
3 แพลตฟอร์มคอมเมิร์ซจ่อจดแจ้งกฎหมาย DPS ก่อนบังคับใช้เข้มปลายปี
ETDA เผย 2 ปี กฎหมาย DPS เร่งปรับปรุงเงื่อนไขเข้มสางปัญหาแพลตฟอร์มดิจิทัล แย้ม 3 แพลตฟอร์มใหม่จ่อจดแจ้งตามกฎหมาย 1 ในนั้น มีแพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซชื่อดัง
นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA เปิดเผยว่า พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ.2565 หรือ กฎหมาย DPS มีผลบังคับใช้แล้วกว่า 2 ปี และจะเข้มข้นยิ่งขึ้นในช่วงสิ้นปี 2568
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มมาจดแจ้งแล้ว 1,925 ราย แต่ยังอยู่ในช่วงเก็บข้อมูลและแก้ปัญหาจากอดีต โดยเฉพาะกรณีที่ข้อมูลจากผู้ให้บริการยังไม่แม่นยำ เช่น รายได้ในประเทศไทยของแพลตฟอร์มต่างชาติที่อ้างว่าตั้งอยู่นอกประเทศ ทำให้ไม่มีข้อผูกพันต้องรายงานต่อรัฐไทย ดังนั้น เอ็ตด้าจึงอยู่ระหว่างพัฒนาวิธีการตรวจสอบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น อาทิ การวิเคราะห์มูลค่าตลาด มาร์เก็ตแชร์ และประเภทบริการในประเทศไทย เพื่อใช้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับแจ้ง
นายชัยชนะ กล่าวว่า ในด้านการบังคับใช้กฎหมายกับบริการดิจิทัล มีหลายกรณีที่ต้องดำเนินการตามหลังจากปัญหาสะสมมานาน อาทิ ปัญหาระหว่างไรเดอร์กับแพลตฟอร์มบริการขนส่ง ที่ร้องเรียนมายาวนานนับสิบปีโดยไม่มีหน่วยงานใดสามารถแก้ปัญหาได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นระบบการกระจายงานที่ไม่โปร่งใส ค่าธรรมเนียมที่ไม่ชัดเจน ไปจนถึงปัญหาความปลอดภัยของแท็กซี่บนแพลตฟอร์ม ขณะเดียวกัน
ETDA ได้ออกประกาศกำหนดให้แท็กซี่บนแพลตฟอร์มต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เดียวกับแท็กซี่ปกติ เช่น การลงทะเบียน ตรวจสอบประวัติ ตรวจใบขับขี่ และตรวจสภาพรถ โดยให้แพลตฟอร์มเป็นผู้รับผิดชอบการตรวจสอบเบื้องต้น ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาระบบ และเตรียมบังคับใช้ในทางปฏิบัติ
นอกจากนี้ ในด้านสินค้าอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศ ETDA ได้ทำงานร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อลดปัญหาสินค้าราคาถูกแต่คุณภาพต่ำ โดยได้ออกประกาศให้แพลตฟอร์มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สินค้าที่ควรมีเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือ เครื่องหมาย อย. ต้องจัดระบบตรวจสอบมาตรฐานสินค้าให้ชัดเจน ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มที่อยู่ในรายการความเสี่ยงแล้ว 19 ราย และจะเพิ่มอีก 3 รายภายในสิ้นปีนี้
อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มบางรายได้ยื่นอุทธรณ์กลับมาถึง 7 ราย โดยอ้างว่าไม่ได้เข้าข่ายตามเกณฑ์หรือไม่เห็นด้วยกับหน้าที่ที่ถูกกำหนด ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่บางบริการระบุว่าตนเป็นเพียงระบบแชร์ริ่ง แต่ในทางปฏิบัติมีฟังก์ชันเชิงพาณิชย์ซ่อนอยู่ ด้วยเหตุนี้ การคัดกรองและจัดหมวดจึงยังต้องปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ ETDA จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาข้ออุทธรณ์ และหากยืนยันไม่เปลี่ยนแปลง ทุกแพลตฟอร์มที่เข้าข่ายจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม
ขณะเดียวกัน นายชัยชนะ ยังกล่าวว่า ETDA กำลังศึกษาต้นแบบการกำกับดูแลจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่มีกฎหมายเข้มงวด เช่น DSA (Digital Services Act) และ DMA (Digital Markets Act) เพื่อปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของไทย ควบคู่ไปกับการพิจารณารูปแบบการกำกับจากประเทศอื่นอย่างสิงคโปร์ ออสเตรเลีย แคนาดา และกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยยังได้ร่วมมือกับลาวในโครงการสำรวจสถานะการกำกับดูแลแพลตฟอร์มของประเทศในอาเซียน โดยคาดว่าจะได้ผลสำรวจภายในสิ้นปี 2568 และสามารถจัดทำเป็นไกด์ไลน์สำหรับใช้ร่วมกันในภูมิภาคต่อไป เพื่อให้การกำกับดูแลแพลตฟอร์มมีความกลมกลืนและเพิ่มอำนาจการเจรจากับแพลตฟอร์มต่างชาติ
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มต่างๆ ทั่วโลกมักมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ การโฆษณาหลอกลวง หรือการละเมิดสิทธิผู้บริโภค ดังนั้น หากประเทศในภูมิภาคสามารถรวมพลังเป็นเสียงเดียวในการเรียกร้องให้แพลตฟอร์มปรับตัวตามกฎเกณฑ์ ก็จะทำให้การผลักดันเกิดผลมากกว่าการเจรจาโดยลำพังของแต่ละประเทศ
สำหรับกฎหมาย DPS และแนวทางการดำเนินการดังกล่าว จะมีผลอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 31 ธ.ค.2568 นี้ โดยตั้งเป้าให้ประชาชนสามารถใช้บริการดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว







