posttoday
"งาดำ อุบลราชธานี 3" พืชทางเลือก ปลูกง่าย สร้างรายได้เกษตรกร

"งาดำ อุบลราชธานี 3" พืชทางเลือก ปลูกง่าย สร้างรายได้เกษตรกร

26 พฤษภาคม 2567

กรมวิชาการเกษตรชูผลงานวิจัย “งาดำ พันธุ์อุบลราชธานี 3” ประโยชน์ล้น ปลูกง่าย สร้างรายได้ไร่ละ 3,000 บาท ถือเป็นทางเลือกสำหรับเกษตรกรปลูกพืชหลังนา

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินงานวิจัยงาทั้งด้านเทคโนโลยีการปลูก การผลิตงา และการแปรรูป โดยมีองค์ความรู้และเทคโนโลยีการปลูกงาในสภาพไร่และรา ทั้งในระบบอินทรีย์ เกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) และเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว และการแปรรูปงาเพิ่มเพื่อมูลค่าให้แก่งา พร้อมที่จะถ่ายทอดให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่สนใจ 

โดยเฉพาะ “งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3” ซึ่งลักษณะเด่นให้ผลผลิตเฉลี่ย 135 กิโลกรัม/ไร่ เมล็ดโต มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง 12,813 มิลลิกรัม /กิโลกรัม แคลเซียมสูง 0.73%  และมีอายุเก็บเกี่ยว 80 – 85 วัน  

ที่ผ่านมาเกษตรกรมีความพึงพอใจกับผลผลิต “งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3” สามารถปลูกเป็นพืชหลังนา ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง มีรายได้เสริมจากการจำหน่ายผลผลิตงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 รวมทั้งผู้ประกอบการมีความพึงพอใจกับผลผลิตงาอินทรีย์ 

แต่ยังมีปัญหาปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด การเพิ่มพื้นที่ของการปลูกงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 จึงมีความจำเป็น ซึ่งเกษตรกรรายใหม่มีความสนใจและอยากเรียนรู้การปลูกงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 แต่มีข้อจำกัดคือ เกษตรกรในพื้นที่ใหม่ยังไม่มีความคุ้นชินกับการปลูกงาตามหลักวิชาการต่อไป

"งาดำ อุบลราชธานี 3" พืชทางเลือก ปลูกง่าย สร้างรายได้เกษตรกร

ยกระดับงานวิจัยให้เข้าถึงเกษตรกร

นางศิริรัตน์ กริชจนรัช นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี อธิบายเพิ่มเติมว่า ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี ได้ดำเนินโครงการ 3 โครงการเพื่อนำงานวิจัยงาไปใช้ประโยชน์ถ่ายทอดสู่เกษตรกร คือ

1.โครงการเทคโนโลยีการปลูกงาในนาข้าว จากวิสาหกิจชุมชนสู่อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ โครงการนี้ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในชุมชน ตำบลขามเปี้ย อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ปลูกงาอินทรีย์หลังการทำนาปี  

โดยจัดอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านแปลงต้นแบบ มีการติดตามแปลงต้นแบบและแปลงขยายผล จำนวน 25 แปลง มีเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จในการปลูกงาจนเก็บเกี่ยวผลผลิต 18 ราย พื้นที่ 20 ไร่ ผลผลิตรวม 441 กิโลกรัม และจำหน่ายให้แก่บริษัทในราคากิโลกรัมละ 100 บาท

2. โครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบ เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์และงา GAP ในสภาพนา เพื่อยกระดับรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานีมีแนวคิดที่จะสร้างเกษตรกรต้นแบบในการผลิตเมล็ดพันธุ์งาคุณภาพ เพื่อให้เกษตรกรผลิตใช้เองหรือจำหน่ายในชุมชน ช่วยลดต้นทุนการซื้อเมล็ดพันธุ์ และเป็นรายได้เสริมให้กับเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ 

ผลการดำเนินงานได้สร้างชุมชนต้นแบบผลิตเมล็ดพันธุ์งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 ได้ 3 ชุมชน ได้เกษตรกรต้นแบบเพื่อถ่ายทอดหรือให้คำแนะนำการผลิตเมล็ดพันธุ์งา จำนวน 10 ราย แปลงต้นแบบผลิตเมล็ดพันธุ์ จำนวน 20 แปลง พื้นที่ 35 ไร่ ผลผลิตเมล็ดพันธุ์งารวม 1,498 กิโลกรัม ผลตอบแทนในการผลิตเมล็ดพันธุ์งา GAP ของแปลงต้นแบบ 4,538 บาท/ไร่ งาอินทรีย์ 5,470 บาท/ไร่ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 3,000 บาท/ไร่  

3. โครงการการพัฒนาศักยภาพผู้นำเกษตรกรและกลุ่มเกษตรในชุมชนต้นแบบการผลิตงา ขับเคลื่อนระบบการผลิตและการแปรรูป เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน จากการดำเนินงานได้สร้างชุมชนต้นแบบการผลิตงา 3 ชุมชน เกษตรกรต้นแบบ 10 ราย เป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดความรู้ด้านการปลูกงาและการแปรรูปงา ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่สามารถผลิตได้ในระดับชุมชน 2 ผลิตภัณฑ์ คือ 

สบู่งาและน้ำมันนวดน้ำมันงา ซึ่งกลุ่มเกษตรกรได้ปรับสูตรและติดฉลากภายใต้ชื่อกลุ่มเกษตรกร โดยศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานีแนะนำให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปงาได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของตัวสินค้า ซึ่งขณะนี้กลุ่มวิสาหกิจกำลังดำเนินการขอรับรอง


"งาดำ อุบลราชธานี 3" พืชทางเลือก ปลูกง่าย สร้างรายได้เกษตรกร

“งาดำ” ปลูกอย่างไร?

เกษตรกรภายใต้โครงการที่นำ “งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3” มาใช้ประโยชน์ ได้มีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งภายในชุมชน  ทำให้ได้เกษตรกรต้นแบบที่มีความกระตือรือร้นผลิตงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 อินทรีย์ครบวงจร ทั้งการผลิตวัตถุดิบและการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์งา ทำให้มีความต้องการปลูกอย่างต่อเนื่อง 

โดยกรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ปลูกงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3  โดยใช้อัตราเมล็ด 0.5-1 กิโลกรัม/ไร่ เตรียมดินปลูกให้มีความร่วนซุย ใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 500-1,000 กิโลกรัม/ไร่ ควรให้น้ำทุกสัปดาห์ จากนั้นให้น้ำเมื่อดินแห้ง 

ทั้งนี้ ควรถอนแยกให้ต้นงามีระยะห่างที่เหมาะสมไม่ชิดกันจนเกินไป หมั่นตรวจสอบการเข้าทำลายของหนอนกระทู้ใบงา ซึ่งสามารถป้องกันกำจัดด้วยการใช้น้ำหมักสมุนไพร สามารถเก็บเกี่ยวงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 ได้เมื่ออายุ 95-100 วัน หรือฝักคู่ที่ 3 นับจากยอดเมล็ดเปลี่ยนเป็นสีดำ


"งาดำ อุบลราชธานี 3" พืชทางเลือก ปลูกง่าย สร้างรายได้เกษตรกร

“งาดำ” มีประโยชน์อย่างไร?

ข้อมูลของ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า “งาดำ” อุดมไปด้วยด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เช่น วิตามินบีรวม แมกนีเซียม โพแทสเซียม โซเดียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แคลเซียมและสังกะสี ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก และวิตามินอีช่วยบำรุงผิวพรรณ 

เมื่อกินงาดำเป็นประจำจะช่วยให้กระดูกแข็งแรง ผิวพรรณดี ลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือโรคความดันโลหิตสูง ป้องกันโรคมะเร็ง โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ ผู้สูงอายุควรกินงาดำวันละ 10 ช้อน คนวัยทำงานควรกินงาดำวันละ 3 – 4 ช้อน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท