posttoday
วิจัยชี้ หน่วยนวัตกรรม 7 นางฟ้าของ 30 บาทรักษาทุกที่ คุ้มค่า! สร้าง GDP 1.88 หมื่นล้านบาท

วิจัยชี้ หน่วยนวัตกรรม 7 นางฟ้าของ 30 บาทรักษาทุกที่ คุ้มค่า! สร้าง GDP 1.88 หมื่นล้านบาท

19 ตุลาคม 2569

มก.-สวรส. เปิดผลวิจัยหน่วยบริการนวัตกรรม 30 บาทรักษาทุกที่ พบใช้งบ 1.2 หมื่นล้านบาท สร้าง GDP กว่า 1.88 หมื่นล้านบาท ผลตอบแทนทางสังคมสูงสุด 3.90 เท่า ชี้ต้องจัดบริการให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่

อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะครบรอบ 3 ปีของนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่” ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับระบบบริการสุขภาพไทย โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) กว่า 47 ล้านคน เข้าถึงบริการสุขภาพได้สะดวก รวดเร็ว ใกล้บ้าน และลดระยะเวลารอคอย ผ่านการดึงคลินิกเอกชนและร้านยาเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการนวัตกรรมในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

 

แม้นโยบายดังกล่าวจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน แต่ในมุมของผู้กำหนดนโยบาย ที่ผ่านมายังขาดงานวิจัยที่สะท้อนผลการดำเนินงาน ทั้งด้านมูลค่าการลงทุนและผลตอบแทนจากการดำเนินนโยบาย เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ของโครงการอย่างรอบด้านเพื่อตอบคำถามถึง "ความคุ้มค่า" ของโครงการ

 

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) จึงดำเนินการศึกษาเรื่อง “การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของโครงการบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ ด้วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่” โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เพื่อประเมินผลกระทบของนโยบายต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และผลตอบแทนทางสังคม โดยเสนอรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้

 

วิจัยชี้ หน่วยนวัตกรรม 7 นางฟ้าของ 30 บาทรักษาทุกที่ คุ้มค่า! สร้าง GDP 1.88 หมื่นล้านบาท

 

วัดความคุ้มค่ามากกว่าจำนวนผู้ใช้บริการ

จุดเด่นของงานวิจัยครั้งนี้ คือการประเมินผลนโยบายใน 2 มิติที่แตกต่างแต่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาค และผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน

 

มิติแรก ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาค ใช้แบบจำลองเมตริกซ์บัญชีสังคม (Social Accounting Matrix: SAM) สำหรับภาคสาธารณสุข เพื่อวิเคราะห์การหมุนเวียนของเม็ดเงินจากการดำเนินโครงการผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งการผลิตและบริการ การจ้างงาน รายได้ รายจ่าย และห่วงโซ่มูลค่า

 

แบบจำลองดังกล่าวช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิต ครัวเรือน ภาครัฐ การลงทุน และภาคต่างประเทศ รวมถึงผลกระทบจากการดำเนินงานของหน่วยบริการนวัตกรรมทั้ง 7 ประเภทของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหน่วยบริการ แต่ยังส่งต่อไปยังภาคส่วนอื่นของระบบเศรษฐกิจ

 

มิติที่สอง ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน หรือ Social Return on Investment (SROI) ประเมินว่าการลงทุนในหน่วยบริการนวัตกรรมสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากน้อยเพียงใด ทั้งประชาชน ครอบครัวและญาติ หน่วยบริการ โรงพยาบาล และสังคมโดยรวม

 

วิจัยชี้ หน่วยนวัตกรรม 7 นางฟ้าของ 30 บาทรักษาทุกที่ คุ้มค่า! สร้าง GDP 1.88 หมื่นล้านบาท

 

คณะวิจัยได้พัฒนาโครงสร้างฐานข้อมูลและแบบจำลอง SAM โดยจำแนกหน่วยบริการนวัตกรรมเป็นรายประเภท ควบคู่กับสาขาการผลิตและภาคเศรษฐกิจอื่น เพื่อให้วิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายสุขภาพกับระบบเศรษฐกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

ขณะที่การประเมิน SROI ไม่ได้นำผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมารวมกันแล้วเปรียบเทียบกับเงินลงทุนเท่านั้น แต่ยังปรับลดผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีโครงการ หรือเกิดจากปัจจัยอื่น ผ่านแนวคิดสำคัญ ได้แก่

 

  • Deadweight ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แม้ไม่มีโครงการ
  • Displacement ผลกระทบจากการทดแทนผลลัพธ์เดิม
  • Attribution สัดส่วนผลลัพธ์ที่เกิดจากปัจจัยอื่น
  • Drop-off การลดลงของผลลัพธ์ตามระยะเวลา

 

 

เก็บข้อมูลหน่วยบริการ 112 แห่ง ประชาชน 512 คน

การศึกษาครั้งนี้เก็บข้อมูลจากผู้ให้บริการรวม 112 แห่ง และผู้รับบริการ 512 คน ครอบคลุมหน่วยบริการนวัตกรรมทั้ง 7 ประเภท พร้อมสัมภาษณ์เชิงลึกผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสะท้อนมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย

 

ผลการวิจัยจึงไม่ได้สะท้อนเพียงตัวเลขงบประมาณหรือจำนวนครั้งของการให้บริการ แต่ยังครอบคลุมประสบการณ์ของประชาชน ต้นทุนการให้บริการ ภาระของโรงพยาบาล และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

 

 

ใช้งบ 1.2 หมื่นล้านบาท สร้าง GDP 1.88 หมื่นล้านบาท

รศ.ดร.วิจิตต์ศรี สงวนวงศ์ และคณะผู้วิจัย ประกอบด้วย ผศ.ดร.มานะ ลักษมีอรุโณทัย รศ.ดร.สุภาณี หาญพัฒนะนุสรณ์ และ ผศ.ดร.กนกอร สีมานนท์ ระบุว่า การประเมินนโยบายไม่ได้พิจารณาเฉพาะงบประมาณหรือจำนวนผู้ใช้บริการ แต่ยังติดตามว่าเม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างไร ใครได้รับประโยชน์ และสร้างมูลค่าเพิ่มกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจเท่าใด

 

ผลการประเมินด้วยแบบจำลอง SAM พบว่า การดำเนินงานของหน่วยบริการนวัตกรรมในช่วงปีงบประมาณ 2567–2569 โดยนับเฉพาะ 8 เดือนแรกของปี 2569 มีงบประมาณโครงการรวม 12,082.53 ล้านบาท และก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มหรือ GDP รวม 18,804.86 ล้านบาท

 

คิดเป็นตัวคูณทวีด้านมูลค่าเพิ่ม (Value-added Multiplier หรือ GDP Multiplier) เท่ากับ 1.56 เท่า โดยการจัดสรรงบประมาณของ สปสช. ดังกล่าว ส่งผลให้ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.103

 

ผลการศึกษาสะท้อนว่า การใช้จ่ายด้านบริการสุขภาพไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อประชาชนได้รับบริการ แต่เม็ดเงินยังหมุนเวียนไปสู่การซื้อสินค้าและบริการ การจ้างแรงงาน รายได้ของผู้ให้บริการและภาคธุรกิจ ตลอดจนการใช้จ่ายต่อเนื่องของครัวเรือน

 

 

ผลตอบแทนทางสังคมสูงสุด 3.90 เท่า

ด้านการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) พบว่า โครงการสร้างมูลค่าผลประโยชน์ทางสังคมในรูปมูลค่าปัจจุบันรวมประมาณ 36,543 ล้านบาท เทียบกับมูลค่าเงินลงทุนในรูปมูลค่าปัจจุบันประมาณ 11,374 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าสุทธิทางสังคมประมาณ 25,168 ล้านบาท

 

เมื่อประเมินแยกตามประเภทหน่วยบริการนวัตกรรม พบว่าอัตราผลตอบแทนทางสังคมอยู่ระหว่าง 1.29–3.90 เท่า โดยแตกต่างกันตามลักษณะบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของแต่ละนวัตกรรม

 

รศ.ดร.วิจิตต์ศรี กล่าวว่า

“ประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายถึงรายได้ทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่ SROI ช่วยให้เราเห็นชัดขึ้น คือ ประโยชน์ของบริการสุขภาพไม่ได้อยู่เฉพาะในบัญชีรายรับรายจ่ายของหน่วยบริการ หากประชาชนใช้เวลาเดินทางน้อยลง รอคอยน้อยลง การเข้าถึงบริการที่สะดวกขึ้น หรือโรงพยาบาลสามารถลดภาระการให้บริการบางส่วนได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม และควรถูกนำมาพิจารณาร่วมในการประเมินนโยบาย”

 

 

เตือนความคุ้มค่า ไม่ใช่ยิ่งใช้บริการมากยิ่งดี

อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยชี้ว่า ความคุ้มค่าของนโยบายไม่ควรถูกตีความว่า การเพิ่มจำนวนครั้งของการให้บริการให้มากที่สุดคือเป้าหมายที่เหมาะสมที่สุด

 

เนื่องจากในทางเศรษฐศาสตร์ สิ่งสำคัญคือการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณ

 

นอกจากนี้ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องยังสะท้อนว่า ความสำคัญของหน่วยบริการนวัตกรรมอาจแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ดังนั้น การกำหนดจำนวนหน่วยบริการหรือประเภทบริการที่ควรได้รับการสนับสนุน จึงไม่ควรใช้แนวทางเดียวกันทุกพื้นที่

 

 

เสนอหาจุดเหมาะสม ป้องกันใช้บริการเกินจำเป็น

อีกประเด็นสำคัญจากเวทีนำเสนอผลการวิจัย คือการค้นหาระดับการให้บริการที่เหมาะสม (Optimal Level) สำหรับหน่วยบริการนวัตกรรมแต่ละประเภท

 

โดยคำถามสำคัญสำหรับการพัฒนานโยบายระยะต่อไป ได้แก่ ควรขยายบริการประเภทใด ในพื้นที่ใด หรือสำหรับประชาชนกลุ่มใดที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการ และควรขยายในระดับเท่าใด จึงจะสร้างประโยชน์สูงสุดต่อระบบโดยไม่ก่อให้เกิดการใช้บริการเกินความจำเป็น

 

ในอนาคตอาจมีการต่อยอดการศึกษาเพื่อแยกการใช้บริการที่มีความจำเป็นออกจากบริการที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น รวมถึงพิจารณาความเหมาะสมของจำนวนครั้งในการรับบริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนงบประมาณและการจัดสรรทรัพยากร ตลอดจนสร้างความยั่งยืนทางการคลังให้กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

 

รศ.ดร.วิจิตต์ศรี กล่าวทิ้งท้ายว่า

“งานวิจัยนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงตอบว่านโยบายนี้มีความคุ้มค่าเท่านั้น แต่ต้องการสร้างข้อมูลให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นว่า เงินหนึ่งบาทที่ใช้ในระบบสุขภาพสร้างผลกระทบอย่างไรบ้าง ใครได้รับประโยชน์ และเราจะออกแบบการจัดสรรทรัพยากรอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมสูงสุด”

ข่าวล่าสุด

ประกันสังคมก้าวหน้าจี้ รมต.แรงงาน ถอนคำสั่ง! ตั้ง 7 ที่ปรึกษาฯ ชี้ควรรอบอร์ดใหม่

ประกันสังคมก้าวหน้าจี้ รมต.แรงงาน ถอนคำสั่ง! ตั้ง 7 ที่ปรึกษาฯ ชี้ควรรอบอร์ดใหม่