
กางโรดแมพอุตสาหกรรมหนุนเอสเอ็มอีไทยเน้นเติมทุนคู่ความรู้ปรับให้ไปต่อ
กางโรดแมพอุตสาหกรรมระดมหน่วยงานติดปีกเอสเอ็มอีไทย เน้นเติมทุนคู่ความรู้เร่งปรับให้อยู่รอดได้ แจกเป้าดีพร้อมยกระดับกว่า 18,400 ราย เร่งมูลค่าเพิ่มกว่า 10,000 ล้านบาท ย้ำ SME D Bank อย่ายึดติดภาพระบบราชการ
นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสากรรม เปิดเผยถึงแนวทางสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีว่า ด้วยปัจจุบันที่มีจำนวนกว่าร้อยละ 95 ของวิสาหกิจทั้งหมด ส่วนใหญ่แล้วต้องการเงินทุนสำหรับการดำเนิน กิจการ แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สามารถอยู่รอด ในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน คำว่า “เติมทุนคู่พัฒนา” จึงเป็นหลักการที่สำคัญใน การช่วยเหลือเอสเอ็มอีทุกระดับ ไม่เฉพาะแต่วิสาหกิจรายที่ยังมีความอ่อนแอเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิสาหกิจที่มีความเข้มแข็ง ต้องการที่จะขยายตัว และเติบโตอย่างมั่นคง
ปัจจุบัน มีหน่วยงานจำนวนมากที่เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือทั้งทั้งภาคการผลิต การค้า และบริการ โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่เชิงนโยบายคือ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือ กสอ. สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank
ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั้งการเข้าร่วมประชุม ครม.สัญจร และการตรวจเยี่ยมโครงการเชิงนโยบายของกระทรวง ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ประกอบการในทุกระดับ ต่างก็มีความเชื่อมั่นว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะเป็นที่พึ่งแก่ผู้ประกอบการในการแก้ปัญหาการอำนวยความสะดวก ตลอดจนเพิ่มการเข้าถึงโอกาส (RESHAPE THE ACCESSIBILITY) ผ่านการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (FINANCIAL INCLUSION) โดยพัฒนากลไก การให้สินเชื่อและการค้ำประกันสินเชื่อกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ แต่ขาดหลักประกันหรือหลักประกันไม่เพียงพอ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ภายใต้ความร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และสถาบันการเงินต่าง ๆ
นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวอีกว่ายังวางแนวทางเสริมความแข็งแกร่งทางด้านการเงินให้กับผู้ประกอบการไทยผ่านเงินทุนหมุนเวียน เพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อ รูปแบบใหม่ที่สอดรับกับความต้องการของแต่ละกลุ่มและการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการเงินเบื้องต้น (Financial Literacy)
เช่นเดียวกับมีการยกระดับการให้บริการ (DIPROM E-SERVICE) โดยเร่งการปฏิรูประบบการให้บริการของภาครัฐให้ก้าวทันการ เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Disruption) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ สามารถเข้าถึงการบริการของดีพร้อมผ่านระบบออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างครบวงจร และเป็นการกระจายการ ให้บริการที่ครอบคลุมกับความต้องการในแต่ละพื้นที่
นอกจากนี้ยังมีการขยายเครือข่ายความร่วมมือ ( DIPROM CONNECTION) โดยเร่งเดินหน้าสร้างความร่วมมือและบูรณาการกับองค์กรภาครัฐและเอกชนทั้งในและ ต่างประเทศ กระชับความสัมพันธ์ และสร้างเครือข่ายในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นในประเทศต่าง ๆ ในลักษณะ Local-to-Local เพื่อ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย ผ่านการเชื่อมโยงกับ Big Brother การสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การส่งเสริมการลงทุน การเจรจา จับคู่ธุรกิจ ตลอดจนการร่วมกันดำเนินโครงการและกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ
"ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ดีพร้อมมีเป้าหมายการส่งเสริมและพัฒนายกระดับผู้ประกอบการกว่า 18,400 ราย คาดจะสามารถสร้าง มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท ภายใต้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท"
นางสาวพิมพ์ภัทรากล่าวอีกว่า ล่าสุดยังได้มอบนโยบายกับ SME D Bank ว่า ควรเข้าหากลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างการรับรู้ ในการมีอยู่ของ SME D Bank ตลอดจนบริการที่สามารถสนองความต้องการ ของกลุ่มเป้าหมาย โดยเน้นให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาควบคู่กับการให้สินเชื่อ เชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากเครือข่าย พันธมิตรภายในกระทรวง (อาทิ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สำนักงาน คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย และสถาบันเครือข่ายของกระทรวง) และเครือข่ายนอกกระทรวง
อย่างไรก็ตาม หนึ่งใน Key Message ของท่านนายกรัฐมนตรี ในการประกาศวิสัยทัศน์ประเทศไทย คือ การยกระดับการ ทำงานด้วย One-Stop Service จึงอยากให้ SME D Bank พิจารณา “รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง” ขั้นตอนการ ทำงาน เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ และมีศูนย์ One Stop Service สำหรับให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในทุกกระบวนงาน มุ่งสู่การเป็น Digital Banking ในเร็ววัน
ทั้งนี้เพื่อให้ SME D Bank เน้นใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวในการวิเคราะห์ วิจัย และประมวลผลเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก (SME Insight) สำหรับการกำหนดนโยบาย การเผยแพร่ ข้อมูล ตัวเลข และ Success Case ที่เกี่ยวกับเอสเอ็มอีสู่สาธารณะในแต่ละเดือน โดยรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม จะเป็นผู้แถลงข่าวในเรื่องดังกล่าว
"ได้เน้นย้ำกับ SME D Bank ว่า จะต้องยึดแนวทาง การพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ ESG (Environment-Social-Corporate Governance) เพื่อให้เป็นสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ เป็นมิตรกับสังคม และสิ่งแวดล้อม มีธรรมาภิบาล และมีผลิตภาพสูง แม้ว่า SME D Bank จะเป็นสถาบันการเงินของรัฐ แต่ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับภาพราชการ ควรปรับภาพลักษณ์องค์กรให้เป็น Professional Banking สร้างวัฒนธรรม การทำงานที่โปร่งใส เป็นธรรม และมีความเป็นมืออาชีพ"
จุดประกายธุรกิจฮาลาล
นางสาวพิมพ์ภัทรายังเปิดเผยถึง แนวทางในการยกระดับอุตสาหกรรมของไทยให้สอดรับกับกติกาโลกและเทรนด์ของผู้บริโภคโดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมดั้งเดิมให้มีการ เปลี่ยนแปลงไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมฮาลาล เป็นหนึ่งอุตสาหกรรม ที่มองเห็นโอกาสจากการเติบโตของตลาดโลก ที่มีมูลค่าสูง ถึง 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ประเทศไทยส่งออกได้เพียงปีละเพียงแค่ 2.7% ของตลาดโลกเท่านั้น ขณะที่ศักยภาพของทรัพยากรของไทยยังมีโอกาสสูง
ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้นำเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา ซึ่งนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ได้ให้ความเห็นว่า รัฐบาลตระหนัก ดีถึงความสำคัญของอาหารฮาลาล เนื่องจากสามารถส่งออกได้ในพื้นที่ ที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น เช่น แอฟริกา ตะวันออกกลาง ดังนั้นจึงควรยกระดับความสำคัญของอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 เห็นชอบในหลักการ ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ
หลังจากนั้น รมว.อุตสากรรม ได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับ อุตสาหกรรมฮาลาลว่าอยู่ที่กรมใด หรือกระทรวงใด โดยปรากฏว่ามีไม่น้อยกว่า 8 หน่วยงานที่ทำงานแยกกันอยู่ ทั้งที่ทำงานวัตถุประสงค์เหมือนกัน ส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน ควรมารวมอยู่ที่เดียวกัน ส่วนประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องความเชื่อมั่น ความเชื่อถือในอุตสาหกรรมฮาลาล เนื่องจากไทย ไม่ใช่ประเทศที่เป็นมุสลิม บางครั้งอาจทำให้องค์ประกอบความน่าเชื่อถือในการไปเจรจากับลูกค้าน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ล่าสุดมีโอกาสได้ไปเยือนประเทศซาอุดิอาระเบียเพื่อหารือเรื่องการยกระดับการรับรองมาตรฐาน "ฮาลาล" สู่ตลาดโลก
นางสาวพิมพ์ภัทราเปิดเผยอีกว่า นอกจากนี้ยังได้ขอให้ SASO สนับสนุนการให้การรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหารและ ผลิตภัณฑ์ฮาลาลของไทย โดยสินค้าฮาลาลของไทย แม้ว่าจะเป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพ แต่ปัญหาอุปสรรคหนึ่งใน ด้านการค้าคือ การยอมรับผลการตรวจสอบรับรองและเครื่องหมายรับรอง ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่ง ยกระดับอุตสาหกรรมฮาลาล
ทั้งนี้ล่าสุดได้จัดทำร่างข้อเสนอกลไกในการบริหารจัดการองค์การอุตสาหกรรมฮาลาลแห่งชาติ หรือ อกฮช. ซึ่งมีประเด็นสำคัญ อาทิ การเสนอแต่งตั้งผู้แทนการค้าไทย การกำหนดอำนาจ หน้าที่ และบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าฮาลาลระหว่างประเทศ ส่งเสริมการผลิตและการขอรับมาตรฐาน 2 ฉบับแก้ไข 12.3.67 เวลา 12.20 น ฮาลาล โดยเบื้องต้นกำหนดใช้พื้นที่ของสถาบันอาหารในระยะเริ่มต้นดำเนินการ และเสนอของบประมาณจัดตั้ง จำนวน 630 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ เตรียมเสนอขอสนับสนุนบุคลากรผู้มีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมฮาลาลจาก 4 กระทรวง หลัก ประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวง การต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 27 อัตรา เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในระยะเริ่มต้น สำหรับการพิจารณา ความเหมาะสมของการจัดตั้งว่าจะเป็นองค์การมหาชน หรือ หน่วยงานระดับกรม ให้เป็นหน้าที่ของสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ กพร. เป็นผู้ประเมินต่อไป
ทั้งนี้ สำหรับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศมุสลิมในฐานะผู้บริโภค กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสถาบัน พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ISMED เตรียมจัดงาน Thailand International Halal Expo 2024 เพื่อเชื่อมโยงตลาดสินค้าฮาลาลทั่วโลก และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศจำนวน 57 ประเทศ ซึ่งจะมีเวทีสำหรับการจับคู่ธุรกิจ การให้ความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมและการขอรับมาตรฐาน ฮาลาล การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการจัดแสดงสินค้าฮาลาลในธุรกิจอาหาร ธุรกิจบริการ และธุรกิจโรงแรม เพื่อแสดงศักยภาพความพร้อมของประเทศไทย รวมทั้งเป็นการกระตุ้นการลงทุนจากประเทศมุสลิมในอนาคต







