
เปิด 5 ข้อค้นพบวิจัยเรื่อง "รพ.เอกชนไทย" ราคายาสูง-ตลาดกระจุก-รัฐกำกับไม่ทัน
เปิด 5 ข้อค้นพบโรงพยาบาลเอกชนไทย รายใหญ่ 4 รายครองรายได้เกือบครึ่งตลาด ยาบางชนิดขายสูงกว่าทุนหลายสิบเท่า ตั้งคำถามสิทธิภาษี-Medical Hub คุ้มค่าหรือไม่ พร้อมเสนอปรับกติกาเพื่อระบบสุขภาพที่เป็นธรรม
โรงพยาบาลเอกชนไทยไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกของผู้มีรายได้สูงอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบบริการสุขภาพที่ประชาชนจำนวนมากพึ่งพา โดยเฉพาะผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม อย่างไรก็ตาม การเติบโตของภาคเอกชนยังมีความท้าทายทั้งการกระจุกตัวของตลาด ราคาค่ารักษาพยาบาล การกำกับคุณภาพ และการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรบุคลากรทางการแพทย์
ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อค้นพบจากงานวิจัยเรื่อง “การสังเคราะห์กรอบแนวทางกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชนเพื่อสร้างระบบสุขภาพของประเทศไทยที่เป็นธรรม” โดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง (101 PUB) สนับสนุนโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
ผลการศึกษาถูกนำเสนอในเวทีเสวนาสาธารณะ “แนวทางส่งเสริมและกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน เพื่อระบบสุขภาพที่เป็นธรรม” เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจประชาชน 2,017 คน ร่วมกับการทบทวนเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เปิด 5 ข้อค้นพบ โรงพยาบาลเอกชนไทย
1. โรงพยาบาลเอกชนไม่ใช่แค่ทางเลือกของคนมีฐานะ
ข้อมูลปี 2567 พบว่า โรงพยาบาลเอกชนมีสัดส่วนประมาณหนึ่งในสี่ของโรงพยาบาลทั้งประเทศ และให้บริการผู้ป่วยนอกประมาณหนึ่งในสี่ของระบบสุขภาพไทย ผลสำรวจยังพบว่า ในกลุ่มประชาชนที่ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนเป็นประจำ ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม โดยเมื่อเปรียบเทียบกลุ่มประชาชนที่มีรายได้ใกล้เคียงกัน ผู้ประกันตนมีแนวโน้มใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนเป็นประจำมากกว่าผู้ใช้สิทธิบัตรทองและสิทธิข้าราชการ
แม้ผู้ประกันตนที่ตอบแบบสำรวจจะมีเพียงประมาณหนึ่งในห้าที่ใช้โรงพยาบาลเอกชนเป็นประจำ แต่ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าโรงพยาบาลเอกชนไม่ได้รองรับเฉพาะผู้ที่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเอง หากยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบหลักประกันสุขภาพที่ประชาชนพึ่งพาอยู่จริง
2. ตลาดกระจุกตัว ผู้ประกอบการรายใหญ่ 4 รายครองรายได้ 49.3%
งานวิจัยพบว่าตลาดโรงพยาบาลเอกชนไทยมีการกระจุกตัวค่อนข้างสูง โดยในปี 2567 ผู้ประกอบการรายใหญ่ 4 รายมีรายได้รวมกันคิดเป็น 49.3% ของตลาด ขณะที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีอัตรากำไรสูงเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจบริการอื่น
นอกจากนี้ ยังพบความกระจุกตัวด้านพื้นที่ โดยโรงพยาบาลเอกชนเกือบครึ่งหนึ่งและเตียงผู้ป่วยเอกชนมากกว่าครึ่งหนึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่วนจังหวัดอื่นมีโรงพยาบาลเอกชนเฉลี่ยเพียงไม่กี่แห่งต่อจังหวัด ข้อค้นพบดังกล่าวนำไปสู่คำถามเรื่องการแข่งขันทางการค้าและการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนมีทางเลือกในการใช้บริการจำกัด
3. ราคายาต่างกันมาก บางรายการสูงกว่าต้นทุนจัดซื้อหลายสิบเท่า
มีการเปิดเผยว่าจากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลราคายาของกรมการค้าภายใน พบว่าโรงพยาบาลเอกชนมีการกำหนดราคายาแตกต่างกันมาก โดยโรงพยาบาลที่มีอัตราการบวกราคาอยู่ในระดับค่ากลางของกลุ่ม ขายยาบางรายการสูงกว่าต้นทุนจัดซื้อหลายเท่า
ตัวอย่างเช่น พาราเซตามอลมีราคาขายสูงกว่าต้นทุนจัดซื้อประมาณ 9 เท่า แอสไพริน 20 เท่า ขณะที่ยาที่ใช้ในการแพทย์ฉุกเฉินบางรายการ ได้แก่ ไดอะซีแพม 45 เท่า อะดรีนาลีน 39 เท่า และอะโทรปีน 33 เท่า
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นการเปรียบเทียบราคาขายกับต้นทุนจัดซื้อยา ไม่ใช่อัตรากำไรสุทธิของโรงพยาบาล เพราะยังมีต้นทุนด้านบุคลากร การจัดเก็บ และการให้บริการอื่นประกอบด้วย
งานวิจัยระบุว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่เพียงระดับราคา แต่ยังรวมถึงการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เพียงพอ โดยระบบแสดงราคาปัจจุบันครอบคลุมเพียงบางรายการ ทำให้ผู้ป่วยเปรียบเทียบค่ารักษาพยาบาลระหว่างโรงพยาบาลได้ยาก โดยเฉพาะกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ซึ่งผู้ป่วยมีข้อจำกัดในการตัดสินใจเลือกสถานพยาบาลหรือต่อรองราคาค่ารักษา
4. ต่างประเทศแม้ใช้กลไกตลาด แต่กำกับคุณภาพและราคาเข้มข้นกว่าไทย
ข้อค้นพบอีกประการคือ ระบบกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชนของไทยยังให้ความสำคัญกับปัจจัยนำเข้า เช่น อาคาร เครื่องมือแพทย์ และจำนวนบุคลากร โดยเฉพาะในขั้นตอนการจัดตั้งสถานพยาบาล
ขณะที่การรับรองมาตรฐานคุณภาพหลายส่วนยังเป็นระบบสมัครใจ และการกำกับคุณภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ยังพึ่งพาองค์กรวิชาชีพเป็นหลัก
ในทางกลับกัน หลายประเทศแม้ใช้ระบบบริการสุขภาพที่เปิดให้เอกชนแข่งขันกัน แต่มีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มข้นกว่าไทย ทั้งการควบคุมอำนาจเหนือตลาด การกำหนดมาตรฐานคุณภาพ และการป้องกันบริการทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็นหรือมีคุณค่าต่ำ (Low-value care)
นอกจากนี้ บางประเทศยังใช้กลไกกำกับราคา เช่น ราคากลาง อัตราตัวคูณตามประเภทบริการ หรือเพดานราคาสำหรับบริการฉุกเฉิน ซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถเปรียบเทียบหรือต่อรองราคาได้ตามปกติ
5. สิทธิภาษีและ Medical Hub ยังไม่มีการประเมินความคุ้มค่าชัดเจน
งานวิจัยพบว่า ภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนหลายรูปแบบ ทั้งการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการสถานพยาบาล และสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้ภายใต้การส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ควบคู่กับนโยบายผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์นานาชาติ (Medical Hub) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism)
อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยระบุว่า ยังไม่มีการประเมินว่าสิทธิประโยชน์เหล่านี้คุ้มค่ากับรายได้ภาษีที่รัฐสูญเสียไปหรือไม่ ขณะที่การส่งเสริมส่วนใหญ่มุ่งไปที่บริการทางการแพทย์ปลายน้ำ มากกว่าการแก้ไขข้อจำกัดด้านทรัพยากรต้นน้ำ โดยเฉพาะกำลังคนทางการแพทย์
ประเทศไทยยังไม่มีแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการจัดสรรบุคลากรเพื่อรองรับผู้ป่วยต่างชาติ โดยไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชนภายในประเทศ ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการเอกชนยังเห็นว่ากฎระเบียบบางส่วนของรัฐไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพการรักษา แต่กลับเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานโดยไม่จำเป็น
นักวิจัยเสนอ 4 แนวทางปรับกติกา ยึดผลลัพธ์สุขภาพประชาชน
รศ.ดร.นพ.บวรศม ลีระพันธ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า การกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชนไม่ควรมุ่งจำกัดการเติบโตของภาคเอกชน และไม่ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถประเมินความจำเป็นในการรักษาหรือความเหมาะสมของราคาได้ด้วยตนเอง เป้าหมายสำคัญจึงเป็นการออกแบบกติกาที่ทำให้โรงพยาบาลเอกชนใช้ศักยภาพสนับสนุนระบบสุขภาพโดยรวม พร้อมให้รัฐเข้ามากำกับดูแลในสิ่งที่ผู้ป่วยไม่สามารถตรวจสอบเองได้
คณะผู้วิจัยเสนอกรอบการส่งเสริมและกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน 4 ด้าน ได้แก่
- ปรับนโยบายส่งเสริมเอกชนให้เติมเต็มระบบสุขภาพ ทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงื่อนไข Medical Hub ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมผลิตบุคลากรและจัดบริการป้องกันโรค รวมถึงปรับระบบบริหารกำลังคน
- กำกับการแข่งขันและแรงจูงใจในการแสวงหากำไร ตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้น การถือหุ้นไขว้ อำนาจเหนือตลาด และกำหนดหลักเกณฑ์การควบรวมกิจการที่เข้มงวดกว่าธุรกิจทั่วไป
- เพิ่มความโปร่งใสด้านราคาและสิทธิผู้ป่วย พัฒนาระบบเปิดเผยราคาที่สามารถเปรียบเทียบได้จริง เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยซื้อยาภายนอกโรงพยาบาล และส่งเสริมให้กองทุนสุขภาพหรือบริษัทประกันทำหน้าที่ต่อรองราคาบริการแทนผู้ป่วย
- กำกับคุณภาพโดยยึดผลลัพธ์การรักษา ทบทวนข้อกำหนดในการจัดตั้งโรงพยาบาล โดยผ่อนปรนกฎระเบียบที่ไม่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการรักษา พร้อมส่งเสริมมาตรฐานรับรองคุณภาพบริการ
สภาผู้บริโภคเสนอคุมค่ารักษาตามกลุ่มโรค เปิดทางซื้อยานอกโรงพยาบาล
ด้าน นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนรายได้ปานกลางบางส่วนต้องกลับไปใช้บริการโรงพยาบาลรัฐ ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขภาครัฐมีความแออัดมากขึ้น
สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้รัฐกำหนดราคามาตรฐานหรือเพดานราคาค่ารักษาตามกลุ่มโรค โดยเริ่มจากโรคที่มีแนวทางการรักษาชัดเจน เช่น ไส้ติ่งอักเสบและไส้เลื่อน เพื่อให้ประชาชนประเมินค่าใช้จ่ายก่อนเข้ารับบริการได้
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ผู้ป่วยเข้าถึงประวัติการรักษาของตนเองได้สะดวกขึ้น สามารถขอความเห็นจากแพทย์คนที่สอง (Second Opinion) และมีกลไกช่วยเหลือหรือชดเชยความเสียหายจากการรักษาที่ครอบคลุมมากขึ้น
ขณะที่ รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม ผู้แทนสภาเภสัชกรรม เสนอให้มีการวิเคราะห์ต้นทุนที่แท้จริงของยาและบริการทางการแพทย์ รวมถึงสนับสนุนระบบใบสั่งยาที่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยนำไปซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกโรงพยาบาลได้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย
ภาคเอกชนชี้พร้อมร่วมดูแลประชาชน แต่ต้องสร้างสมดุลธุรกิจและสังคม
นางสาวธัญญา วรรณพฤกษ์ ผู้แทนโรงพยาบาลวิมุตติ เทพธารินทร์ ให้ความเห็นว่า โรงพยาบาลเอกชนสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อเติมเต็มบริการสุขภาพ โดยเฉพาะบริการเฉพาะทางและการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้ส่งเสริมระบบแพทย์ครอบครัว และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมดูแลประชาชนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลต้องคำนึงถึงจริยธรรมวิชาชีพ และรักษาสมดุลระหว่างผลประกอบการกับประโยชน์ของสังคม
ด้าน ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสนอให้ทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบริการโรงพยาบาลเอกชนบางประเภท พร้อมพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลค่ารักษาพยาบาลและผลการรักษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล
ทั้งนี้ รศ.ดร.นพ.บวรศม กล่าวอีกว่า การกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชนไม่ควรวัดความสำเร็จจากจำนวนกฎหมายหรือความเข้มข้นของการตรวจสอบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าประชาชนได้รับบริการสุขภาพที่มีประสิทธิผล คุ้มค่า และเป็นธรรมมากขึ้นหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลไม่ได้หมายถึงการจำกัดบทบาทของภาคเอกชน แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมศักยภาพและการกำกับดูแลให้เหมาะสม เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐและเอกชนไม่ได้เป็นระบบสุขภาพที่แยกขาดจากกัน หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเดียวกันที่ต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้ทรัพยากรทางการแพทย์ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและระบบสุขภาพโดยรวม







