JOURNAL ฝ่าทุกวิกฤติ ‘ไม่สู้ก็ตาย’ กดปุ่มเข้าตลาดฯ เมื่อฐานแข็งแรง
JOURNAL แบรนด์น้ำหอมกลิ่นไทย ๆ เล่าเรื่อง แม่นาค นางรำ ราชดำเนิน ข้าวเหนียวมะม่วง สองผู้ก่อตั้ง ฟ้า–ธนัญญา และปอร์ช-จักรชลัช ก้าวทีละเฟส กับฝันใหญ่ขึ้น ‘ไม่สู้ก็ตาย’
KEY
POINTS
- คุยกับสองผู้ก่อตั้ง JOURNAL น้ำหอมแบรนด์ไทย ที่หยิบตำนานอย่าง แม่นาค นางรำ ราชดำเนิน ข้าวเหนียวมะม่วง มาเล่าผ่านกลิ่น
- ฝ่าทุกวิกฤติ ‘ไม่สู้ก็ตาย’ กับฝันที่ใหญ่ขึ้น
- เมื่อทุกอย่างเริ่มพร้อม รุกเฟส 3 จะกดปุ่มเข้าตลาดฯ หรือไปทิศทางไหน
หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน น้ำหอมแบรนด์ไทยยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก หลายคนยังติดภาพว่าที่วางขายทั่วไปเป็นของปลอม หรือเป็นน้ำหอมก๊อปปี้จากแบรนด์ดัง ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ค่อยเปิดใจลองใช้ และยิ่งราคาแตะหลักพัน แทบจะเทียบเท่าเคาน์เตอร์แบรนด์ ยิ่งกลายเป็นโจทย์ยากในการขาย
แต่สำหรับแบรนด์ JOURNAL กลับเลือกเดินสวนทางด้วยการปั้นน้ำหอมกลิ่นไทย ๆ และหยิบชื่อไทยแท้ ๆ อย่าง แม่นาค, นางรำ, กุมาร, ไปจนถึงข้าวเหนียวมะม่วง มาเล่าเป็นจุดขายพร้อมตั้งราคาเฉียดสองพันบาทต่อขวด
เพราะในมุมของสองผู้ก่อตั้ง ฟ้า–ธนัญญา สุธีรชัย และปอร์ช-จักรชลัช เกษจำรัส เชื่อว่า 'ของดี อย่าขายถูกเกินไป มันจะลดคุณค่า' และสิ่งที่ทั้งคู่ตั้งเป้าไว้ตั้งแต่แรกเริ่มคือ การพา 'ของดีไทย' ไปสู่เวทีระดับโลก โดยวางหมุดหมายชัดเจนว่า ลูกค้าหลักในช่วงเริ่มต้น คือชาวต่างชาติ
“ผมอยากทำธุรกิจที่ทำให้ของไทย ๆ มันดูอินเตอร์”
ประโยคเปิดบทสนทนาจาก ปอร์ช-จักรชลัช ที่เล่าถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ JOURNAL ให้ โพสต์ทูเดย์ ฟัง
ก่อนจะมาสร้างแบรนด์น้ำหอม ปอร์ชเริ่มต้นเส้นทางในสายดีไซน์ ท่ามกลางยุคที่สินค้าไทยหลายชิ้นยังขาดความใส่ใจในภาพลักษณ์ แม้จะมีของดีอยู่ในมือ แต่แพ็กเกจจิ้งกลับดูไม่ทันสมัย
เขามองเห็นโอกาสที่ยังไม่มีใครลงมือ จึงเริ่มจากการเดินตามห้าง มองหาสินค้าที่ดีแต่ขาดการออกแบบ ถ่ายรูปกล่องสินค้า แล้วโทรหาเจ้าของผลิตภัณฑ์ จากนั้นขับรถไปพบด้วยตัวเอง เพื่อเสนอดีไซน์ใหม่ให้แบบตรง ๆ
การลงมือเล็ก ๆ แบบนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “เอเจนซี่ดีไซน์” ที่เขาปั้นขึ้นมาเอง และกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ต่อยอดมาเป็นแบรนด์ JOURNAL ในวันนี้ เพราะว่าน้ำหอม ก็เป็นหนึ่งในลูกค้าของเขามาก่อน
ขณะที่ฟ้า-ธนัญญา ก็มีมุมมองลึกซึ้งต่อแบรนด์ไทยในระดับโลกเช่นเดียวกัน เธอบอกว่า คนญี่ปุ่นมีแบรนด์ที่ทั้งโลกจำได้ว่าเป็นแบรนด์ของญี่ปุ่น เกาหลีก็เหมือนกัน แล้วของไทยล่ะ? เราคิดว่าถ้าไทยมีแบรนด์ที่ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่เป็น Consumer brand จริง ๆ ที่ไปยืนอยู่ในนิวยอร์กได้ มันจะน่าภูมิใจมาก
กลิ่นหอมที่เล่าเรื่องไทยได้
ทั้งสองเล่าว่า น้ำหอมคือสื่อศิลปะแบบหนึ่ง เหมือนภาพวาด เหมือนดนตรี กลิ่นมันเล่าเรื่องได้ และก็เชื่อว่าไทยมีภูมิปัญญาการปรุงกลิ่นที่แข็งแรงมาก ทั้งสมุนไพร น้ำมันหอม และการสกัดต่าง ๆ แม้ Perception ต่อน้ำหอมไทยเมื่อ 10 กว่าปีก่อนจะไม่สู้ดีนัก คนส่วนใหญ่มองว่าน้ำหอมไทย เท่ากับของปลอม ขายราคาถูก เกรดตลาดนัด แต่การทำ JOURNAL ขึ้นมาแบบ 'สวนกระแส' ด้วยการตั้งราคาเริ่มต้นที่ 1,900 บาท ใช้หัวสเปรย์จากฝรั่งเศส ขวดแก้วคุณภาพสูง และวัตถุดิบธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงมากจนกลิ่นหอมติดทนนาน
โดยที่ปอร์ชเป็นคนร่างแผน เล่าเรื่อง ว่าอยากจะเสนอความเป็นไทยอะไรผ่านกลิ่น โดยมีทีมพัฒนา เช่น กลิ่นราชดำเนิน เขามองว่าเป็นจุดขายของไทยเรื่องมวยไทย ฉะนั้นกลิ่นที่พัฒนาออกมาต้องให้ความรู้สึกของนักสู้
พอผลิตออกมา ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน เพราะการบุกตลาดต่างประเทศคือ 'แพลนเอ' ของทั้งคู่ พวกเขาเปิดบูธในฮ่องกง สิงคโปร์ แต่วินาทีแรกกลับไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
เปิดหน้าร้านที่เชียงใหม่ ยุคที่ท่องเที่ยวบูม
ทั้งสองยังเล่าอีกว่า เมื่อไม่มีหน้าร้านในไทย ก็ไม่มีใครเชื่อถือแบรนด์ เพราะมีแต่คนเข้ามาถามว่าไม่มีหน้าร้านแล้วต้นทุนเท่าไหร่ ขายราคา 1900 คุ้มอะไรยังไง จึงเกิด 'แพลนบี' เปิดหน้าร้านที่ เชียงใหม่ในปี 2017 ด้วยงบจำกัด 5 ล้านบาท
ที่เลือกเปิดเชียงใหม่ก่อนกรุงเทพฯ เพราะมองว่าถ้าเปิดในกรุงเทพ ก็จะกลายเป็นเพียง Another brand และจังหวะลงตัวกับการเปิดโครงการ One Nimman และกระแสนักท่องเที่ยวจีนพุ่ง ทำให้แบรนด์เติบโตแบบก้าวกระโดด
“เชียงใหม่ในตอนนั้นเหมือนสุขุมวิทของภาคเหนือ คนมาเที่ยวต้องแวะ One Nimman และ JOURNAL กลายเป็น Must-Visit Shop สำหรับนักท่องเที่ยว”
ปอร์ช เสริมว่า ช่วงปีแรกๆ เป็นปีของการกอบโกย รายได้มาจากหน้าร้าน 100% และลูกค้าเป็นต่างชาติ ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจีน ที่บอกต่อ ๆ กันมา พอมาถึงยุคโควิด มกราคม 2020 ยังทำยอดสูงได้ 13 ล้านบาท แต่พอโควิดเริ่มหนักยอดร่วงเหลือ 0 บาทในเดือนเมษายนปีเดียวกัน
บอดี้ออยล์ ยุคโควิด ดังเปรี้ยง!
จากที่ไม่เคยขายออนไลน์มาก่อน ก็เลยต้องไปแผนใหม่ทำเว็บไซต์ ขายออนไลน์แบบจริงจัง โชคดีที่พวกเขาเคยพัฒนา Dry Body Oil ไว้ตั้งแต่ปี 2018 ทั้งที่ตอนนั้นตลาดไทยยังมองออยล์ว่า ‘เหนียว เหนอะหนะ’ และไม่น่าจะขายได้ แต่กลายเป็นว่า ในช่วงโควิด ออยล์กลับเป็น 'ฮีโร่โปรดักต์' ช่วยชีวิตบริษัท เพราะลูกค้าต้องการสินค้า Self-care ที่บำรุงผิวและมีกลิ่นหอมในขวดเดียว ออยล์จึงเป็นผลิตภัณฑ์เชื่อม ระหว่างตลาดน้ำหอมกับตลาดบำรุงผิว และยังเหมาะกับอากาศเมืองไทย
“ถ้าเรามีแต่น้ำหอมอย่างเดียว เรารอดยากแน่ ๆ”
ปอร์ชบอกว่า Dry Oil คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้แบรนด์ขยายฐานลูกค้าในไทยได้จริง ๆ ทำให้จากยอดขายออนไลน์เดือนละ 10,000 บาทในช่วงแรก ไต่ขึ้นมากลายเป็นยอดเฉลี่ยเดือนละ 30 ล้านบาท ในวันนี้
แล้วอะไรทำให้ขายได้ ?
การลุยตลาดออนไลน์ ด้วยการใช้เงินราว ๆ 5-6 ล้านทำเว็บไซต์ สร้างช่อง จ้างอินฟลูเอนเซอร์ และยิงโฆษณาเต็มสูบ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือยอดฟอลโลเวอร์แค่ 3,000 คน และยอดขายที่ไม่เพียงพอจะเลี้ยงทั้งบริษัท
“ตอนนั้นเหมือนปลาช็อกน้ำ เราทำทุกอย่างแต่ไม่มีใครสนใจมากพอสุดท้ายเราเลยตกผลึกว่า การจะให้ใครมาช่วยพรีเซ้นส์ เขาต้องอินกับแบรนด์เราด้วย การทำแบรนด์ใครก็ทำได้ แต่การเล่าเรื่องและให้คนชอบ หรืออินก็สำคัญ" ปอร์ช กล่าว
และบอกอีกว่า พอตกผลึกได้ ก็มีพรีเซ็นเตอร์คนแรก คือ คุณยิปซี-คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์ ซึ่งเขาเป็นคนดูแลสุขภาพ ชอบอาบแดด พอคุณยิปซีรีวิวแบรนด์ไป ก็มีคนตามกันเยอะมาก ยอดขายโตขึ้น ๆ นอกจากนี้ TikTok ปักตะกร้ายังเป็นหนึ่งในช่องทางเปลี่ยนชีวิต ดังนั้น จุดเปลี่ยนจริง ๆ ของการตลาดออนไลน์ JOURNAL ในฐานลูกค้าไทย มาจากแพลตฟอร์มที่พอดีกับจังหวะ เมื่อ TikTok เริ่มฮิต และเปิดฟีเจอร์ ปักตะกร้า คนรีวิวตามพรีเซ็นเตอร์ มากขึ้นเองแบบออแกนิก แต่ก็เป็นอะไรที่ไม่ทันตั้งตัว เพราะคนซื้อมากขึ้น องค์กรเล็ก ๆ แบบเราแทบรับมือไม่ทัน ประสบการณ์น้อย แต่ก็ลุยเพราะ 'ถ้าไม่สู้ก็ตาย'
ทำยังไงให้คนไทยเปิดใจยอมรับแบรนด์ไทย
จากจุดเริ่มต้นที่เน้นขายให้ลูกค้าต่างชาติ JOURNAL กำลังเผชิญความท้าทายใหม่ที่หันมาโฟกัสลูกค้าไทยมากขึ้นในช่วงที่ออนไลน์บูม
คนไทยส่วนใหญ่มักคุ้นชินกับน้ำหอมราคาหลักร้อย หรือไม่ก็ยอมจ่ายแค่กับแบรนด์เคาน์เตอร์เท่านั้น การจะโน้มน้าวให้กล้าลองน้ำหอมไทยในราคาหลักพัน จึงไม่ใช่เรื่องง่าย
ทางออกของ JOURNAL จึงไม่ใช่การลดราคา แต่คือการสร้างขนาดทดลอง แบรนด์เริ่มผลิตไซส์เล็ก ทั้งน้ำหอมและบอดี้ออยล์ ให้คนไทยได้ทดลองก่อนตัดสินใจซื้อจริง
สร้างแบรนด์ให้คนเอ็นดู
ขณะที่ฟ้าเสริมว่า การขายหน้าร้านก็เป็นอีกหัวใจสำคัญ ที่มักจะบอกกับน้อง ๆ ทุกคนว่า เราไม่เร่งขายทันที ให้ลูกค้าลองกลิ่น แล้วไปเดินเล่นก่อน ถ้ารู้สึกชอบจริง ๆ ค่อยกลับมา เราอยากให้ลูกค้ารู้สึกว่ากลิ่นมันเล่าเรื่องบางอย่างที่เขาอินไปด้วยได้
JOURNAL ไม่ได้ต้องการยอดขายจากใครก็ได้ แต่หวังสร้างความผูกพันกับลูกค้าที่เข้าใจและรู้สึกกับแบรนด์จริง ๆ และในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เขาทั้งสองเชื่อว่า การออกไซส์เล็ก แต่ขายได้ปริมาณมาก ก็พอจะทำให้เติบโตได้
การเดินทางของ JOURNAL 3 เฟส: จากเฒ่าแก่ สู่ผู้นำองค์กร
จากการเดินทางที่ผ่านมา ปอร์ชสรุปให้ฟังว่า ไม่เคยหยุดลุยตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้านวันนิมมาน จนวันนี้แบรนด์เติบโตสู่ 16 สาขาทั่วไทยที่เป็นร้านของแบรนด์เอง รวมถึงมีร้านที่อยู่ในคิงพาวเวอร์ One Bangkok และกำลังจะเปิดเพิ่มอีกสองแห่งในภูเก็ต และดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค
หากจะแบ่งระยะของการเดินทาง ปอร์ช แบ่งเป็น 3 เฟส
เฟส 1: พิสูจน์ตัวตน เรารอดได้
เขาอธิบายว่า เฟสแรกคือการ 'สร้างราก' และ 'เอาชีวิตรอด' ให้ได้ก่อน ช่วงโควิด คือบทพิสูจน์ว่าเราอยู่รอดไหม ตอนนั้นต้องปรับตัวทุกทาง ทั้งเริ่มทำออนไลน์ครั้งแรก ปรับไซส์สินค้าให้เล็กลง และหาช่องทางใหม่ ๆ อย่าง TikTok Live เพื่อให้แบรนด์มีตัวตนในสายตาคนไทย
เฟส 2: ลุยแบบกองโจร ทำทุกอย่างให้กลายเป็นระบบ
ตอนนี้ JOURNAL อยู่เฟส 2 คือเริ่มทำให้ทุกอย่าง ‘เป็นบริษัท’ มากขึ้น จากการบริหารแบบเฒ่าแก่สั่งลุยในยุคแรก (“เอา หมด!”) วันนี้ปอร์ชมองว่า JOURNAL ต้องเติบโตอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางแผนการเงิน การจ้างออดิเตอร์ ไปจนถึงการจัดโครงสร้างองค์กรและระบบบัญชีชุดใหญ่
“ตอนนี้เรามีคนในทีมกว่า 200 คน ถ้าผมตัดสินใจพลาด มันไม่ใช่แค่เงินหาย แต่คือโอกาสของทั้งบริษัทที่หายไปด้วย ทุกการตัดสินใจที่เคยเป็นแค่ 'ลองดู' วันนี้ต้องคิดเป็น 'แผนธุรกิจ' นั่นจึงทำให้แผนต่อไปคือเริ่มวางทีมใหม่ ทั้ง ทีมไลฟ์เชียงใหม่ ที่จะลุยคอนเทนต์แบบครบวงจร ทีมโปรโมชัน-อีคอมเมิร์ซ และการตลาดเฉพาะกิจ เพื่อขยายฐานออนไลน์อย่างมียุทธศาสตร์"
เฟส 3: ไปให้ถึง ‘มหาชน’ หรือขยายช้อปทั่วโลก
แผนเฟส 3 ของ JOURNAL คือความฝัน แต่ยังไม่ชัดว่าจะ 'เข้าตลาดหุ้น' หรือ เปิดสาขาต่างประเทศ' แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ทุกอย่างต้องพร้อมก่อน
“ถ้าทุกอย่างสมบูรณ์ในเฟส 2 ผมถึงจะมีทางเลือก แต่ถ้าทำแบบบ้าน ๆ หรือไม่ไมีอะไรพร้อม เราจะไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรเลย”
“ผมมองบริษัทคือทีมชาติ ตัวแทนทีมไทยไปพรีเซ้นส์ชาติตัวเอง ถ้าเราไม่เก่งพอไปถึงจุดนั้น เราก็ต้องหาคนเก่งกว่ามาช่วยบริหาร ถ้าผมไม่รันเอง ก็ขอเป็นคนชี้นำก็พอ” เขากล่าวอย่างไม่ยึดติด
ทางแยกเฟส 3
JOURNAL วางแผนชัดเจนว่า หากจะเปิดช็อปต่างประเทศเองโดยไม่พึ่งดิสทริบิวเตอร์ จะต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ซึ่งมีสองทางคือ 'เข้าตลาด' หรือ 'จับมือกับพาร์ตเนอร์ระดับโลก'
"เพราะอย่างที่บอกว่า ถ้ามันสมบูรณ์มาก ๆ แข็งแรงมาก ๆ ถึงตอนนั้นเราค่อยเลือกได้ว่าจะกดปุ่มทางไหน ดังนั้นธงของผมอีก 3 ปี (2572) นับปัญชีชุดใหญ่ ค่อยมาว่ากันว่าจะเข้าไม่เข้า แต่ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบก่อน"
โตให้ได้ด้วย ‘แพลนเอ’ ก่อน
แม้จะมีแผนสารพัดในหัว แต่ทั้งปอร์ชและฟ้าก็เห็นตรงกันว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ…
“อย่าหวังสำเร็จจากแพลนบี ตลอดเวลา เราควรสำเร็จให้ได้ด้วย ‘แพลนเอ’ สักที”
ที่ผ่านมา JOURNAL พัฒนาสินค้าใหม่ ๆ มาหลายอย่าง บางตัวก็เฟล แต่พวกเขาเชื่อว่า ถ้ายังไม่สำเร็จจากแกนหลัก ก็ไม่ควรแตกไลน์มากเกินไป วันนี้แกนหลักคือน้ำหอมและบอดี้ออยล์ โดยเฉพาะออยล์ที่ JOURNAL ตั้งเป้าจะเป็น เบอร์หนึ่งในไทย และกำลังพัฒนาเวอร์ชันใหม่ เช่น ออยล์กันแดด ที่ตอบโจทย์อากาศเมืองร้อน
ไม่หยุดลงทุน แม้ยอดลูกค้าชาวจีนจะลดลง
“ในวันที่ทุกคนลดงบ เราอัดงบเพิ่ม เพราะเชื่อว่า ถ้าจีนกลับมา ร้านเราจะทะลัก”
การที่แบรนด์มี “คุณพีพี-กฤษฏ์” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ของ JOURNAL Body Oil เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ ก็มีชื่อปรากฏตามสื่อ แม้ทัวริสต์จีนไม่เยอะเท่าเดิม ก็กลายเป็นแต้มต่อมหาศาล เพราะคนจีนที่ยังเที่ยวอยู่ หรือยังเห็นแบรนด์ JOURNAL อยู่ในกระแส
เป้าปีนี้ยอดขาย 500-600 ล้านบาท
โดยในปี 2568 แบรนด์ตั้งเป้ายอดขายบอดี้ออยล์ไว้ที่ 250 ล้านบาท และยอดขายรวมแบรนด์ที่ 500 ล้านบาท พร้อมแผนขยายผลิตภัณฑ์เปิดตัวกลิ่นใหม่ และขยายช่องทางจำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าตลาดในไทยจะโตจะกระแสของคนไทยใช้แบรนด์ไทย
ปอร์ชบอกว่า เป้าหมายปีนี้ 500 ล้าน 'ต้องถึง' แต่ 600 ล้าน 'ก็แอบหวัง'
พร้อมกับยอมรับตรงไปตรงมาว่า ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับ 'จังหวะ' ในไตรมาสสุดท้ายของปี ถ้าการท่องเที่ยวจีนฟื้นแบบปีก่อน มีลุ้นทะลุเป้า แต่ถ้าเศรษฐกิจยังสะดุด หรือการเมืองยังไม่นิ่ง ก็อาจต้องพึ่ง 'สิ่งศักดิ์สิทธิ์' กันบ้าง และอยากให้แบรนด์โตอีก 2-3 เท่า ในปีหน้า ซึ่งทุกวันนี้ การมีออนไลน์ ทำให้สินค้าไปถึงพันล้านได้แน่ ๆ แต่อยู่ที่จังหวะ
สิ่งที่ปอร์ชและฟ้า พูดตรงกันอีกเรื่องคือคือ 'ไทม์มิ่ง'
“ถ้าเราไม่เปิดร้านในวันนิมมาน ปี 2017 แล้วไปเปิดตอนนักท่องเที่ยวเริ่มซาลงใน 2019 เราอาจไม่รอดโควิด เพราะไม่มีทุนสำรอง หรือถ้า TikTok ไม่มาในปีที่เราลงทุนหนักกับออนไลน์ แบรนด์ก็อาจจะหายไปแล้วเหมือนกัน”
สินค้าดี + ขายเก่งอยู่รอดในยุคนี้
แม้วันนี้ JOURNAL จะเป็นแบรนด์เครื่องหอมไทยที่คนพูดถึงมากที่สุดแบรนด์หนึ่ง แต่พวกเขาก็ยังเรียกตัวเองว่า SME และยังไม่เคยลืมว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์มาจากศูนย์ วันนึงทั้งสองก็อยากให้แบรนด์ไปอยู่เลเวลเดียวกันกับแบรนด์ใหญ่ที่มีหน้าร้านสวย ๆ ในห้างเหมือนกัน
ปอร์ชสรุปให้ฟังว่า สินค้าดี + ขายเก่ง เท่ากับอยู่รอดได้ทุกยุค
“ผมเจอเจ้าของธุรกิจท่านหนึ่งสมัยตะลอนขายของทั่วประเทศ ท่านบอกว่า คนจะรอดต้องมีสองอย่าง คือ สินค้าดี หรือขายเก่ง ถ้ามีทั้งคู่ = ไปได้ไกล”
เขาเชื่อว่า ถ้าวันนี้ใครยังไม่มีของดี ก็จงหาของให้เจอ ถ้าไม่กล้าขาย ก็จงฝึก เพราะทุกอย่างอยู่ที่ 'เริ่ม' และ 'ไม่เลิก' แพ้ยังไม่เท่าไหร่…แต่เลิกคือจบ
“เสียงในหัวเราจะบอกให้เลิกทุกวัน เสียงรอบข้างก็เหมือนกัน แต่โลกนี้มีที่ยืนให้เฉพาะคนที่ไม่ยอมแพ้เท่านั้น”
ปอร์ชบอกว่าเขาสอนลูกเสมอว่า “ถ้าวันนี้เรายังไม่สำเร็จ ก็แค่ยังไม่สำเร็จ…แต่มันยังไม่ใช่ความพ่ายแพ้”
อย่าแข่งที่ 'ราคา' แต่แข่งที่ 'คุณค่า'
ส่วนฟ้าให้ความเห็นว่า หากจะสร้างแบรนด์ให้ยั่งยืน ต้องไม่เล่นเกม 'ตัดราคา' เพราะนั่นคือทางลัดสู่การเจ๊ง
“เราต้องเชื่อมั่นในคุณภาพของตัวเอง และขาย Value ให้คนรู้ว่า ทำไมเขาต้องเลือกเรา ไม่ใช่แค่เพราะถูกกว่า เมื่อคนเข้าใจคุณค่าของแบรนด์แล้ว ราคาก็จะกลายเป็นเรื่องรอง และความภักดีจะกลายเป็นพลังหลัก"


