
หลายประเทศแนะสำรองอาหาร 3–7 วัน! แล้วคนไทยควรทำหรือไม่?
จากไวรัลในโซเชียลมีเดียที่ว่า อังกฤษ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรป ประกาศให้ประชาชนมีอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งจำเป็นสำรองไว้ในบ้าน เกิดอะไรขึ้น? และไทยควรทำหรือไม่
KEY
POINTS
- หลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และสวีเดน แนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและของใช้จำเป็น 3-7 วัน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภัยธรรมชาติไปจนถึงการโจมตีทางไซเบอร์ ไม่ได้หมายถึงสัญญาณเตือนสงครามโดยตรง
- รัฐบาลไทยยังไม่มีคำแนะนำอย่างเป็นทางการให้ประชาชนสำรองเสบียง แต่ได้มุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงผ่านระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อลดผลกระทบหลังเกิดเหตุ
- แม้ไม่มีคำสั่งจากภาครัฐ แต่คนไทยควรตระหนักและเตรียมพร้อมสำรองอาหาร น้ำดื่ม และของใช้ที่จำเป็นไว้สำหรับ 3-7 วัน เพื่อให้สามารถดูแลตนเองได้ในเบื้องต้นหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา กระแสข่าวหลายประเทศออกคำแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่มไว้ในบ้านอย่างน้อย 3–7 วัน ถูกแชร์ต่อในโลกโซเชียลมีเดีย จนเกิดคำถามและความกังวลว่า
นี่เป็นสัญญาณเตือนถึงสงครามหรือวิกฤตครั้งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่?
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่าเป็นเพียงมาตรการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติตามปกติ ซึ่งหลายประเทศดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
โพสต์ทูเดย์ พาไขข้อเท็จจริง ว่าแต่ละประเทศออกคำแนะนำดังกล่าวด้วยเหตุผลอะไร รวมถึงคำถามสำคัญว่า คนไทยจำเป็นต้องสำรองเสบียงฉุกเฉินไว้ในบ้านด้วยหรือไม่?
หลายประเทศแนะสำรองเสบียง แต่ไม่ได้มีเหตุผลเดียวกัน
หากติดตามความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น เริ่มจากเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 รัฐบาลสหราชอาณาจักรเปิดตัวแคมเปญ Be Ready ส่งเสริมให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นสำหรับอย่างน้อย 3 วัน โดยให้เหตุผลว่า มีขึ้นเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินที่อาจทำให้บริการพื้นฐานหยุดชะงัก ตั้งแต่พายุ น้ำท่วม สภาพอากาศสุดขั้ว ไปจนถึงการโจมตีทางไซเบอร์และภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐาน
รัฐบาลอังกฤษระบุว่า การรณรงค์ดังกล่าวมีเป้าหมายให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองได้ในช่วงแรกของเหตุฉุกเฉิน โดยผลสำรวจที่รัฐบาลเผยแพร่พบว่า มีประชาชนเพียง 13% ที่รู้สึกว่าตนเองพร้อมรับเหตุฉุกเฉินซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้เมื่อเกิดวิกฤต
ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นมีแนวทางแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 3 วัน และหากเป็นไปได้ควรเตรียมไว้ 7 วัน ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 มีรายงานว่ารัฐมนตรีด้านการจัดการภัยพิบัติเตรียมขอความร่วมมือประชาชนอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 พฤศจิกายน เพื่อรับมือความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่และภัยธรรมชาติที่อาจทำให้ถนน ระบบขนส่ง และสาธารณูปโภคเสียหาย จนความช่วยเหลือเข้าถึงล่าช้า
ก่อนหน้านี้ สหรัฐอเมริกา สำนักงานจัดการเหตุฉุกเฉินกลาง (FEMA) ส่งเสริมให้ประชาชนจัดเตรียมชุดเสบียงฉุกเฉินผ่านโครงการ Ready.gov มาอย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมอาหาร น้ำดื่ม ยาประจำตัว และอุปกรณ์จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในภาวะฉุกเฉิน
รวมไปถึงประเทศในแถบยุโรปเหนือ และสวีเดน ได้แนะนำให้ประชาชนเตรียมพร้อมดำรงชีวิตด้วยตนเองอย่างน้อย 7 วัน ผ่านคู่มือ In Case of Crisis or War ซึ่งเผยแพร่ฉบับปรับปรุงในปี 2567 โดยครอบคลุมทั้งสงครามและวิกฤตอื่น ๆ ส่วนฟินแลนด์ใช้แนวทางเตรียมพร้อม 72 ชั่วโมง เพื่อรองรับสถานการณ์ที่บริการพื้นฐานหยุดชะงัก
และยังมีอีกหลายประเทศที่ได้ออกแนวทางให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับวิกฤตเช่นกัน ภายใต้แนวคิดที่ว่า เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขนาดใหญ่ หน่วยงานรัฐอาจไม่สามารถส่งความช่วยเหลือไปถึงประชาชนทุกครัวเรือนได้ทันที การมีเสบียงสำรองจึงช่วยให้ครัวเรือนสามารถดูแลตนเองได้ในช่วงแรกของวิกฤตได้
ฉะนั้น การออกประกาศให้ประชาชนเตรียมรับมือหรือตุนเสบียงที่เป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาจึงไม่ได้หมายความว่าหลายประเทศกำลังส่งสัญญาณเตือนถึงสงครามหรือวิกฤตครั้งใหญ่ที่ใกล้จะเกิดขึ้น
แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ ‘คนไทย’ จะชะล่าใจได้ เพราะการดำเนินงานของประเทศเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการวางแนวทางเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินที่ยกระดับเข้มข้นมากขึ้นทั้งจากการเฝ้าระวังเรื่องสงคราม การโจมตีทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งประเทศไทยก็ควรจะตระหนักถึงเรื่องนี้เช่นกัน!
สหประชาชาติชี้ ต้องลดความเสี่ยงก่อนเกิดภัย ไม่ใช่รอเยียวยาอย่างเดียว
เพราะอะไร?
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานเซนไดเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ พ.ศ. 2558–2573 (Sendai Framework for Disaster Risk Reduction 2015–2030) ของสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดแนวทางสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
- การทำความเข้าใจความเสี่ยง
- การเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านการจัดการความเสี่ยง
- การลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง
- การเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
กรอบดังกล่าวให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดความเสียหายล่วงหน้า ควบคู่กับการตอบสนองและฟื้นฟูหลังเกิดภัย แทนการพึ่งพามาตรการช่วยเหลือเมื่อเกิดความเสียหายแล้วเพียงอย่างเดียว
จากรายงาน Global Assessment Report 2025 ของสำนักงานลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ (UNDRR) ระบุว่า การลงทุนลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทุก 1 ดอลลาร์ สามารถให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 15 ดอลลาร์ ในรูปของต้นทุนการฟื้นฟูที่หลีกเลี่ยงได้ในอนาคต ขณะที่ต้นทุนทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติทั่วโลกสูงกว่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี เมื่อรวมผลกระทบทางอ้อมและความเสียหายต่อระบบนิเวศ ทำให้เห็นว่าการลงทุนป้องกันก่อนเกิดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ใช่แค่กระทบกับคุณภาพชีวิตประชาชนแต่รวมถึง 'งบประมาณ' ด้วย
ไทยเพิ่มงบประกันภัยพิบัติเป็น 16,550 ล้านบาท คุ้มครองบ้าน 30 ล้านหลัง
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ล่าสุด รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อปรับการบริหารจัดการจากการพึ่งพาการเยียวยาหลังเกิดเหตุ ไปสู่การบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงทางการเงินล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย
ล่าสุดวันที่ 27 ตุลาคม 2569 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเพิ่มกรอบวงเงินโครงการจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้แก่ประชาชน จาก 15,500 ล้านบาท เป็น 16,550 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1,050 ล้านบาท ตามข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทย โดยมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก
อย่างไรก็ตาม วงเงินที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดจากการขยายสิทธิความคุ้มครอง แต่เนื่องจากการคำนวณเบี้ยประกันภัยที่อยู่อาศัยเดิมไม่ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ส่งผลให้กรอบวงเงินเดิมไม่เพียงพอสำหรับการเบิกจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยส่วนดังกล่าว
โครงการตั้งเป้าคุ้มครองที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน จากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยกำหนดวงเงินคุ้มครองความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังต่อภัย และกรณีเสียชีวิต 2 ล้านบาทต่อคน ตามเงื่อนไขกรมธรรม์
ซึ่งรัฐบาลประกาศให้ความคุ้มครองเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ขณะที่การเบิกจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยที่อยู่อาศัยยังมีประเด็นด้านกรอบงบประมาณซึ่งนำไปสู่การพิจารณาของ ครม. ครั้งล่าสุด
คนไทยควรสำรองอาหารหรือไม่ และต้องเตรียมอะไรบ้าง?
แล้วคนไทยต้องทำเหมือนต่างชาติหรือไม่?
รัฐบาลไทยไม่ได้มีมาตรการที่ชัดเจนในเรื่องนี้เช่นประเทศอื่นๆ ที่ให้ความรู้และขอความร่วมมือประชาชนในการสำรองเสบียงหมุนเวียน
อย่างไรก็ตาม โพสต์ทูเดย์ อยากเชิญชวนให้ทุกคนตระหนักและเตรียมพร้อมถึงความเสี่ยงที่ทำให้ต้องเตรียมเสบียงฉุกเฉิน ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ที่สงคราม แต่รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วม พายุ ไฟฟ้าดับ น้ำประปาหยุดไหล หรือเหตุการณ์ที่ทำให้การขนส่งและการเข้าถึงร้านค้าหยุดชะงัก รวมถึงภัยจากไซเบอร์ที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับใครที่อยากเตรียมตัวไว้ก่อนเนิ่นๆ ตามแนวทางของ FEMA การเตรียมชุดเสบียงฉุกเฉิน ครัวเรือนสามารถเตรียมสิ่งจำเป็นให้เพียงพออย่างน้อย 72 ชั่วโมง ได้แก่
- อาหารและน้ำดื่ม อาหารพร้อมรับประทาน อาหารกระป๋อง อาหารแห้ง และน้ำสะอาด โดยเลือกอาหารที่ไม่ต้องแช่เย็นหรือพึ่งพาไฟฟ้าในการปรุง
- ยาและสุขอนามัย ยาประจำตัว ชุดปฐมพยาบาล และของใช้จำเป็นสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย
- อุปกรณ์ฉุกเฉิน ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง พาวเวอร์แบงก์ และอุปกรณ์รับข้อมูลข่าวสาร
- เอกสารและแผนฉุกเฉิน สำเนาเอกสารสำคัญ เบอร์ติดต่อฉุกเฉิน และแผนอพยพของครอบครัว
การสำรองเสบียงไม่จำเป็นต้องซื้ออาหารจำนวนมากในครั้งเดียว เพราะเข้าใจว่ากำลังทรัพย์ของแต่ละครอบครัวไม่เท่ากัน หากดูตัวอย่างจากรัฐบาลอังกฤษ จะแนะนำให้เริ่มจากตรวจสอบสิ่งของที่มีอยู่แล้ว และทยอยซื้อของจำเป็นเพิ่มระหว่างการจับจ่ายตามปกติ พร้อมตรวจสอบวันหมดอายุและหมุนเวียนอาหารสำรองอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ การมีเสบียงไม่ได้หมายความว่า เวลาเกิดเหตุก็ควรอยู่ในบ้านทุกสถานการณ์ เพราะภัยบางประเภท เช่น น้ำป่าไหลหลากหรืออาคารที่ไม่ปลอดภัย จำเป็นต้องอพยพตามคำเตือนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย
ที่สำคัญคือ การเตรียมพร้อมของประชาชนต้องดำเนินควบคู่กับมาตรการภาครัฐ ทั้งระบบเตือนภัย การจัดการความเสี่ยงในพื้นที่ แผนอพยพ และการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่อาจมีข้อจำกัดในการจัดเตรียมเสบียงด้วยตนเอง
ดังนั้น การสำรองอาหารและสิ่งจำเป็นไว้ในบ้านจึงไม่ใช่การกักตุนเพราะความตื่นตระหนก แต่เป็นแนวทางเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉินที่หลายประเทศส่งเสริมให้ประชาชนปฏิบัติเป็นกิจวัตร เพื่อให้สามารถดูแลตนเองได้ในช่วงแรกของภัยพิบัติ ก่อนความช่วยเหลือจากภายนอกจะเข้าถึงนั่นเอง.







