
ยูโอบี เสนอรัฐเปิดนำเข้าสินค้าเกษตรแลกภาษีสหรัฐ เฉพาะจำเป็น
ส่งออกภาคเครื่องใช้ไฟฟ้า-เครื่องจักร กระทบหนักจากภาษีทรัมป์ 36% ยูโอบี เสนอรัฐเปิดตลาดเกษตรแบบ Selective เจาะเฉพาะสินค้าจำเป็น ยื้อภาคเปราะบางจากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ
ยูโอบี ชี้ผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักรกลที่ไทยส่งออกเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เสี่ยงกระทบต้นทุนและความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันยังชี้ว่าอุตสาหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร และกลุ่มสายป่านสั้น อาจเจอสัญญาณปิดโรงงานเพิ่มขึ้น หากขาดมาตรการเยียวยาจากรัฐ
- เปิดตลาดแบบ Selective เน้นยื้อภาคที่เปราะบาง
นายสถิตย์ แถลงสัตยา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจสัมพันธ์ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวทางเจรจาสหรัฐแลกภาษี ไทย หากรัฐเปิดตลาดเกษตรกับสหรัฐ ควรใช้แนวทาง Selective หรือการเปิดตลาดแบบคัดกรองอย่างระมัดระวัง โดยกลุ่มสินค้าใดที่มีอุปสงค์ในประเทศอยู่แล้ว และไทยยังผลิตไม่พอ เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด อาจเปิดให้นำเข้าได้ แต่ในส่วนที่มีความเปราะบาง หรือเสี่ยงกระทบสูง รัฐควรชะลอหรือยื้อตราบเท่าที่จะทำได้
“รัฐมีข้อมูลอยู่แล้วว่าสินค้ากลุ่มใดอ่อนไหว เช่น เนื้อหมู หรือสินค้าเกษตรแปรรูป ทำบางรายการเสนอไป ใช้ข้อมูลนั้นในการตัดสินใจเชิงนโยบาย”
- เกษตรกรไทยเผชิญความท้าทาย
ในมิติระยะยาว นายสถิตย์ ชี้ว่า ไทยต้องเร่งสนับสนุนการปรับตัวของภาคเกษตร ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แม้จะเป็นเรื่องท้าทาย เพราะแรงงานเกษตรส่วนใหญ่มีอายุสูงและที่ดินมีขนาดเล็ก
“เรายอมรับว่าการช่วยเกษตรกรให้ปรับตัวเป็นเรื่องยาก แต่จำเป็น เพราะสุดท้ายการแข่งขันในตลาดโลกจะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ”
- 2 กลุ่มอุตสาหกรรม “เสี่ยงสุด” เมื่อภาษี 36% มาเยือน
นายสถิตย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า 2 อุตสาหกรรมหลักที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักรกล ซึ่งรวมกันแล้วมีสัดส่วนถึง 60% ของการส่งออกไทยไปยังสหรัฐฯ หากต้องเผชิญภาษี 36% ตามนโยบายของทรัมป์ จะกระทบต้นทุนการผลิต ทำให้ราคาสินค้าไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ โดยเฉพาะจีน ที่แม้จะโดนภาษีสูงกว่า (ราว 55%) แต่ด้วยขนาดการผลิตที่ใหญ่ ทำให้สามารถลดราคาต่อหน่วยได้มากกว่าไทย
“จีนเขาโดนภาษีเยอะ แต่เขาสเกลใหญ่ ลดราคาต่อหน่วยได้อีก ส่วนเวียดนามก็เป็นคู่แข่งสำคัญในตลาดเดียวกันกับเรา”
- จับตาสัญญาณ “ปิดโรงงาน” – สายป่านสั้นอาจอยู่ไม่รอด
แม้จะยังไม่มีตัวเลขแน่ชัด นายสถิตย์ มองว่าเห็นพ้องกับผลวิจัยจากหลายฝ่ายที่ชี้ว่า หากมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ถูกใช้จริง อาจเห็นสัญญาณการปิดกิจการ หรือย้ายฐานการผลิตมากขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่มี “สายป่านสั้น” ไม่สามารถต้านทานต้นทุนที่สูงขึ้นได้
“ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของแต่ละธุรกิจว่าทนไหวแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ 2 เซกเตอร์นี้ต้องจับตา เพราะเสี่ยงสูงที่สุด”
- Healthcare รอดเพราะ “ขายในประเทศ” ไม่พึ่งส่งออก
ในมุมกลับ นายสถิตย์ กล่าวต่อว่า กลุ่มธุรกิจบริการสุขภาพและการแพทย์ (Healthcare) เป็นหนึ่งในไม่กี่กลุ่มที่อาจ “รอด” จากผลกระทบครั้งนี้ เนื่องจากพึ่งพาอุปสงค์ภายในประเทศเป็นหลัก ไม่ได้ขึ้นกับตลาดส่งออกมากนัก อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของธุรกิจกลุ่มนี้ในโครงสร้างเศรษฐกิจยังถือว่าน้อย จึงอาจไม่เพียงพอจะพยุงเศรษฐกิจได้หากกลุ่มอุตสาหกรรมหลักได้รับผลกระทบหนัก
อย่างไรก็ตาม นโยบายขึ้นภาษีของทรัมป์กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ธนาคารยูโอบีแนะรัฐใช้กลยุทธ์เปิดตลาดแบบ Selective ควบคู่กับมาตรการเยียวยาและเสริมแกร่งให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อรับมือกับความท้าทายจากโลกที่ไม่แน่นอนอย่างถึงที่สุด







