”รวยไม่หยุด“ เผยความสำเร็จธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การเป็นเจ้าแรก
รวยไม่หยุด กรุ๊ป เผยบทเรียน 8 ปีธุรกิจ ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นเจ้าแรกเสมอ ไม่สนับสนุนลอกเลียนแบบ แต่การสร้างจุดแข็ง ให้ธุรกิจคือข้อได้เปรียบ
KEY
POINTS
- ผู้ก่อตั้ง "รวยไม่หยุด กรุ๊ป" ชี้ความสำเร็จธุรกิจไม่จำเป็นต้องมาจากการเป็นเจ้าแรกเสมอ แต่ผู้ที่เข้ามาทีหลังก็สามารถประสบความสำเร็จได้
- ประสบการณ์จากFire Tiger ถูกลอกเลียนแบบ ทำให้มองว่านี่คือเครื่องยืนยันความสำเร็จ และเป็นแรงผลักดันให้ต้องพัฒนาตัวเองและสร้างสรรค์สิ่งใหม่อยู่เสมอ
“ไม่จำเป็นต้องเจ้าแรกเสมอไป เพราะการเป็นเจ้าแรกไม่ได้หมายความว่าธุรกิจของคุณจะประสบความสำเร็จ”
นี่คือประโยคที่ “เกศ-ชุติมา เปรื่องเมธางกูร” และ “แนท-นันทนัช เอื้อศิริทรัพย์” สองผู้ก่อตั้ง รวยไม่หยุด กรุ๊ป มักจะพูดเสมอในทุกๆ การสัมภาษณ์หรือในแวดวงเพื่อนฝูง หลังผ่านเส้นทางการทำธุรกิจร้านอาหาร ขนมหวานมากว่า 8 ปี
จากประสบการณ์การทำธุรกิจอาหารมากว่า 8 ปี รวยไม่หยุดกรุ๊ป เริ่มต้นจากร้านปิ้งย่าง Nice Two Meat U ปักหมุดสาขาแรกที่สยามสแควร์ ตามมาด้วย Fire Tiger ชานมไข่มุก ซึ่งเป็นสองแบรนด์แจ้งเกิดเนื่องจากอาหารเครื่องดื่มประเภทปิ้งย่าง หรือชานมไข่มุกตอนนั้นแม้จะมีผู้เล่นในตลาดบ้าง แต่เมื่อเทียบกับในยุคปัจจุบันนี้เรียกว่าเต็มไปด้วยคู่แข่งมากหน้าหลายตา รายเล็ก รายใหญ่ หันมาเล่นหมด
อีกทั้งรวยไม่หยุด ยังถือเป็นผู้ช่วยพลิกฟื้นสยามให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เพราะร้านอาหารในเครือส่วนใหญ่ปักหมุดที่สยาม นอกจากสองแบรนด์หลักยังมี เกศเตี๋ยว House Dosan Dalmatian, เกศเตี๋ยว, Chago, ข้าวแกงปลาทู, Mil Toast House, Standard Bun ฯลฯ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีแบรนด์อื่น ๆ ที่เป็นแบรนด์ของพี่น้องปักหมุดอยู่ด้วย
เกศ ชุติมา กล่าวกับ โพสต์ทูเดย์ว่า ประสบการณ์ 8 ปีในธุรกิจอาหารถือเป็นบทเรียนสำคัญ ผ่านทั้งความล้มเหลวและความผิดพลาดมากมาย เคยลงทุนโดยไม่คิดหน้าคิดหลังจนเสียเงินหลายล้านบาท แต่ก่อนจะมาทำธุรกิจอาหาร เธอก็มีประสบการณ์ธุรกิจมาแล้วหลายครั้ง โดยรวยไม่หยุดกรุ๊ปถือเป็นธุรกิจที่ 9 ของเธอ ความไม่ย่อท้อและบทเรียนที่ผ่านมา จึงเป็นแรงผลักดันให้ก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นใจ
วงจรธุรกิจอาหารสั้นลง
เกศ ชุติมา กล่าวต่อว่า ไซเคิลธุรกิจร้านอาหารตอนนี้มันสั้นลงมากจริง ๆ ต้องบอกว่าพอหันไปมองย้อนหลัง 8–9 ปีที่ผ่านมา ภาพมันต่างจากวันนี้เยอะเลย ตอนนั้นการเริ่มต้นธุรกิจง่ายกว่า เราเปิดสาขาได้ ขยายได้ โดยไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก เพราะตลาดยังไม่ได้ดุเดือดแบบทุกวันนี้ มันไม่ได้ Red Ocean ขนาดนี้ คู่แข่งยังไม่เยอะ เมื่อก่อนเราเองก็เหมือนจะเป็นเจ้าใหญ่แทบจะเจ้าเดียว ลูกค้าก็พร้อมจะมาลองเมนูใหม่ ๆ ของเราเสมอ เพราะในตลาดยังไม่มีตัวเลือกเยอะ
สมัยนั้นออนไลน์ก็ยังไม่แรงเท่าทุกวันนี้ ไม่มี TikTok หรือแพลตฟอร์มที่ทำให้คู่แข่งเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายเหมือนตอนนี้ เราเลยยังมี ‘เวลา’ ได้หายใจ ได้เก็บเกี่ยวเงินทุน และเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป
“จริง ๆ ต้องขอบคุณ Nice two meat you สาขาแรกมาก เพราะมันทำให้เรามีเงินก้อนตั้งต้น และเราก็สามารถเดินหน้ามาได้จนถึงวันนี้โดยไม่เคยกู้เงินเลย ทุกอย่างขยายจากเงินก้อนเดิม ผ่านการแตกแบรนด์ แตกสาขาออกมา และสิ่งสำคัญอีกอย่างคือทีม ต้องบอกเลยว่าแนท-นันทนัช ผู้ร่วมก่อตั้ง ที่บริหารการเงินเก่งมาก ระมัดระวังสุด ๆ ทำให้เรามีวินัยการเงิน รู้จักใช้เงินให้พอดี เหมือนมี 10 บาท ก็ต้องคิดว่าใช้ได้เพียงบาทเดียว เพื่อรักษา Cash Flow ให้อยู่รอด”
การทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าแรก
ทั้งนี้ เกศ ชุติมา เล่าต่อว่า เมื่อก่อนตอนเปิดร้านใหม่ ๆ มักจะบอกทีมเสมอว่า เราต้องเป็นเจ้าแรก ต้องทำก่อนใคร ถึงจะดึงคนให้มาต่อคิวได้ อย่างตอนเปิดร้านหมูย่างเกาหลี เราก็คิดแบบนั้น เราใส่ Innovation ลงไป เช่น หมู ปูดอง กุ้งดอง ฯลฯ ตอนนั้นในตลาดเกาหลียังไม่มีความ ‘แซ่บ’ เราเลยตั้งใจจะเป็นเจ้าแรกที่ทำให้มันแตกต่าง
แต่พอผ่านมาหลายปี เปิดร้านมาหลายรูปแบบ ชานมเสือพ่นไฟ Fire tiger เราก็เจอทั้งประสบการณ์ตรงและแรงปะทะ เช่น การถูกลอกเลียนแบบแบบจัดเต็ม แม้ว่ามีการจดทะเบียนขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น รวมถึงทุก ๆ แบรนด์ในเครือ เราเองไม่ได้โกรธ ไม่ได้ด่าใคร กลับรู้สึกว่ามันเป็นหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งของชีวิตด้วยซ้ำ โดยเฉพาะร้าน ชานมเสือพ่นไฟที่ภาคภูมิใจมาก เพราะมันกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคน
“เกศมองว่าการถูกก็อปคือเครื่องยืนยันว่าเราทำได้ดี จนคนอยากเอาไปทำตาม ซึ่งมันห้ามไม่ได้อยู่แล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือ ทำใจ แล้วเดินหน้าพัฒนาตัวเองต่อไป แตกไลน์ สร้างความต่าง ทำโปรดักต์ใหม่ ๆ ให้ออกมาเสมอ”
เกศ ขุติมา กล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้เชื่อว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ใครเป็นคนแรกเสมอไป บางครั้งคนที่ 3 หรือ 4 ต่างหากที่จับจุดได้ แล้วทำให้สำเร็จจริง ขอเพียงอย่าลอกเป๊ะ ๆ ไม่ได้สนับสนุนการลอก แต่ให้นำมาปรับ ดึงแรงบันดาลใจแล้วสร้างในแบบของตัวเอง แบบนี้ถึงจะยั่งยืน ซึ่งธุรกิจในเครือรวยไม่หยุดเอง เราก็ไม่ได้คิดว่าประสบความสำเร็จแล้ว ยังต้องพัฒนาอยู่เรื่อย ๆ เพราะคนมีตัวเลือกเยอะ


