
จากปัตตานีสู่ตลาดโลก ‘บานาเจล’ ธุรกิจเจลาตินเบื้องหลังแคปซูลยา–ขนม
‘บานาเจล’ ผู้ผลิตเจลาตินจากปัตตานี เจาะตลาดแคปซูลยาอินเดีย–อาหารเอเชีย ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ทะลุ 100 ล้านบาท โต 50% เผยเบื้องหลังการแข่งขันกับสินค้านำเข้า พร้อมชี้อุปสรรคการส่งออกที่ต้องอาศัยรัฐบาลช่วยเปิดตลาด
KEY
POINTS
- เจลาตินไทยบุกตลาดยา–อาหารโลก รู้จัก ‘บานาเจล’ ผู้ผลิตจากปัตตานี ส่งออกเจลาตินป้อนอุตสาหกรรมแคปซูลยาในอินเดีย พร้อมขยายตลาดญี่ปุ่น เวียดนาม และเล็งเจาะตลาดอาหารอินโดนีเซีย
- ตั้งเป้ารายได้ทะลุ 100 ล้านบาท โต 50% โรงงานใช้กำลังผลิตเต็ม 3,000 ตันต่อปี วางแผนเพิ่มเป็น 5,000 ตันภายใน 5 ปี หลังตลาดในประเทศเริ่มอิ่มตัว
- ชี้อุปสรรคส่งออก ต้องอาศัยรัฐช่วยเปิดตลาด เจลาตินจากสัตว์เผชิญข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและการรับรองระหว่างประเทศ ขณะที่ต้นทุนขนส่งสูงเป็นอุปสรรคต่อการขยายตลาดตะวันออกกลาง
ขนมกัมมี่เนื้อหนึบ เยลลี่ ไปจนถึงเปลือกแคปซูลยาที่ใช้กันในอุตสาหกรรมยา อาจดูเป็นผลิตภัณฑ์คนละประเภท แต่มีวัตถุดิบสำคัญร่วมกันคือ เจลาติน (Gelatin) โปรตีนที่ได้จากคอลลาเจนในเนื้อเยื่อสัตว์ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ผลิตภัณฑ์ยืดหยุ่น คงรูป และมีเนื้อสัมผัสตามต้องการ
หนึ่งในผู้ผลิตของไทยรายสำคัญ คือ บริษัท บานาเจล จำกัด (BanaGel) บริษัทซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมปัตตานี จังหวัดปัตตานี ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้
จากจุดเริ่มต้นธุรกิจนำเข้าเจลาตินมาจำหน่ายให้ผู้ประกอบการไทย บริษัทได้พัฒนามาสู่การผลิตเอง และขยายตลาดส่งออกไปยังอินเดีย ญี่ปุ่น และเวียดนาม โดยเฉพาะการจำหน่ายวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมผลิตเปลือกแคปซูลยาในอินเดีย
อาบีดิน อดุลภักดี ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บานาเจล จำกัด ให้สัมภาษณ์ระหว่างเข้าร่วมงาน Food Ingredients (Fi) Asia Indonesia 2026 ซึ่งจัดโดยอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ (Informa Markets) ระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 ณ Jakarta International Expo กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือนที่ผ่านมา ถึงโอกาสและข้อจำกัดของธุรกิจเจลาตินไทยที่กำลังขยายตัวสู่ตลาดโลก
เขาเปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 มากกว่า 100 ล้านบาท คาดว่าจะเติบโตประมาณ 50% จากปีก่อน โดยมีตลาดส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่กำลังการผลิตปัจจุบันประมาณ 3,000 ตันต่อปีถูกใช้งานเต็มแล้ว และมีเป้าหมายขยายเป็น 5,000 ตันต่อปีภายใน 5 ปีข้างหน้า
จากผู้นำเข้า สู่ผู้ผลิตเจลาตินไทย
อาบีดินเล่าว่า บานาเจลเริ่มต้นจากธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายเจลาตินจากต่างประเทศให้ผู้ประกอบการไทย ก่อนตัดสินใจลงทุนผลิตวัตถุดิบเอง โดยบริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2560 และเริ่มเดินสายการผลิตในช่วงประมาณ 3–4 ปีที่ผ่านมา
การเปลี่ยนจากผู้จำหน่ายมาเป็นผู้ผลิตทำให้บริษัทสามารถต่อยอดฐานลูกค้าเดิม โดยอาบีดินประเมินว่าปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดเจลาตินในประเทศไทยประมาณ 70%
“มันเหมือนกับเป็นการ Transfer ตัวลูกค้าเดิม เพราะที่เล่าให้ฟังคือเรามี Trading Business ใช่ไหมครับ เราก็เปลี่ยนจากตรงนั้นมาเป็นลูกค้าหลักของเราเหมือนกัน”
ตัวเลขส่วนแบ่งตลาดดังกล่าวเป็นการประเมินของบริษัท แต่สิ่งที่อาบีดินมองว่าสำคัญกว่าการมีฐานลูกค้าเดิม คือความสามารถในการตอบโจทย์ผู้ผลิตอาหารและยาที่ต้องการความแน่นอนในการจัดหาวัตถุดิบ
ปัจจุบันบานาเจลผลิตเจลาตินจากหนังและกระดูกวัว รวมถึงหนังและเกล็ดปลา เพื่อจำหน่ายให้ผู้ผลิตอาหารและยาในรูปแบบธุรกิจระหว่างธุรกิจ (B2B) ไม่ได้ผลิตสินค้าสำเร็จรูปออกจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตนเอง
“เราเป็น B2B ครับ เราไม่ได้ OEM เราไม่ได้ทำให้แบรนด์ไหนเป็นพิเศษ เราเป็นการผลิตตัว Raw Material หรือว่าตัววัตถุดิบหลักเป็นเจลาตินเลย ลูกค้าซื้อไปแล้วก็ไปผลิตเป็นโปรดักต์ต่าง ๆ เช่น กัมมี่ ขนมต่าง ๆ แล้วก็เม็ดยา แคปซูล จะมีทั้งกลุ่มอาหารแล้วก็กลุ่มยา”
การเลือกตั้งโรงงานในจังหวัดปัตตานีมีเหตุผลทั้งด้านการส่งเสริมการลงทุนและการอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบจากอุตสาหกรรมอาหารทะเล
“เราได้สิทธิ์ BOI ด้วยครับที่เลือกที่ตรงนั้น แล้วก็อย่างหนึ่งคือใกล้กับแหล่ง Raw Material อย่างพวกอาหารทะเล ซีฟู้ด เพราะต้องยอมรับว่าพวกปลาเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่เราใช้ เกล็ดปลา หนังปลา”
อย่างไรก็ตาม การผลิตเจลาตินยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากหลายแหล่ง โดยเฉพาะหนังวัวและกระดูกวัว ซึ่งบางส่วนจำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
ทำไมเจลาตินไทยจึงแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้?
ในตลาดไทย บานาเจลไม่ได้แข่งขันกับโรงงานผลิตเจลาตินภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังต้องแข่งขันกับผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายเจลาตินจากจีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
อาบีดินอธิบายว่า ความได้เปรียบของผู้ผลิตในประเทศไม่ได้อยู่ที่ราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการจัดส่งและการบริหารสินค้าคงคลัง
“จริง ๆ ผู้ผลิตในประเทศส่วนใหญ่ เขาอยากได้อะไรที่มันมั่นคง เรื่องซัพพลาย เรื่องการส่งที่แน่นอน การสต็อกที่แน่นอน แล้วยิ่งรู้ว่าเป็นผู้ผลิตในประเทศ โรงงานอยู่ในประเทศแล้ว มันไม่ต้องเสียเรื่องพิกัดนำเข้า หรือการต้องไปดีลกับเรื่องเฟรท เรื่องระยะเวลาที่ไม่แน่นอน”
ความต้องการของลูกค้าแต่ละรายยังแตกต่างกันอย่างมาก บางโรงงานต้องใช้เจลาตินปริมาณมากต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ผลิตอาหารบางรายอาจใช้วัตถุดิบเพียงครั้งละไม่กี่สิบกิโลกรัม
“การใช้เจลาตินจริง ๆ มันไม่ได้ใช้เยอะมากในการผลิตครั้งหนึ่ง ลูกค้าบางรายต้องการแค่ 50 โล 100 โล ต่อหนึ่งผลิตภัณฑ์ แล้วมันใช้เวลา 3–4 เดือนกว่าจะออเดอร์อีกทีหนึ่ง ฉะนั้นจุดแข็งอย่างหนึ่งที่มันต้องมีคือเก็บสต็อกให้เขาได้ พร้อมส่งให้เขาได้ในปริมาณที่มันน้อย 50 โล 100 โล คุณต้องส่งได้”
นี่จึงเป็นเหตุผลที่แม้โรงงานตั้งอยู่ในจังหวัดปัตตานี แต่บริษัทมีคลังสินค้าในกรุงเทพฯ เพื่อรองรับลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบ ในมุมของอาบีดิน การผลิตภายในประเทศจึงช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบให้กับผู้ผลิตอาหารและยาไทย
เจาะตลาดแคปซูลยาอินเดีย แข่งทั้งราคาและคุณสมบัติ
ตลาดส่งออกหลักของบานาเจลปัจจุบันประกอบด้วยอินเดีย ญี่ปุ่น และเวียดนาม โดยอินเดียเป็นตลาดสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมผลิตเปลือกแคปซูลชนิดแข็ง (Hard Capsules) แม้อินเดียจะเป็นฐานการผลิตยาขนาดใหญ่ของโลก และมีผู้ผลิตวัตถุดิบภายในประเทศอยู่แล้ว แต่อาบีดินมองว่าเจลาตินจากไทยยังสามารถแข่งขันได้
“อย่างที่บอกว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบเรื่องของตัว FTA ในการแข่งขันกับตลาดอื่น อย่างผู้ผลิตรายใหญ่อย่างจากจีน แม้กระทั่งในประเทศอินเดียเองก็มีผู้ผลิตที่เป็นในประเทศเอง แต่ว่าเมื่อเทียบกับราคานำเข้าแล้วมันก็ยังแข่งขันได้”
เขาอธิบายว่า ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดียเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้สินค้าไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตแคปซูลยาก็ต้องการกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้จำหน่ายเพียงรายเดียว
“ลูกค้าอาจจะมองว่าในส่วนของการ Secure Supply ว่าเขามี Multiple Sources มันก็น่าจะดีกว่าที่มีแค่เจ้าเดียวในการใช้งาน เมื่อเทียบราคากับจีน เราแข่งขันได้อยู่แล้วถ้าเรามี FTA ตัวนี้อยู่ อาเซียน–อินเดีย”
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดเจลาตินสำหรับอุตสาหกรรมยาไม่ได้จบลงที่ราคา เพราะผู้ผลิตต้องควบคุมคุณสมบัติของวัตถุดิบให้สม่ำเสมอและตรงตามความต้องการของลูกค้า
“การแข่งขันดุเดือดครับ ปัจจัยหลักคือราคาและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เพราะเจลาตินเป็นวัตถุดิบที่มาจากสัตว์ จึงต้องตรวจวัดคุณสมบัติหลายด้าน ทั้งการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์และความสม่ำเสมอของคุณภาพ ขณะที่การนำไปใช้งานบางประเภทมีข้อกำหนดเฉพาะที่เข้มงวดมาก เราจึงต้องปรับคุณสมบัติและเกรดของเจลาตินให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย”
อาบีดินระบุว่า บริษัทลงทุนในห้องปฏิบัติการภายในโรงงาน เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ทั้งการตรวจจุลชีววิทยา โลหะหนัก และปริมาณไขมันในเจลาติน
“เรามี In-house Lab ที่เชื่อว่าเป็นหนึ่งในแล็บที่ดีที่สุดแล้วกันในภูมิภาค เพราะว่าเรามีเครื่องวัดโลหะหนักใน In-house เรามีการวัดค่าไขมันของตัวเจลาติน เรามีแล็บจุลชีวะของเราเอง ตอนนี้เราก็คิดว่ากำลังจะทำพวกแล็บ DNA ด้วย เพื่อวัดว่าเป็น DNA จากวัวจริงไหม หรือจากปลา หรือจากสุกร”
การพัฒนาระบบตรวจสอบดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งวัตถุดิบ ซึ่งมีความสำคัญต่อมาตรฐานอุตสาหกรรมยาและข้อกำหนดด้านฮาลาลในบางตลาด
ตลาดในประเทศเริ่มอิ่มตัว ต้องหาตลาดใหม่รองรับการขยายโรงงาน
แม้บานาเจลจะมีฐานลูกค้าภายในประเทศค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่อาบีดินมองว่าตลาดเจลาตินไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะเติบโตช้าลง โดยเฉพาะเมื่อผู้ผลิตอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชะลอการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ตามภาวะเศรษฐกิจ
“หากมองภาพรวมตลาดเจลาตินในประเทศขณะนี้ ถือว่าเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการเติบโตของตลาด เราจึงจำเป็นต้องมองหาโอกาสในต่างประเทศ เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตของโรงงานในอนาคต เพราะหากพึ่งพาตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียว โอกาสในการเติบโตก็ค่อนข้างจำกัด”
อีกความเปลี่ยนแปลงที่อาจกระทบตลาดคือการตัดสินใจของผู้ผลิตแคปซูลยา ซึ่งบางรายอาจเลือกนำเข้าเปลือกแคปซูลสำเร็จรูป แทนการซื้อเจลาตินไปผลิตเอง
“ลูกค้าบางรายอาจเปลี่ยนไปซื้อเปลือกแคปซูลชนิดแข็งสำเร็จรูปจากต่างประเทศ แล้วนำมาบรรจุยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเอง แทนการซื้อเจลาตินไปผลิตเปลือกแคปซูล จึงทำให้ความต้องการใช้เจลาตินในประเทศยังมีความไม่แน่นอนอยู่”
เขาอธิบายว่า การผลิตเปลือกแคปซูลเองอาจต้องผลิตครั้งละหลายล้านหรือหลายสิบล้านแคปซูล ขณะที่การนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปสามารถสั่งซื้อในปริมาณต่ำกว่า จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการบางราย
ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการหาตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งมีอุตสาหกรรมผลิตขนมและอาหารขนาดใหญ่ อาบีดินระบุว่า บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ผลิตอาหารหลายรายในอินโดนีเซีย โดยมุ่งกลุ่มกัมมี่และขนมเป็นหลัก ส่วนตลาดยาเป็นเป้าหมายรอง
“ตอนนี้ที่มีคุยอยู่ก็จะเป็นเหมือนประเทศไทยเลยครับ เป็นกลุ่มอาหารเป็นหลัก พวกกัมมี่ ขนมต่าง ๆ เรามีคุยอยู่กับหลาย ๆ แบรนด์ที่เป็นผู้ผลิตหลักเรื่องขนมเลย เขาส่งออกไปที่ประเทศไทยเยอะมากด้วย”
อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียต้องผ่านกระบวนการรับรองด้านสุขอนามัยและมาตรฐานฮาลาล ซึ่งอาบีดินระบุว่า บริษัทใช้เวลาหลายปีในการดำเนินการ
“มันจะมี 2 ส่วน ส่วนที่เป็นผ่านกรมปศุสัตว์ มันเป็นการคุยกันระหว่างกรมปศุสัตว์ของประเทศไทยกับกรมปศุสัตว์ของอินโดนีเซียก่อน ตรงนี้กระบวนการนานมาก เราแอปพลายมาประมาณ 3 ปี เพิ่งจะได้มาปีนี้ ก็คือมันต้องเป็น G2G”
สำหรับการรับรองฮาลาล อาบีดินอธิบายว่าเป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่บริษัทสามารถดำเนินการผ่านหน่วยงานรับรองที่เกี่ยวข้อง โดยมีขั้นตอนการตรวจประเมินโรงงานและการเตรียมเอกสาร
ทั้งนี้ อินโดนีเซียได้ประกาศเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ให้เลื่อนระยะเปลี่ยนผ่านของข้อบังคับรับรองฮาลาลสำหรับสินค้านำเข้าบางประเภท รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม ไปถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2571 อย่างไรก็ตาม การมีมาตรฐานรับรองล่วงหน้ายังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาด
กำลังผลิตเต็ม 3,000 ตัน แต่ยังไม่รีบลงทุนขยาย
อาบีดินระบุว่า ปัจจุบันโรงงานมีกำลังการผลิตประมาณ 3,000 ตันต่อปี และใช้กำลังการผลิตเต็มแล้ว โดยบริษัทตั้งเป้าขยายเป็นประมาณ 5,000 ตันต่อปีภายใน 5 ปีข้างหน้า แต่การขยายกำลังผลิตไม่ได้หมายความว่าจะเริ่มลงทุนทันที เพราะยังต้องศึกษาความต้องการของตลาดและความคุ้มค่าของการลงทุน
“ก็ยังศึกษากันอยู่ว่าถ้าเราจะขยายการผลิตขึ้นไป เราต้องลงทุนเพิ่มอีกประมาณเท่าไหร่ เบื้องต้นสเกลมันก็ค่อนข้างจะเป็นหลักสิบล้านเหมือนกัน”
อาบีดินอธิบายว่า บริษัทมีพื้นที่รองรับการขยายโรงงานในจังหวัดปัตตานีอยู่แล้ว แต่การตัดสินใจลงทุนยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนของตลาดส่งออกใหม่ ระหว่างนี้บริษัทต้องบริหารกำลังการผลิตที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับคำสั่งซื้อ โดยพิจารณาทั้งปริมาณและผลตอบแทน
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนจำหน่ายในประเทศประมาณ 70% และส่งออก 30% ซึ่งอาบีดินคาดว่าจะยังรักษาสัดส่วนใกล้เคียงเดิมในระยะสั้น เนื่องจากการขยายกำลังผลิตยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันทีภายในหนึ่งหรือสองปี
อุปสรรคใหญ่ที่ผู้ประกอบการแก้เองไม่ได้
แม้บริษัทจะสามารถแข่งขันด้านราคาและคุณภาพได้ แต่อาบีดินมองว่าอุปสรรคสำคัญในการส่งออกเจลาตินจากสัตว์คือข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและการยอมรับมาตรฐานระหว่างประเทศ
โดยเฉพาะเจลาตินจากวัว ซึ่งบางประเทศให้ความสำคัญกับสถานะความเสี่ยงโรควัวบ้า หรือ Bovine Spongiform Encephalopathy (BSE) รวมถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบและเอกสารรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ
“จริง ๆ พอเป็นผลิตภัณฑ์อย่างเรา สิ่งที่เราต้องการตอนนี้เลยคือการสนับสนุนจากภาครัฐ เพราะพอมันเป็นโปรดักต์จากวัว มันจะเกี่ยวข้องกับ Government to Government มากเลย”
อาบีดินมองว่าการขยายตลาดไปยังบางประเทศในยุโรปและออสเตรเลียยังมีข้อจำกัดด้านการยอมรับสถานะความเสี่ยงและเงื่อนไขนำเข้า ซึ่งผู้ประกอบการไม่สามารถเจรจาแก้ไขได้เพียงลำพัง
“ตลาดยุโรปคือเราก็โดนคำถาม เรื่องนี้ มันเลยทำให้ติดขัด เราไม่สามารถจะขยายไปได้ ซึ่งเราในฐานะผู้ประกอบการ เราไม่สามารถที่จะไปสร้างความน่าเชื่อถืออะไรเขาได้ เพราะมันเป็นเรื่องของรัฐบาลกับรัฐบาล ในการที่จะยอมรับ หรือผลักดันให้สินค้าจากวัวเป็นสินค้าส่งออกหลัก”
อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดการนำเข้าเจลาตินจากวัวของแต่ละประเทศแตกต่างกันตามชนิดวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และเอกสารรับรอง จึงไม่อาจสรุปเป็นข้อห้ามส่งออกผลิตภัณฑ์จากวัวของไทยทั้งหมดได้
อีกอุปสรรคหนึ่งคือต้นทุนขนส่งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางตะวันออกกลาง ซึ่งบริษัทสนใจขยายตลาดไปยังจอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และตุรกี
“ตลาด Middle East จริง ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งตลาดที่เราโฟกัส เราคุยกับลูกค้าเยอะมาก อยากจะไปจอร์แดน ซาอุ ยูเออี ตุรกี ไปไม่ได้เลย เพราะเจอเรื่องค่าเฟรทที่เรารับไม่ไหวครับ ก่อนเกิดสงครามคุยไปที่อีกเรตหนึ่ง ตอนนี้ขึ้นมา 2–3 เท่า มันเลยไปไม่ได้ ถึงแม้ต่อให้ราคาต้นทุนวัตถุดิบเราจะต่ำ แต่พอเจอตรงนี้ไปมันแข่งขันไม่ได้”
แม้ค่าขนส่งที่สูงขึ้นจะทำให้ผู้ผลิตต่างประเทศส่งสินค้าเข้ามาแข่งขันในไทยได้ยากขึ้นเช่นกัน แต่อาบีดินมองว่าในอีกด้านหนึ่งก็เป็นข้อจำกัดต่อการขยายธุรกิจของผู้ผลิตไทย
….
เรื่องราวของบานาเจลเป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้เห็นโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาบีดินระบุว่า โรงงานมีพนักงานประจำประมาณ 20 กว่าคน รวมถึงแรงงานจ้างเหมา โดยพนักงานส่วนหนึ่งเป็นคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อถามถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ เขาระบุว่าการดำเนินงานภายในเขตอุตสาหกรรมปัตตานียังสามารถดำเนินไปได้ตามปกติ
แม้เส้นทางของบานาเจลสะท้อนโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมวัตถุดิบที่มีมูลค่าเพิ่ม แต่การเติบโตของธุรกิจในระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับการขยายตลาดต่างประเทศ การเพิ่มกำลังผลิต และโดยเฉพาะการสนับสนุนจากภาครัฐในการลดอุปสรรคทางการค้า เพื่อเปิดโอกาสให้วัตถุดิบจากโรงงานในปัตตานีแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้น.







