posttoday
สธ.กางแผน 5 ปีรับสังคมสูงวัย 14.5 ล้านคน!  ดึง AI ดูแลลดเสี่ยงติดเตียง

สธ.กางแผน 5 ปีรับสังคมสูงวัย 14.5 ล้านคน! ดึง AI ดูแลลดเสี่ยงติดเตียง

21 ตุลาคม 2569

สธ.เร่งวางระบบดูแลระยะยาว ใช้ AI คัดกรองกลุ่มเสี่ยง เชื่อมข้อมูลสุขภาพ–สวัสดิการ จัดแผนลดภาวะพึ่งพิงและป้องกันผู้สูงอายุติดเตียง หลังตัวเลขผู้สูงอายุในไทยพุ่ง 14.5 ล้านคน

KEY

POINTS

  • กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี เพื่อพัฒนาระบบดูแลสุขภาพรองรับสังคมสูงวัยที่มีประชากรราว 14.5 ล้านคน
  • แผนดังกล่าวจะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยง ติดตามสุขภาพ และจัดส่งยาถึงบ้านให้ผู้สูงอายุ
  • มีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันภาวะเสื่อมและลดความเสี่ยงที่ผู้สูงอายุจะกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง โดยเน้นการค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะแรก

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายในงาน Nation Forum 2027: Thailand's Agenda ในเวทีเสวนา The 100 Year Life หัวข้อ Designing Your Health เมื่อวานนี้ (20 ตุลาคม 2569)  ว่า กระทรวงสาธารณสุขเตรียมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วของประเทศไทย โดยมุ่งพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ การดูแลระยะยาว และกำลังคนด้านการดูแลผู้สูงอายุ

 

ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 14 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกิน 20 ล้านคนในอนาคต หรือคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด ขณะที่จำนวนผู้มีอายุ 100 ปีขึ้นไปเพิ่มจากประมาณ 8,000 คน เป็น 45,000 คน โดยราว 80% เป็นผู้หญิง

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมกิจการผู้สูงอายุ อ้างอิงทะเบียนราษฎรกรมการปกครอง ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรสัญชาติไทยอายุ 60 ปีขึ้นไป 14.53 ล้านคน คิดเป็น 22.46% ของประชากรสัญชาติไทยตามทะเบียน โดยเป็นผู้สูงอายุหญิงประมาณ 8.15 ล้านคน ขณะที่ประชากรอายุ 100 ปีขึ้นไปมีจำนวน 47,316 คน

 

 

เปิดแผน 5 ปี เชื่อมบริการสุขภาพกับสวัสดิการ

นพ.เอกชัย กล่าวว่า การมีอายุยืนยาวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากผู้สูงอายุต้องเผชิญโรคเรื้อรัง ภาวะพึ่งพิง หรือขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมระบบรองรับให้ประชาชนสามารถมีสุขภาพดี พึ่งพาตนเองได้ และดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

 

แผนระยะ 5 ปีของกระทรวงสาธารณสุขจะมุ่งเน้น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การบูรณาการระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิกับระบบสวัสดิการ โดยใช้การประเมินความเสี่ยงและจัดทำแผนดูแลรายบุคคล และการเร่งพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับระบบดูแลระยะยาว

 

สำหรับแนวทางดำเนินงานสำคัญประกอบด้วย 6 เรื่อง ได้แก่

  1. การป้องกันภาวะเสื่อมและภาวะติดเตียง
  2. การค้นหาผู้สูงอายุที่ตกหล่นจากระบบบริการ
  3. การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพกับระบบสวัสดิการ
  4. การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยค้นหาและติดตามกลุ่มเสี่ยง
  5. การจัดส่งยาถึงบ้าน
  6. การส่งเสริมรายได้และการออมเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในวัยสูงอายุ

 

กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการค้นหาผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะภาวะหกล้ม ภาวะสมองเสื่อม และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะพึ่งพิงและเพิ่มความจำเป็นในการดูแลระยะยาว

 

ขณะเดียวกัน จะเร่งค้นหาผู้สูงอายุที่เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ตามลำพังหรืออยู่กันเพียงสองคน เพื่อให้ได้รับการประเมินความเสี่ยงและจัดทำแผนดูแลรายบุคคลที่เหมาะสม

 

การดำเนินงานดังกล่าวจะอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยบริการปฐมภูมิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อเชื่อมบริการสุขภาพกับการดูแลด้านสังคมและสวัสดิการ

 

 

ใช้ AI ค้นหากลุ่มเสี่ยง ติดตามสุขภาพ–ส่งยาถึงบ้าน

หนึ่งในแนวทางสำคัญของแผนคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนระบบดูแลผู้สูงอายุ ทั้งการค้นหากลุ่มเสี่ยง การติดตามสุขภาพ และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการใช้ข้อมูลสุขภาพเพื่อประเมินความเสี่ยงรายบุคคล การติดตามผู้สูงอายุในชุมชนผ่านระบบดิจิทัล ตลอดจนการจัดส่งยาถึงบ้าน เพื่อลดความจำเป็นในการเดินทางไปโรงพยาบาลและช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ การใช้ AI ยังเป็นแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขระบุไว้ในแผน โดยยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับระบบที่จะนำมาใช้ งบประมาณ หรือระยะเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจน

 

 

มี Care Manager เกือบ 20,000 คน เร่งพัฒนาระบบดูแลระยะยาว

ด้านกำลังคน นพ.เอกชัย ระบุว่า ประเทศไทยมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มากกว่า 1 ล้านคน และพยาบาลที่ผ่านการอบรมเป็นผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ (Care Manager) เกือบ 20,000 คน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมบริการสุขภาพกับการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน

 

อย่างไรก็ตาม การรองรับสังคมสูงวัยจำเป็นต้องพัฒนาระบบกำลังคนให้มีโครงสร้างที่ชัดเจนและเพียงพอต่อความต้องการบริการดูแลระยะยาวที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในการดำเนินชีวิตประจำวัน

 

การพัฒนาระบบดังกล่าวจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มจำนวนบุคลากร แต่ยังรวมถึงการประสานงานระหว่างหน่วยบริการสุขภาพ ครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานด้านสวัสดิการ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ของตนเอง

 

สธ.กางแผน 5 ปีรับสังคมสูงวัย 14.5 ล้านคน!  ดึง AI ดูแลลดเสี่ยงติดเตียง

 

 

ยกตัวอย่างญี่ปุ่น ฟื้นฟู 3 เดือน ป้องกันผู้สูงอายุติดเตียง

นพ.เอกชัย ยกตัวอย่างเมืองมินามิโบโซ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด และมีแนวทางดูแลผู้สูงอายุโดยมุ่งป้องกันภาวะพึ่งพิงตั้งแต่ระยะแรก

 

แนวทางดังกล่าวเน้นการค้นหาความเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น ภาวะสมองเสื่อมและความเสี่ยงต่อการหกล้ม ก่อนจัดโปรแกรมฟื้นฟูระยะเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุรักษาความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน และสามารถอาศัยอยู่ในบ้านหรือชุมชนของตนเองต่อไปได้ แทนการเข้าสู่สถานดูแลระยะยาว

 

กรณีศึกษานี้สะท้อนแนวคิดการเปลี่ยนระบบดูแลผู้สูงอายุจากการรักษาเมื่อเจ็บป่วยหรือเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงแล้ว ไปสู่การป้องกันและฟื้นฟูสมรรถภาพตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

 

 

สังคมอายุยืนต้องมีรายได้ ไม่ใช่แค่สุขภาพดี

นพ.เอกชัย กล่าวถึงแนวคิดการสร้างสังคมอายุยืนอย่างมีคุณภาพว่า จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน 3 ด้าน ได้แก่ สุขภาพที่ดี ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี โดยอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว ชุมชน ภาครัฐ และภาคธุรกิจ

 

ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่ได้ต้องการเพียงมีชีวิตยืนยาวถึง 100 ปี แต่ต้องการรักษาความสามารถในการเดิน ทำกิจกรรม มีรายได้ และใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนเดิมได้อย่างมีคุณภาพ

 

ขณะเดียวกัน เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ภาครัฐจัดสรรให้ในปัจจุบันยังมีจำนวนจำกัด จึงจำเป็นต้องส่งเสริมการออม การสร้างรายได้ และการเตรียมความพร้อมทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสุขภาพ

 

 

ธนาคารโลกเตือนไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดปี 2033

ด้านธนาคารโลก (World Bank) เผยแพร่รายงาน A Contract Across Generations: Thailand's Path to an Age-Ready Societyเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว และคาดว่าจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) ภายในปี 2033 เมื่อประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด

 

รายงานดังกล่าวเตือนว่า การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงวัยจะเพิ่มแรงกดดันต่อกำลังแรงงาน ฐานะการคลัง และระบบคุ้มครองทางสังคม จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านบริการสุขภาพ การดูแลระยะยาว และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชน

ข่าวล่าสุด

“จุลพันธ์” ดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานทำที่บ้านฉบับใหม่ คุมเบี้ยวค่าจ้าง เพิ่มโทษปรับ 2 ล้าน

“จุลพันธ์” ดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานทำที่บ้านฉบับใหม่ คุมเบี้ยวค่าจ้าง เพิ่มโทษปรับ 2 ล้าน