะช่วยเพิ่มยอดขายได้ก็ตาม
  • ด้านค้าปลีกหวั่นสินค้าต่างชาติด้อยคุณภาพกระทบภาพลักษณ์แบรนด์ไทย
  • วอนภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง และช่วยประสานงานกับแพลตฟอร์มเดลิเวอรีลดค่าธรรมเนียม

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยว่าปัจจุบันภาครัฐจำเป็นต้องลงรายละเอียดในการปฏิบัติราชการมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกสถานการณ์ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจประเทศตามความเกี่ยวเนื่องระหว่างกันการเดินเกมส์ให้ทันความท้าทายจะช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถรับมือทุกเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุด โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังอย่างแข็งแกร่ง

 

ล่าสุดกรมได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประกอบการแฟรนไชส์ที่อยู่ในการส่งเสริมสนับสนุนของกรมฯและสำรวจย่านการค้าวัดโพธิ์พบปะผู้ประกอบการค้าปลีก (จำหน่ายของที่ระลึก) และได้พูดคุยกับ บริษัท เฮียเล็กเกาเหลาหมูสามอย่าง จำกัด เป็นผู้ประกอบการแฟรนไชส์ที่อยู่ในการส่งเสริมสนับสนุน โดยบริษัทฯ ได้ผ่านการอบรมพัฒนาธุรกิจจากกรมฯ 2 กิจกรรม คือ 1) กิจกรรมการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ (B2B Franchise) รุ่นที่ 27 ปี 2567 และ 2) กิจกรรมยกระดับธุรกิจสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise Standard) ปี 2567 จดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจตั้งแต่ปี 2566 เป็นธุรกิจขนาดกลาง ประกอบกิจการขายอาหารและเครื่องดื่ม 

 

โดยร้านเฮียเล็กเกาเหลาหมูสามอย่างในตำนานเริ่มต้นจากร้านเล็กๆ ในตลาดพาหุรัด ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่ถนนเยาวราช และขยายธุรกิจเป็นแฟรนไชส์ มี 8 สาขาทั่วประเทศ เป็นที่รู้จักจากเมนูเกาเหลาที่เครื่องแน่น ทั้งหมูชิ้น หมูกรอบ และหมูสับ รวมถึงเมนูอื่นๆ เช่น ก๋วยจั๊บ ต้มเล้ง และยำหมูย่าง เป็นต้น

 

ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ไม่สอดคล้องกับผลประกอบการ

 

นายวสันต์ เอื้ออำนวยชัย CEO บริษัท เฮียเล็กเกาเหลาหมูสามอย่าง จำกัด สะท้อนว่า ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่งโดยเฉพาะกำลังซื้อที่ลดลงอย่างชัดเจน ผู้บริโภคระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น กระแสเงินสดของภาคธุรกิจลดลง ส่งถึงผลประกอบการระยะยาว อีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ต้นทุนการผลิตและต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น 

 

โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่มีการใช้ของสดจำนวนมากในแต่ละวัน ต้นทุนส่วนใหญ่จึงใช้ในการจัดซื้อวัตถุดิบดังกล่าว เมื่อต้นทุนสูงขึ้นแต่ราคาจำหน่ายหน้าร้านยังคงเท่าเดิม ทำให้กำไรลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งการประกอบธุรกิจที่ดีและภาคธุรกิจสามารถอยู่ได้ ต้นทุน กำไร และผลประกอบการควรไปในทิศทางเดียวกัน หรือหากมีความแตกต่างก็ไม่ควรต่างกันมากเกินไป

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องทบทวนกระบวนการบริหารจัดการธุรกิจให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ปรับลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นลง และใช้ระบบการบริหารต้นทุนที่รอบคอบและรัดกุมมากขึ้น โดยไม่มีการปรับลดจำนวนพนักงาน แต่ใช้ระบบการเกลี่ยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ซึ่งการแก้ไขปัญหาข้างต้นไม่เป็นการทำร้ายหรือซ้ำเติมระบบเศรษฐกิจให้แย่ลงไปกว่าเดิม 

 

วอนรัฐเดินหน้าคนละครึ่ง-ประสานแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ลดค่าธรรมเนียม

 

อีกหนึ่งปัญหา คือ เรื่องเดลิเวอรีแพลตฟอร์มที่เป็นดาบสองคมของผู้ประกอบการทำให้ต้องแบกรับภาระมากขึ้น แม้ว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ต้องแบ่งรายได้ที่ได้รับกว่า 30% ให้กับแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนที่มากถึงเกือบ 1 ใน 3 ของรายได้ที่ได้รับ

     

สิ่งที่ต้องการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ คือ เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้นที่ช่วยให้เงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบทันที เช่น นำโครงการคนละครึ่งมาช่วยเติมเงินลงในระบบเศรษฐกิจ ฯลฯ การบริหารจัดการเชิงนโยบายที่รวดเร็วเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะปานกลางและระยะยาว ส่งเสริมให้บรรยากาศการลงทุนไม่หยุดชะงัก รวมถึงประสานงานเดลิเวอรี่แพลตฟอร์มให้ช่วยลดค่าธรรมเนียมลง หรือจัดโปรโมชันพิเศษสำหรับผู้ประกอบการเพื่อช่วยเพิ่มยอดขาย และลดภาระด้านต้นทุนของธุรกิจลง
 

วัฏจักรธุรกิจมีล้มมีลุก

     

นายวสันต์ กล่าวต่อว่า ถึงแม้ว่าภาคธุรกิจต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน แต่ก็เป็นไปตามวัฏจักรของธุรกิจ มีล้มก็มีลุก มีถดถอยก็มีวันเจริญเติบโต ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงไม่ควรท้อถอย แต่ต้องเร่งพัฒนาระบบการบริการจัดการธุรกิจให้สอดรับกับทุกสถานการณ์ รวมถึงนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการธุรกิจทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านเพื่อช่วยลดต้นทุน ซึ่งจะทำให้ธุรกิจสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง 

     

ค้าปลีกวัดโพธิ์ ชี้สินค้าต่างชาติปะปนกระทบภาพลักษณ์แบรนด์ไทย

 

อธิบดีอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับย่านการค้าวัดโพธิ์ ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการค้าปลีก (ขายของที่ระลึก) พบว่า เศรษฐกิจถดถอยเป็นปัญหาหลักเช่นเดียวกัน นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวจีนลดลง แต่ยังดีที่มีนักท่องเที่ยวชาวยุโรปและตะวันออกกลางเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวพันไปถึงสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าไทย ผู้ประกอบการค้าปลีกหน้าวัดโพธิ์ส่วนใหญ่จำหน่ายของที่ระลึก ทำให้ทราบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องการสินค้าไทยที่มีคุณภาพดีเพื่อนำไปเป็นของฝากของที่ระลึก 

 

ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าด้อยคุณภาพซึ่งส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศแอบเข้ามาปะปนกับสินค้าไทย ทำให้บางครั้งเมื่อนักท่องเที่ยวซื้อสินค้าด้อยคุณภาพนั้นไป แล้วคิดว่าเป็นสินค้าไทยก็จะทำให้ภาพลักษณ์ของสินค้าไทยเสียหายตามไปด้วย

 

Credit : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

สิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศในภาพรวม การประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญที่สุด คือ การปราบปรามสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศให้หมดไป เพื่อป้องกันภาพลักษณ์สินค้าไทยไม่ให้มัวหมองจากการที่สินค้าด้อยคุณภาพแอบมาสวมสิทธิเป็นสินค้าไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าไทยในระยะยาว

    

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเร่งสรุปปัญหา-อุปสรรค 

 

ทั้งนี้ หลังจากที่ได้รับฟัง พูดคุยถึงรายละเอียด ปัญหา-อุปสรรคของผู้ประกอบการ รวมทั้ง ความต้องการได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากภาครัฐของทั้ง 2 ธุรกิจแล้ว กรมฯ จะเร่งสรุปปัญหา-อุปสรรค ความต้องการของภาคธุรกิจ พร้อมจัดทำแผนพัฒนาและสนับสนุนธุรกิจแต่ละพื้นที่อย่างครบวงจร โดยเน้นความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ 

 

รวมทั้งจะส่งเสริมให้ภาคธุรกิจนำนวัตกรรมมาใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจ พัฒนาหลักสูตรการอบรมของกรมฯ ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันและความต้องการของภาคธุรกิจ ซึ่งผลจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ยิ่งมีความเชื่อมั่นว่า ‘SME ไทย’ เป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญ และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ 

 

แฟรนไชส์ สร้างมูลค่าตลาดกว่า 3 แสนล้าน

 

อย่างไรก็ตามแฟรนไชส์เป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ สร้างมูลค่าทางการตลาดกว่า 300,000 ล้านบาท และมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 15-20 ต่อปี โดยข้อมูล ณ วันที่ 8 กันยายน 2568 มีธุรกิจที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise Standard) จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จำนวน 545 ราย แบ่งเป็น 6 ประเภทธุรกิจ คือ อาหาร 248 ราย เครื่องดื่ม 106 ราย การศึกษา 68 ราย บริการ 66 ราย ค้าปลีก 33 ราย และความงาม/สปา 24 ราย

 

 

Credit ภาพ : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ข่าวล่าสุด

ตรวจเข้มผู้ค้าน้ำมันทั่วประเทศ ป้องกันกักตุน - ลักลอบจำหน่าย