
รู้จัก "ธนาคารชีวภาพแห่งชาติ" เก็บเลือดทารกกว่า 6 ล้านตัวอย่างเพื่องานวิจัยทางการแพทย์
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เปิด NBRC เชื่อมทรัพยากรชีวภาพ 4 ด้านเพื่อวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ย้ำคุ้มครองสิทธิเจ้าของตัวอย่าง พร้อมเผย 7 ผลงานปี 2569
รู้หรือไม่ว่า ประเทศไทยมี “ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ” สำหรับเก็บรวบรวมและรักษาตัวอย่างจากมนุษย์ จุลินทรีย์ พืช และสัตว์ เพื่อเป็นทรัพยากรให้งานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ในอนาคต
ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ หรือ NBRC (National Bioresource Center) ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมการเก็บรักษาตัวอย่างเข้ากับข้อมูลและงานวิจัย โดยมีความสามารถในการจัดเก็บตัวอย่างชีวภาพคุณภาพสูงมากกว่า 50,000 ตัวอย่าง และมีคลังเลือดทารกแรกเกิดมากกว่า 6 ล้านตัวอย่าง ซึ่งมีการเปิดตัวในวันนี้ (30 กันยายน 2569)
เก็บอะไร และนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร
ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบายว่า NBRC แบ่งขอบเขตงานเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ธนาคารชีวภาพจุลินทรีย์ ธนาคารชีวภาพพืช ธนาคารชีวภาพสัตว์ และธนาคารชีวภาพมนุษย์ เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรแต่ละประเภทเหมาะสมและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้
การจัดเก็บตัวอย่างสำหรับงานวิจัยต้องควบคุมทั้งคุณภาพและสภาพของตัวอย่าง เพราะหากตัวอย่างเสื่อมสภาพ หรือไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลที่มาได้ ก็อาจจำกัดการนำไปใช้ศึกษาและความน่าเชื่อถือของผลวิจัย โดย NBRC ดำเนินงานภายใต้ระบบคุณภาพและมาตรฐานสากล ISO 20387:2018 ครอบคลุมการควบคุมคุณภาพ การจัดเก็บและรักษาสภาพตัวอย่าง การตรวจสอบย้อนกลับ การรักษาความปลอดภัยและความลับของข้อมูล รวมถึงการบริหารความเสี่ยง เพื่อรองรับการนำทรัพยากรชีวภาพไปใช้สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์
“NBRC ไม่ใช่แค่สถานที่เก็บตัวอย่าง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่เชื่อมโยงทรัพยากร ระบบคุณภาพ ข้อมูล และงานวิจัย เพื่อลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และยกระดับศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และสาธารณสุขของประเทศอย่างเป็นระบบ” ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าว
ตัวอย่างจากมนุษย์ใครมีสิทธินำไปใช้
สำหรับธนาคารชีวภาพมนุษย์ การเก็บตัวอย่างเพื่อใช้ประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ต้องควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิเจ้าของตัวอย่าง การรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูล รวมถึงการดำเนินงานตามหลักจริยธรรมและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ระบุว่า การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพยึดหลักสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึงทรัพยากรและแบ่งปันผลประโยชน์ การได้รับความยินยอมโดยให้ข้อมูลล่วงหน้า และการกำหนดเงื่อนไขการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ที่ผู้ให้และผู้ใช้เห็นชอบร่วมกัน
ดังนั้น การมีตัวอย่างอยู่ในคลังไม่ได้หมายความว่าใครจะนำไปใช้ได้อย่างอิสระ แต่ต้องมีการจัดการสิทธิ ข้อมูล และเงื่อนไขการใช้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม
จากทรัพยากรในห้องแล็บ สู่การดูแลสุขภาพ
ธนาคารชีวภาพเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ขณะที่การนำเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการไปใช้ดูแลประชาชนยังมีอีกหลายด้าน โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์รายงานผลงานสำคัญในปีงบประมาณ 2569 ไว้ 7 ด้าน ดังนี้
1. ตรวจยีนช่วยเลือกแนวทางรักษามะเร็ง และเชื่อมข้อมูลลดตรวจซ้ำ
กรมฯ รายงานการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วย HPV DNA สะสมแล้ว 1.33 ล้านคน พร้อมเชื่อมข้อมูลผ่านระบบ Co-Lab2 เพื่อสนับสนุนการส่งต่อรักษา รวมถึงตรวจยีน BRCA1/2 ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านมและรังไข่ และตรวจการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ในมะเร็งปอด เพื่อช่วยเลือกแนวทางรักษาตามลักษณะทางพันธุกรรมของผู้ป่วย
อีกส่วนคือการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลการตรวจทางห้องปฏิบัติการกลางของประเทศ หรือ National Data Lab จำนวน 11 รายการ ควบคู่กับการใช้การตรวจอย่างสมเหตุผล เช่น ค่าครีอะตินีนสำหรับประเมินการทำงานของไต น้ำตาลสะสม HbA1c และไขมันในเลือด เพื่อช่วยลดการตรวจซ้ำและค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพ
2. ตรวจพันธุกรรมช่วยหาสาเหตุโรคในเด็ก
นำเทคนิคตรวจรหัสพันธุกรรม Whole Exome Sequencing หรือ WES มาใช้ในผู้ป่วยเด็กวิกฤตและโรคหายาก โดยกรมฯ รายงานตัวเลขการวินิจฉัยที่ 43% พร้อมนำเทคโนโลยี Long-Read Sequencing มาใช้คัดกรองธาลัสซีเมียในเด็กแรกเกิด เพื่อช่วยให้วินิจฉัยและรักษาได้เร็วขึ้น ลดภาวะแทรกซ้อน และสนับสนุนการวางแผนครอบครัว
3. พัฒนาศักยภาพผลิตเซลล์บำบัด
จัดตั้ง DMSC ATMPs Innovation Center ซึ่งมีห้องสะอาดระดับ Class B และได้รับใบอนุญาตผลิตยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เซลล์บำบัด เช่น เซลล์ภูมิคุ้มกัน NK Cells และงานวิจัยทางคลินิกสำหรับการรักษาขั้นสูง
4. ตรวจคุณภาพอาหารเสริมและความปลอดภัยผลิตภัณฑ์อาหาร
เพิ่มบริการตรวจสารสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น แอสตาแซนธินและเบตาแคโรทีน ตรวจความปลอดภัยของภาชนะบรรจุอาหารที่ทำจากพลาสติกใหม่ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 และทดสอบสายพันธุ์จุลินทรีย์โพรไบโอติกในผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต
5. สร้างมาตรฐานสมุนไพรสำหรับพัฒนายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ
พัฒนาสูตรต้นแบบเวชสำอางจากมะแขว่น ฝาง พลูคาว และรางจืด จัดทำตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยสะสมแล้ว 173 รายการ และจำหน่ายสารมาตรฐานสำหรับตรวจสอบคุณภาพ 15 รายการ โดยปี 2569 เพิ่มสารมาตรฐานใหม่ 3 รายการ เช่น 7-OH Mitragynine เพื่อสนับสนุนการควบคุมคุณภาพและงานวิจัยสมุนไพรไทย
6. ตรวจสุขอนามัยที่พักในเมืองท่องเที่ยว
ยกระดับมาตรฐาน 3C ได้แก่ Clean Bed, Clean Air และ Clean Food หรือความสะอาดของที่นอน อากาศ และอาหาร ในที่พักและโรงแรมพื้นที่ท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต พัทยา หัวหิน และเกาะสมุย พร้อมขยายไปยังจังหวัดท่องเที่ยวอื่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย
7. ให้บริการผลตรวจผ่านระบบออนไลน์
เพิ่มบริการตรวจวิเคราะห์ใหม่กว่า 100 รายการ และให้ผู้รับบริการรับรายงานผลตรวจแบบ e-Report ผ่านระบบ iLab Plus ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการ
“ผลงานทั้ง 7 ด้าน สะท้อนถึงบทบาทของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในการเป็นกลไกสำคัญของประเทศ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่มุ่งเชื่อมโยงศักยภาพของห้องปฏิบัติการ ข้อมูลสุขภาพ เทคโนโลยีขั้นสูง และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการวินิจฉัยและการรักษา ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าว







