
พม.-อว. ขยายผลห้องปลอดฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือ ช่วยกลุ่มเปราะบาง
พม. ร่วมกับ กระทรวง อว. ขยายผลโครงการ "ห้องปลอดฝุ่น PM2.5" ตั้งเป้า 234 ห้อง ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อรองรับกลุ่มเปราะบางได้สูงถึง 6,077 คน ภายในปีงบประมาณ 2570
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จับมือกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขยายผลโครงการ “ห้องปลอดฝุ่น PM2.5”
นำนวัตกรรมระบบความดันอากาศและระบบกรองอากาศฝีมือคนไทย มาประยุกต์ใช้ในสถานดูแลกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดการสัมผัสฝุ่นพิษในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยติดเตียงทั่วพื้นที่ภาคเหนือ
ขยายผลห้องปลอดฝุ่น 2 ระยะ มุ่งดูแลกลุ่มเปราะบางกว่า 6,000 คน
ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายละเอียดการดำเนินงานว่า แผนการขยายผลโครงการห้องปลอดฝุ่น PM2.5 ถูกแบ่งออกเป็น 2 ระยะสำคัญ ดังนี้
- ระยะที่ 1 (ปีงบประมาณ 2569): มุ่งดำเนินการนำร่องในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ รวมจำนวน 83 ห้อง ซึ่งสามารถรองรับและคุ้มครองสุขภาพกลุ่มเปราะบางได้แล้ว 1,822 คน
- ระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ 2570): สำรวจความต้องการของหน่วยงานสังกัดกระทรวง พม. ครอบคลุม 17 จังหวัดภาคเหนือ พบความต้องการเพิ่มเติมอีก 151 ห้อง รองรับประชาชนได้เพิ่มอีก 4,255 คน
เมื่อดำเนินการครบถ้วนทั้งสองระยะ จะทำให้มี ห้องปลอดฝุ่นรวมทั้งสิ้น 234 ห้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการปกป้องและดูแลสุขภาพกลุ่มเปราะบางได้มากถึง 6,077 คน
ลงพื้นที่ลำปาง นำร่องใช้นวัตกรรมความดันอากาศกรองฝุ่น
ล่าสุด กระทรวง พม. ได้ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานจริง ณ บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดลำปาง ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีระบบความดันอากาศ (Positive Pressure) ทำงานร่วมกับระบบกรองอากาศมาติดตั้ง เพื่อสร้างพื้นที่อากาศสะอาดภายในอาคาร ลดการเล็ดลอดของฝุ่นละอองขนาดเล็ก และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนที่อยู่ในความดูแลอย่างเห็นผล
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนจัดตั้ง ทีมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (RRU) เพื่อลงพื้นที่ห่างไกลในการส่งมอบอุปกรณ์ดูแลสุขภาพและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถเข้าถึงการป้องกันตนเองได้อย่างเหมาะสม
“ฝุ่น PM2.5 อาจกระทบทุกคน แต่ไม่ได้กระทบทุกคนเท่ากัน เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมากไม่สามารถหลีกเลี่ยงฝุ่นได้ด้วยตัวเอง รัฐบาลจึงต้องเน้นสร้างพื้นที่อากาศสะอาด เพราะอากาศสะอาดไม่ควรเป็นสิ่งที่มีเฉพาะคนที่มีกำลังซื้อเท่านั้น”
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปว่า การจัดทำห้องปลอดฝุ่นนับเป็นหนึ่งในมาตรการคุ้มครองสุขภาพระยะเร่งด่วนของรัฐบาล ที่จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ต้นเหตุในระยะยาว เพื่อหลักประกันทางสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม







