
ห้องสุขภาพจิตออนไลน์! ศธ.จ่อนำร่อง 100 รร.ทั่วไทย ลดเหตุรุนแรงในสถานศึกษา
ศธ.เตรียมนำร่อง 100 โรงเรียน เชื่อมนักจิตวิทยา–จิตแพทย์ออนไลน์ คัดกรองและส่งต่อรักษาตั้งแต่ระยะแรก พร้อมเสริมกลไกป้องกันความเสี่ยงเกิดเหตุรุนแรงในสถานศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานประกันสังคม พัฒนาระบบบริการตรวจรักษาจิตเวชทางไกล (Telepsychiatry) มุ่งให้ นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาเข้าถึงการดูแลสุขภาพจิตได้ตั้งแต่ระยะแรก พร้อมเสริมกลไกป้องกันความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่เหตุรุนแรงในสถานศึกษา เตรียมนำร่องในโรงเรียน 100 แห่ง เริ่มแล้วที่ โรงเรียนสวนกุหลาบฯ นนทบุรี
ปัญหาสุขภาพจิตเด็ก ทำไมต้องช่วยตั้งแต่ในโรงเรียน
หากย้อนไปดูความสำคัญของสุขภาพจิตเด็กในโรงเรียน จากรายงานด้านสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นประเทศไทยที่ยูนิเซฟเผยแพร่ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยประชากรและสังคม และสถาบันเบอร์เน็ต เมื่อปี 2565 ประเมินว่า
วัยรุ่นไทยอายุ 10–19 ปีประมาณ 1 ใน 7 และเด็กอายุ 5–9 ปีประมาณ 1 ใน 14 มีความผิดปกติทางสุขภาพจิต
ขณะที่ผลสำรวจสุขภาพนักเรียน หรือ Global School-based Student Health Survey ปี 2564 ซึ่งยูนิเซฟอ้างถึง พบว่า วัยรุ่นอายุ 13–17 ปีร้อยละ 17.6 เคยคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย
รายงานระบุว่า ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าของเด็กสัมพันธ์กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งความรุนแรง การกลั่นแกล้ง ความโดดเดี่ยว ความไม่แน่นอน และผลกระทบจากโควิด-19 โดยการตีตราและการขาดช่องทางช่วยเหลือทำให้ปัญหาบางส่วนไม่ถูกมองเห็น
ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟระบุในแนวทางบริการสุขภาพจิตเด็กและเยาวชนที่เผยแพร่ปี 2567 ว่า เยาวชนส่วนใหญ่ที่มีอาการด้านสุขภาพจิตยังไม่ได้รับการดูแล โดยมีอุปสรรคทั้งบริการที่มีจำกัด ค่าใช้จ่าย และการตีตรา พร้อมเสนอให้เชื่อมระบบสุขภาพ การศึกษา และการสนับสนุนในชุมชนเข้าด้วยกัน
ห้องสุขภาพจิตออนไลน์ทำงานอย่างไร
ตามแนวทางที่รัฐบาลเปิดเผยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เบื้องต้นเตรียมจัดตั้งห้องสุขภาพจิตอิเล็กทรอนิกส์ในโรงเรียน 100 แห่ง โดยมีโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี เป็นหนึ่งในสถานศึกษาที่เริ่มดำเนินการแล้ว
ระบบ Telepsychiatry จะเชื่อมต่อนักจิตวิทยาและจิตแพทย์เพื่อประเมินอาการ ให้คำปรึกษา และดูแลนักเรียน ครู รวมถึงบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องการความช่วยเหลือผ่านระบบออนไลน์ เพิ่มช่องทางเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญจากสถานศึกษา
นอกจากนี้ จะมีการพัฒนาทักษะครูให้สังเกตสัญญาณเตือนและคัดกรองความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ ครอบคลุมกลุ่มสีเขียวและสีเหลืองตามแนวทางที่หน่วยงานระบุ เพื่อให้ครูช่วยเหลือเบื้องต้นและประสานผู้เชี่ยวชาญได้เหมาะสม
หากพบผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง จะมีระบบส่งต่อ หรือ Referral System ซึ่ง สปสช. และกระทรวงสาธารณสุขร่วมวางแนวทาง เพื่อเชื่อมจากการดูแลในโรงเรียนไปยังหน่วยบริการที่เหมาะสม
ความร่วมมือดังกล่าวต่อยอดจากการหารือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน สปสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งให้การคัดกรอง การรับคำปรึกษา และการรักษาเชื่อมต่อกัน
ประสานสิทธิรักษา ลดช่องว่างจากโรงเรียนถึงโรงพยาบาล
สำหรับค่ารักษา มีการระบุว่าการดำเนินงานครอบคลุมสิทธิประโยชน์ระหว่างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและระบบประกันสังคม เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการของนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นผู้ประกันตน ตามสิทธิและความจำเป็นในการดูแลรักษาของแต่ละคน
ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการและภาคีเครือข่ายเตรียมเปิดตัวแคมเปญอย่างเป็นทางการช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 พร้อมประชาสัมพันธ์ช่องทางขอคำปรึกษา และสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองกล้าขอความช่วยเหลือเมื่อพบปัญหา







