
โรคหัวใจอาจไม่ได้เริ่มที่หัวใจ เปิด “5 ตัวเลขสุขภาพ” สัญญาณเตือนภัยเงียบ
โรคหัวใจอาจเริ่มก่อนมีอาการ ชวนรู้จัก 5 ตัวชี้วัดสุขภาพ “น้ำตาล-ไขมัน-ความดัน-รอบเอว-มวลกล้ามเนื้อ” จับความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง
KEY
POINTS
- โรคหัวใจมักมีต้นตอมาจากความผิดปกติของระบบเผาผลาญในร่างกาย (Metabolic Syndrome) ซึ่งเป็นภัยเงียบที่ก่อตัวขึ้นโดยที่ยังไม่มีอาการเจ็บป่วยแสดงออกมา
- สัญญาณเตือนภัยเงียบที่ควรเฝ้าระวังคือ “5 ตัวเลขสุขภาพ” ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือด, ระดับไขมัน, ความดันโลหิต, ขนาดรอบเอว และมวลกล้ามเนื้อ
- การดูแลสุขภาพไม่ควรตัดสินจากน้ำหนักตัวหรือรูปร่างภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ควรเน้นการตรวจสุขภาพเชิงป้องกันเพื่อค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ
บางครั้งร่างกายไม่ได้ส่งเสียงเตือนเมื่อความเสี่ยงกำลังก่อตัว...
ไม่มีอาการเจ็บหน้าอก ไม่มีอาการเหนื่อยผิดปกติ และยังใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนเดิม แต่ภายในร่างกายอาจกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ สะสม ทั้งระดับน้ำตาล ไขมัน ความดันโลหิต ไขมันบริเวณหน้าท้อง และมวลกล้ามเนื้อ
นี่คือเหตุผลที่การดูแลสุขภาพในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงการรอให้ “ป่วยแล้วค่อยรักษา” แต่เป็นการมองหาความเสี่ยงตั้งแต่วันที่ยังไม่มีอาการ!
จากข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในปี 2568 พบว่า ยอดใช้จ่ายด้านการตรวจสุขภาพเติบโตมากกว่าร้อยละ 50 ขณะที่ยอดใช้จ่ายในหมวดโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อน
โดยสมาชิกอายุ 50 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 50 ของยอดใช้จ่ายในหมวดดังกล่าว สะท้อนความสนใจต่อการประเมินสุขภาพและการดูแลเชิงป้องกันที่เพิ่มขึ้น
จากแนวโน้มดังกล่าว เคทีซีจึงได้ร่วมกับโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ถ่ายทอดองค์ความรู้ภายใต้แนวคิด “Metabolic First, Heart Forward: โรคหัวใจไม่ได้เริ่มที่หัวใจ” ชวนมองสุขภาพให้ไกลกว่าตัวเลขบนเครื่องชั่ง และให้ความสำคัญกับความผิดปกติเล็กๆ ที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคเรื้อรังในอนาคต
เมื่อโรคหัวใจอาจมีต้นทางจาก “ระบบเมตาบอลิก”
นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน อธิบายว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความพิการ
โดยผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเพิ่งทราบว่ามีความผิดปกติเมื่อเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือภาวะหัวใจล้มเหลวแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านั้นร่างกายอาจกำลังส่งสัญญาณผ่านระบบเมตาบอลิกมาเป็นเวลานาน
“สิ่งสำคัญคือการมองเห็นความเสี่ยงตั้งแต่วันที่ร่างกายยังไม่แสดงอาการ” นพ.สุวาณิชกล่าว พร้อมชี้ว่า ปัจจุบันพบปัจจัยเสี่ยงด้านเมตาบอลิกในวัยทำงานและคนอายุน้อยมากขึ้น ขณะที่หลายคนยังรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงดี
ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ไขมันในช่องท้อง ความดันโลหิตสูง หรือระดับ LDL ที่สูงจากพันธุกรรม อาจเกิดขึ้นโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว และโรคอย่างเบาหวาน โรคไต ไขมันพอกตับ และโรคหัวใจ ก็ไม่ได้แยกขาดจากกัน หากแต่เชื่อมโยงกันผ่านเครือข่ายปัจจัยเสี่ยงเดียวกัน
การประเมินสุขภาพจึงไม่ควรมองเพียงโรคใดโรคหนึ่ง แต่ควรพิจารณาร่วมกันทั้งข้อมูลสุขภาพ โรคร่วม พฤติกรรมการใช้ชีวิต การนอน การออกกำลังกาย และประวัติครอบครัว
5 ตัวเลขที่ไม่ควรมองข้าม
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า “สุขภาพเมตาบอลิกไม่ได้สะท้อนผ่านน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียว”
สิ่งที่ควรติดตามมีอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันในเลือด ความดันโลหิต รอบเอว และมวลกล้ามเนื้อ
ตัวเลขเหล่านี้ช่วยสะท้อนความเสี่ยงของโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ ได้ตั้งแต่ระยะที่ยังไม่มีอาการ
สัญญาณที่ควรให้ความสนใจ เช่น รอบเอวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความดันโลหิตสูงกว่าปกติ ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือค่า HbA1c อยู่ที่ร้อยละ 5.7-6.4 รวมถึงไตรกลีเซอไรด์สูง HDL ต่ำ ภาวะไขมันพอกตับ และสมรรถภาพร่างกายที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม ค่าเหล่านี้เป็นข้อมูลสำหรับประเมินความเสี่ยง ไม่ใช่คำตัดสินสุขภาพด้วยตัวเอง การแปลผลและกำหนดความถี่ในการติดตามควรอยู่ภายใต้การพิจารณาของแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีโรคร่วม
น้ำหนักปกติ ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงเป็นศูนย์!
หนึ่งในกับดักของการดูแลสุขภาพคือการใช้ “น้ำหนัก” เป็นตัวแทนของสุขภาพทั้งหมด
คนที่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติอาจมีไขมันสะสมในช่องท้อง ภาวะดื้อต่ออินซูลิน หรือมีมวลกล้ามเนื้อน้อยได้ โดยเฉพาะคนที่นั่งทำงานเป็นเวลานาน ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
ในผู้สูงอายุยังต้องระวังภาวะ “อ้วนร่วมกับมวลกล้ามเนื้อน้อย” หรือ Sarcopenic Obesity ซึ่งอาจไม่เห็นชัดจากน้ำหนักตัว แต่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน ภาวะเปราะบาง และการสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน
ในทางกลับกัน คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำหรือนักกีฬาก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยง เพราะยังอาจมีภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจที่ยังไม่แสดงอาการได้
สุขภาพจึงไม่ควรถูกตัดสินจากรูปร่างหรือระดับความฟิตเพียงอย่างเดียว
“นอนกรน” อาจเป็นมากกว่าเรื่องเสียงรบกวน
อีกสัญญาณหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือการนอนกรนเสียงดัง สะดุ้งคล้ายขาดอากาศระหว่างหลับ หรือง่วงผิดปกติในช่วงกลางวัน
อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคเมตาบอลิกบางชนิด
ขณะที่ความผิดปกติทางเมตาบอลิกในระยะแรกมักไม่ก่อให้เกิดอาการ โดยเฉพาะภาวะก่อนเบาหวาน ซึ่งเป็นช่วงที่ยังสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและลดความเสี่ยงในอนาคตได้
สำหรับความถี่ในการตรวจติดตาม ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล บางกรณีอาจพิจารณาประเมินซ้ำภายใน 3-6 เดือน หรือตามดุลยพินิจของแพทย์
โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน จึงจัดตั้งศูนย์สุขภาพเมตาบอลิกและต่อมไร้ท่อ โดยมุ่งเน้นการค้นหาปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ต้นทางและดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ผ่านทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ ต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม โภชนาการ และเวชศาสตร์ป้องกัน
จาก “ตรวจเมื่อป่วย” สู่การรู้จักร่างกายก่อนเกิดโรค
สำหรับเคทีซี นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มการใช้จ่ายด้านการตรวจสุขภาพที่เพิ่มขึ้น สะท้อนความสนใจของผู้บริโภคต่อการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
เคทีซีจึงพัฒนา KTC Wellness Ecosystem ภายใต้แนวคิด “KTC Wellness: The Journey to Well-being” เพื่อเชื่อมสมาชิกเข้ากับองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และบริการสุขภาพจากพันธมิตร ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสุขภาพ การฉีดวัคซีน การออกกำลังกาย และบริการด้านเวลเนส
ท้ายที่สุด “Metabolic First, Heart Forward” อาจไม่ได้หมายถึงการชวนให้คนเรากังวลกับทุกตัวเลขที่ปรากฏบนผลตรวจสุขภาพ แต่คือการเปลี่ยนวิธีมองสุขภาพ จากการรอให้อาการปรากฏ มาเป็นการรู้จักสัญญาณเล็กๆ ที่ร่างกายกำลังบอกเรา
เพราะก่อนที่หัวใจจะส่งเสียงเตือน อาจมีตัวเลขบางตัวกำลังพูดกับเราอยู่แล้ว
และบางครั้ง การรู้จักฟังตัวเลขเหล่านั้นให้เร็วขึ้น อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพที่ยาวไกลกว่าการรักษาเมื่อโรคมาถึง...







