
"SME D Bank" สร้างนิวไฮ ปี66 ดันเอสเอ็มอีไทย ถึงแหล่งทุนทะลุ 7 หมื่นล้าน
SME D Bank โชว์ผลงาน ปี66 เติมทุน-เสริมแกร่ง SME ไทยกว่า 7.06 หมื่นล้าน สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งธนาคาร 4 ปี กว่า 2.3 แสนล้าน NPL ต่ำสุดในรอบ 22 ปี ตั้งเป้าปี67 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 9 หมื่นล้าน ยกระดับสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ พร้อมคิกออฟใช้ระบบ CBS
นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวถึงผลการดำเนินงานของธนาคาร ปี 2566 และภาพรวมตลอด 4 ปี (2563-2566) ว่า ปี 2566 SME D Bank สร้างสถิติใหม่สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมาใน 22 ปี สามารถพาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนกว่า 70,695 ล้านบาท และยังเป็นการสร้าง New High ต่อเนื่อง 4 ปีซ้อน (2563-2566) อีกทั้ง ช่วยสร้างประโยชน์เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยกว่า 323,780 ล้านบาท รักษาการจ้างงานประมาณ 123,200 ราย นอกจากนั้นช่วยพัฒนาเสริมแกร่งธุรกิจอีกกว่า 24,000 ราย
ทั้งนี้ ในปี 2566 ธนาคารได้มีการปรับแผนการดำเนินการในลักษณะการเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนให้มากขึ้น เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมถึงการลดต้นทุน โดยการออกโปรดักส์โปรแกรมในการรีไฟแนนซ์ ทำให้ผู้ประกอบการที่มีต้นทุนสูง เมื่อมีการรีไฟแนนซ์มาจะช่วยลดต้นทุนและภาระดอกเบี้ยลงได้ ทำให้ภาพรวมของพอร์ต 7 หมื่นล้าน
“ 7 หมื่นล้าน เป็นการปล่อยสินเชื่อหมุนเวียน 5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาและไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ธนาคารได้มีการปรับโครงสร้างนี้ให้แก้ผู้ประกอบการ ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงปี 65 โดยธนาคารได้มีการดูแลผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยพัฒนาเรื่องการค้าขายให้ผู้ประกอบการอีกด้วย” นางสาว นารถนารี กล่าว
นางสาวนารถนารี ระบุอีกว่า ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2563-2566) SME D Bank ช่วยเหลือดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างใกล้ชิดโดยเติมทุนช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 231,250 ล้านบาท ก่อให้เกิดประโยชน์สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1 ล้านล้านบาท และช่วยรักษาการจ้างงานได้ประมาณ 752,345 ราย ควบคู่กับช่วยพัฒนาเสริมศักยภาพ ให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและกลับมาฟื้นธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ โดย มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าร่วมและได้รับประโยชน์มากกว่า 75,000 ราย
ขณะเดียวกัน ธนาคารดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน (ฟ้า-ส้ม) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กว่า 83,520 ราย วงเงินรวมกว่า 145,240 ล้านบาท อีกทั้ง สามารถบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อย่างมีประสิทธิภาพ ลงลด 4 ปีติดต่อกัน เหลือเลข 1 หลัก 2 ปีซ้อน โดยปี 2566 ลดเหลือประมาณ 8,690 ล้านบาท คิดเป็น 8.3% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 22 ปี
นางสาวนารถนารี ระบุว่า สำหรับปี 2567 ได้ตั้งเป้าดูแลผู้ประกอบการวงเงิน 9 หมื่นล้านบาท เนื่องจากพื้นฐานการดำเนินการของธนาคารสามารถที่จะให้บริการลูกค้าเอสเอ็มอีได้มากขึ้น โดย SME D Bank จะนำระบบดิจิทัลใหม่ หรือ Core Banking System (CBS) ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี มาใช้งานอย่างเป็นทางการ สามารถให้บริการทางการเงินแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ครบวงจร
รวมถึง ยังมีแพลตฟอร์ม DX (Development Excellent) ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในเดือนมีนาคม 2567 ซึ่งเป็นระบบพัฒนาผู้ประกอบการอัจฉริยะ สร้างสังคมของการเรียนรู้ e-Learning ศึกษาได้ด้วยตัวเอง 24 ชม. รวมถึง ยังช่วยเพิ่มช่องทางขยายตลาด นอกจากนั้น ยังนำหลัก ESG (การดูแลสิ่งแวดล้อม (Environment) ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social) และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance)) มาขับเคลื่อนในทุกมิติขององค์กร สร้างความเชื่อมั่น โปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส สร้างคุณค่าแก่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
นางสาวนารถนารี กล่าวด้วยว่า แม้ในวันที่ 1 มีนาคม 2567 นี้ จะครบวาระการทำงาน 4 ปี ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ แต่ด้วยรากฐานมั่นคงขององค์กร อีกทั้ง ทีมผู้บริหารระดับรองกรรมการผู้จัดการ และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ล้วนเป็นบุคลากรภายในที่ร่วมผลักดันยกระดับองค์กรมาด้วยกัน และยังอยู่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรต่อเนื่อง ทำให้การทำงานทุกด้านของ SME D Bank สามารถเดินหน้าได้ดีอย่างไร้รอยต่อ และเชื่อมั่นว่า SME D Bank พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างทั่วถึง และมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์ความมั่นคงและยั่งยืนแก่ประชาชน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยตลอดไป







