
ถอดกลยุทธ์ Eli Lilly ศึกยาลดน้ำหนัก GLP-1 ยังมีอะไรให้ลุ้น? หลังงบ Q3 โต 39%
Eli Lilly โชว์รายได้ไตรมาส 3 พุ่ง 39% ดันหุ้นทะยานรับยอดขายยากลุ่ม GLP-1 แต่เมื่อยา tirzepatide สร้างรายได้เกือบ 66% ของบริษัท คำถามสำคัญคือ ทำไมยังต้องพัฒนายาลดน้ำหนักตัวใหม่ที่อาจแย่งตลาดกันเอง?
KEY
POINTS
- ผลประกอบการไตรมาส 3 ของ Eli Lilly เติบโต 39% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากยา tirzepatide (กลุ่ม GLP-1) ซึ่งสร้างรายได้เกือบ 66% ของรายได้ทั้งหมด
- บริษัทกำลังพัฒนายาลดน้ำหนักใหม่หลายชนิด เช่น ยาเม็ด (Orforglipron) และยาฉีดที่ออกฤทธิ์ 3 ฮอร์โมน (Retatrutide) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยที่หลากหลาย
- เผชิญความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้จากยาตัวเดียวเป็นหลักและการแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น จึงใช้กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในธุรกิจยาประเภทอื่น
เมื่อคืนนี้ บริษัท Eli Lilly ผู้ผลิตยารายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา กลายเป็นที่จับตาของนักลงทุนอีกครั้ง หลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 โดยมีรายได้รวม 24,397 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 6,451 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16% ส่งผลให้ราคาหุ้น LLY พุ่งขึ้นกว่า 6% หลังการประกาศงบ รวมถึงมีการปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ทั้งปี 2569 อีกว่าหมื่นล้านดอลลาร์! สวนทางกับทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐฯเมื่อวานนี้
การเติบโตครั้งนี้มีแรงขับเคลื่อนหลักจากยา tirzepatide ซึ่งใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วนตามข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุมัติในแต่ละประเทศ โดยเป็นยาฉีดที่ออกฤทธิ์ต่อฮอร์โมน 2 ระบบ ได้แก่ GIP และ GLP-1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งรู้จักกันดีในรูปแบบของ 'ปากกาลดน้ำหนัก'
เมื่อเจาะไปที่ยา tirzepatide สามารถสร้างยอดขายรวม 16,075 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 66% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท แบ่งเป็นยอดขายผลิตภัณฑ์สำหรับรักษาเบาหวาน 10,723 ล้านดอลลาร์ และผลิตภัณฑ์สำหรับรักษาโรคอ้วน 5,352 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
ผลประกอบการที่แข็งแกร่งทำให้ Eli Lilly ปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ทั้งปี 2569 เป็น 91,000–92,000 ล้านดอลลาร์ จากเดิม 85,000–87,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนความต้องการยากลุ่ม GLP-1 ที่ยังเติบโตต่อเนื่องทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ราคาขายสุทธิเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์บริษัททั่วโลกลดลง 15% ขณะที่ปริมาณจำหน่ายเพิ่มขึ้น 53% นำมาสู่การตั้งคำถามว่าการเติบโตของรายได้ส่วนใหญ่มาจากจำนวนยาที่ขายได้มากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันด้านราคาและการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นหรือไม่? และ Eli Lilly จะรักษาการเติบโตของธุรกิจยาลดน้ำหนักต่อไปอย่างไร
มียาลดน้ำหนักขายดีอยู่แล้ว ทำไมต้องพัฒนายาใหม่มาแข่งกันเอง?
คำถามสำคัญคือ ในเมื่อ Eli Lilly มีรายได้มหาศาลจาก tirzepatide อยู่แล้ว ทำไมบริษัทจึงยังพัฒนายาลดน้ำหนักที่ออกฤทธิ์คล้ายกันอีกหลายชนิด และยาใหม่เหล่านี้จะเข้ามาแย่งยอดขายยาเดิมของบริษัทเองหรือไม่?
จากข้อมูลที่บริษัทเผยแพร่ คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ความต้องการของผู้ป่วยที่แตกต่างกัน แม้ยากลุ่ม GLP-1 จะมีเป้าหมายในการช่วยควบคุมน้ำหนัก แต่ยาแต่ละชนิดมีรูปแบบการใช้ ประสิทธิผล และผลข้างเคียงแตกต่างกัน ผู้ป่วยบางรายอาจสะดวกใช้ยาเม็ด ขณะที่บางรายอาจเหมาะกับยาฉีด หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางรักษาเมื่อเวลาผ่านไป
สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่ เคนเนธ คัสเตอร์ (Kenneth Custer) ผู้บริหารด้านโรคหัวใจและเมตาบอลิซึมของ Eli Lilly เคยอธิบายผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์ ถึงแนวทางการพัฒนายาหลายรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ป่วยที่แตกต่างกัน แทนที่จะพึ่งพายาเพียงชนิดเดียว
ทำให้ปัจจุบัน นอกจาก tirzepatide ซึ่งเป็นยาฉีดที่สร้างรายได้หลักแล้ว Eli Lilly ยังมียาอีก 3 แนวทางที่น่าจับตา ได้แก่
- Orforglipron ยาเม็ด GLP-1 เป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สะดวกใช้ยาฉีด โดยได้รับอนุมัติและเริ่มจำหน่ายในสหรัฐฯ แล้ว แต่ยอดขายไตรมาส 3 อยู่ที่ 184 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
- Retatrutide ยาฉีดออกฤทธิ์ 3 ฮอร์โมน ออกฤทธิ์ต่อ GIP, GLP-1 และ glucagon ผลการทดลองระยะที่ 3 พบว่าผู้เข้าร่วมบางกลุ่มมีน้ำหนักลดลงเฉลี่ยสูงสุด 22.6% หลังติดตาม 80 สัปดาห์ โดยบริษัทเตรียมยื่นขออนุมัติในสหรัฐฯ ช่วงต้นปี 2570
- Eloralintide ยาที่ช่วยควบคุมความอิ่มผ่านอีกกลไกหนึ่ง ออกฤทธิ์ต่อระบบฮอร์โมน amylin และอยู่ระหว่างการศึกษาการใช้ร่วมกับ tirzepatide เพื่อประเมินว่าจะช่วยเพิ่มผลการลดน้ำหนักได้หรือไม่
รายได้กระจุกตัวใน GLP-1 ความเสี่ยงอีกด้านของ Eli Lilly
แม้ Eli Lilly จะมียาใหม่อยู่ระหว่างการพัฒนาหลายชนิด แต่ผลประกอบการไตรมาส 3 สะท้อนว่าบริษัทยังคงพึ่งพา tirzepatide เป็นหลัก โดยยาดังกล่าวสร้างรายได้เกือบ 66% ของรายได้รวม ซึ่งเป็นยอดขายจากการรักษาทั้งโรคเบาหวานและโรคอ้วนได้ การพึ่งพายาเพียงชนิดเดียวในสัดส่วนสูงจึงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะเมื่อการแข่งขันด้านราคาเพิ่มขึ้น หรือหากในอนาคตมีผลิตภัณฑ์จากคู่แข่งที่สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดได้
แดเนียล บาราซา (Daniel Barasa) ผู้จัดการกองทุนจาก Gabelli Funds ให้ความเห็นกับสำนักข่าวรอยเตอร์ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมว่า การที่ Eli Lilly เร่งเข้าซื้อกิจการอื่นถือเป็นแนวทางกระจายธุรกิจที่สมเหตุสมผล หลังบริษัทมีเงินสดจำนวนมากจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของยากลุ่ม GLP-1
ขณะที่ อีแวน ไซเกอร์แมน (Evan Seigerman) นักวิเคราะห์จาก BMO Capital Markets ตั้งข้อสังเกตว่า ยอดขายยาเม็ด orforglipron ที่ต่ำกว่าคาดอาจทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับกลยุทธ์ของบริษัท แม้ปริมาณจำหน่ายยากลุ่ม GLP-1 ที่เพิ่มขึ้นจะยังช่วยชดเชยแรงกดดันจากราคาขายที่ลดลงได้ก็ตาม
ด้าน คริส ชอตต์ (Chris Schott) นักวิเคราะห์จาก J.P. Morgan ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ Eli Lilly โดยมองว่าบริษัทมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในอีกหลายปี โดยเฉพาะจากการขยายตลาดนอกสหรัฐฯ และความคืบหน้าของผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ได้
นอกจากนี้ Eli Lilly ยังลงทุนและเข้าซื้อกิจการในธุรกิจยาอื่น ๆ นอกเหนือจากเบาหวานและโรคอ้วน เช่น ยารักษามะเร็ง โรคทางระบบภูมิคุ้มกัน และโรคทางระบบประสาท ซึ่งอาจช่วยสร้างแหล่งรายได้ใหม่และลดการพึ่งพายากลุ่ม GLP-1 ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในธุรกิจใหม่ของอุตสาหกรรมยายังมีความเสี่ยงเสมอ ทั้งต้นทุนการวิจัย ความสำเร็จของการทดลองทางคลินิก และระยะเวลาที่ต้องใช้กว่าจะสามารถสร้างรายได้กลับคืนมา.







