
พิชัย สั่งตั้งงบฯ หมื่นล้าน ลบประวัติหนี้เสียรายย่อย
พิชัย รมว.คลัง เตรียมตั้งงบ 1 หมื่นล้านบาท เร่งล้างประวัติหนี้เสียลูกค้ารายย่อย กว่าล้านราย รายละไม่เกิน 1 หมื่นบาท กำหนดใช้คืนไม่เกิน 2 ปี ส่วนตั้ง JVAMC ออมสิน-BAM จะแล้วเสร็จมิ.ย.นี้
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ธนาคารออมสิน และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ช่วยแก้หนี้ให้กับลูกค้าที่เป็นหนี้เสีย รายละไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งปัจจุบัน มีปัญหาข้อมูลติดในระบบเครดิตบูโร กว่า 1 ล้านราย ซึ่งหากพิจารณาแล้วเสร็จ ให้ดำเนินการได้ทันที
ทั้งนี้ รัฐบาลจะตั้งงบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท มาใช้หนี้ในส่วนนี้ให้ก่อน เพื่อให้ลูกหนี้ กลุ่มดังกล่าวกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง และชำระหนี้ได้ตามความสามารถ โดยกำหนดกรอบเวลาชำระคืนไม่เกิน 2 ปี
รัฐบาลยินดีตั้งงบหมื่นล้านบาท มาช่วยคนที่มีหนี้ค้างมานาน ไม่เคลื่อนไหว เพื่อให้ธนาคารได้รับการชำระคืน ไม่ต้องเป็นหนี้เสีย สามารถกลับมาผ่อนใหม่ ภายใน้เงื่อนไขใหม่ รัฐบาลจะใช้งบปลดหนี้ให้ ซึ่งทำได้เลย ขอไปดูก่อนว่าจะใช้งบส่วนไหน แต่รู้ว่ามีเงินมาแน่นอน
ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสินกล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะช่วยเร่งรัดติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณที่ผ่านการอนุมัติจากครม.เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยในโครงการสินเชื่อโควิด-19 ราว 1.4 ล้านราย โดยแบ่งเป็นลูกหนี้ธนาคารออมสิน 8 แสนราย เป็นมูลหนี้ 6 พันล้านบาท ธนาคาร ธ.ก.ส. 6 แสนราย มูลหนี้ 3 แสนล้านบาท ซึ่งที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถทำให้ประชาชนกว่า 1 ล้านราย หลุดจากการเป็นหนี้เสีย ไม่ติดเครดิตบูโร และสามารถดำเนินทุรกรรมทางการเงินได้
นายพิชัย กล่าวว่า ส่วนหนี้เสียที่มีมูลค่าหนี้บวกลบในระดับ 30,000-50,000 บาท โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งที่ผ่านมา ธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้สูญ และตัดจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายไว้แล้ว ก็จะมีการตัดขายหนี้ลงมาให้กับ บริษัทร่วมทุน Joint Venture Asset Management Company : JVAMC ซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างธนาคารออมสินกับ บริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด หรือ แบม ซึ่งทั้งหมดจะมีความชัดเจนภายในเดือน พ.ค. และเสร็จสิ้นใน มิ.ย.นี้
หนี้เสียกลุ่มนี้ต้องมีระบบเรียกเก็บหนี้รายย่อยที่มีประสิทธิภาพ คงต้องหาคนมีประสบการณ์ ในส่วนนี้คงทำงานร่วมกับ BAM ซึ่ฝบริหารจัดการได้ และเป็นการดำเนินการกึ่ง ๆ กิจการ้พื่อสังคม (CSR) บางส่วนได้กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง แต่ก็ต้องทำเพื่อเป็นการอก้ปัญหา เป็นการอุ้มลูกหนี้ที่ไม่มีทางออก
ส่วนกรณีความคืบหน้าการฟื้นกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ให้หน่วยงานไปดูรายละเอียด ที่จะสามารถเรียกความสนใจของนักลงทุน ซึ่งในอดีตมีคนนิยมซื้อมูลค่าถึง 3-4 แสนล้านบาท ถ้ามีการจัด SET50 ใหม่มันก็อาจจะกลับมาได้ และช่วยกระตุ้นมูลค่าตลาดที่หายไป 1 ล้านล้านบาทให้กลับมาได้ แต่คงต้องหาอายุที่เหมาะสมให้คนสนใจ ว่ามีอายุกี่ปี พอมีไอเดียแล้วอะไรทำได้เร็วที่สุดก็ต้องทำ คนที่ดูแล ดูให้รอบคอบ ก็พิจารณาพร้อมเดินหน้า
LTF ในอดีตคนนิยม เข้าซื้อประมาณ 3-4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่า LTF ช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยได้โดยตรง จากจะมีเม็ดเงินใหม่เข้ามามากขึ้น หรือมีมาร์เก็ตแคปที่หายไป 1 ล้านล้านบาท







