
15 ปีคำสัญญารัฐบาล “รถไฟฟ้าราคาเดียว” กว่า ปชช. จะได้ใช้จริง!
จากคำสัญญา “20 บาทตลอดสาย” ในปี 2554 ผ่านรัฐบาลหลายชุด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงยังจำกัดอยู่เพียงบางเส้นทาง ล่าสุดรัฐบาลยกเลิกมติ 20 บาททุกสาย และเปลี่ยนเป็นค่าโดยสารตามระยะทางสูงสุด 45 บาทต่อเที่ยว
KEY
POINTS
- รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ถูกประกาศเป็นนโยบายเร่งด่วนตั้งแต่ปี 2554 แต่ติดข้อจำกัดเรื่องสัญญาสัมปทาน ระบบตั๋วร่วม และเงินชดเชยผู้ให้บริการ
- มาตรการราคาพิเศษที่เกิดขึ้นจริงตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมาครอบคลุมเพียงสายสีแดงและสายสีม่วง จาก 20 บาทต่อเที่ยว เปลี่ยนเป็นเหมาจ่ายสูงสุด 40 บาทต่อวัน
- เดือนมิถุนายน 2569 ครม.ยกเลิกมติ 20 บาททุกสาย และเปลี่ยนเป็นค่าโดยสารตามจริง สูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว คาดว่าจะได้ใช้จริงต้นปี 2570 ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล
นโยบายลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าเวียนกลับมาอยู่ในการหาเสียงและแถลงนโยบายของรัฐบาลหลายครั้งตลอด 15 ปี ตั้งแต่คำสัญญา “20 บาทตลอดสาย” ที่ประกาศว่าจะเริ่มภายในปีแรกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จนถึงมติล่าสุดของรัฐบาลอนุทิน ที่เปลี่ยนมาใช้ค่าโดยสารตามระยะทาง สูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว
ระหว่างทาง ตัวเลขค่าโดยสารเปลี่ยนจาก 20 บาททุกสาย เป็น 20 บาทเฉพาะสองสาย เหมาจ่าย 40 บาทต่อวัน และเพดาน 45 บาทต่อเที่ยวเรื่อยมา!
ขณะที่เหตุผลซึ่งทำให้นโยบายไม่เกิดขึ้นครบทั้งระบบยังวนกลับมาที่ปัญหาเดิม ได้แก่ สัญญาสัมปทานหลายฉบับ ระบบตั๋วร่วมที่ยังไม่สมบูรณ์ แหล่งเงินชดเชย กฎหมายที่ยังไม่แล้วเสร็จ และแน่นอนว่ารวมถึงการเปลี่ยนนโยบายเมื่อรัฐบาลเปลี่ยน
โพสต์ทูเดย์ พาย้อนไทม์ไลน์กันสักหน่อยว่า 15 ปีคำสัญญาของรัฐบาลแต่ละยุคกับเรื่อง "รถไฟฟ้า" คนไทยต้องเจอกับอะไรมาบ้าง
2554 -- ประกาศ “20 บาทตลอดสาย” เป็นนโยบายเร่งด่วน
เดือนพฤษภาคม 2554 พรรคเพื่อไทย เปิดตัวนโยบายหาเสียงรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โดยมีเป้าหมายลดค่าครองชีพและจูงใจให้ประชาชนใช้ระบบราง
หลังจัดตั้งรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แถลงนโยบายต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 23–25 สิงหาคม 2554 โดยบรรจุการปรับโครงสร้างราคาค่าโดยสาร การพัฒนาระบบตั๋วร่วม และค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายไว้เป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก
เดือนถัดมา กระทรวงคมนาคมเริ่มหารือกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. และการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. แต่พบข้อจำกัดจากสัญญาระหว่างรัฐกับผู้ให้บริการเอกชน ทำให้รัฐไม่สามารถสั่งลดค่าโดยสารได้ทันทีโดยไม่มีการชดเชยรายได้
เดือนตุลาคมปีเดียวกัน ประเทศไทยเผชิญมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการช่วยเหลือประชาชน ฟื้นฟูพื้นที่เสียหาย และพยุงเศรษฐกิจ ส่วนรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายไม่ได้เกิดขึ้นภายในปีแรกตามที่ประกาศไว้
สรุป เป็นทั้งคำหาเสียงและนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา แต่ไม่ได้เริ่มใช้จริง
2555 -- พบต้นทุนชดเชย ตั๋วร่วมและโครงข่ายยังไม่พร้อม
เดือนพฤษภาคม 2555 กระทรวงคมนาคมประเมินเบื้องต้นว่า หากดำเนินมาตรการ 20 บาทตลอดสาย รัฐอาจต้องชดเชยรายได้ให้ผู้ให้บริการประมาณปีละ 8,000 ล้านบาท
ต่อมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในขณะนั้น ระบุว่า นโยบายยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที เนื่องจากระบบตั๋วร่วมยังไม่แล้วเสร็จ ขณะที่โครงข่ายรถไฟฟ้ายังไม่ครอบคลุม โดยขณะนั้นมีระบบหลักเพียงสายสีเขียว สายสีน้ำเงิน และแอร์พอร์ต เรล ลิงก์
กระทรวงคมนาคมเคยพิจารณาเริ่มมาตรการจากรถไฟฟ้าที่รัฐบริหารเอง เช่น แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แต่ยังมีข้อกังวลว่ารายได้หลังลดค่าโดยสารอาจไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานและซ่อมบำรุง
สรุป มีการศึกษาและเสนอรูปแบบนำร่อง แต่ไม่ได้เริ่มใช้จริง
2556–2557 -- รอรถไฟฟ้าครบโครงข่าย
ปี 2556 รัฐบาลขยับเงื่อนไขของนโยบาย โดยระบุว่าต้องรอรถไฟฟ้าสายใหม่สร้างเสร็จและเพิ่มสัดส่วนเส้นทางที่รัฐสามารถควบคุมเงื่อนไขได้ คาดการณ์ในขณะนั้นว่านโยบายอาจเกิดขึ้นช่วงปี 2558–2560
ช่วงเดียวกัน รัฐบาลผลักดันร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการขยายระบบราง แต่วันที่ 12 มีนาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการตราร่างกฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยนี้เป็นการวินิจฉัยร่างกฎหมายกู้เงิน ไม่ได้เป็นการตีตกนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทโดยตรง แต่ทำให้กลไกลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลไม่สามารถเดินหน้าตามแผนเดิมได้
วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เกิดรัฐประหาร รัฐบาลยิ่งลักษณ์สิ้นสุดลง โดยไม่มีการเริ่มใช้ค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย
สรุป กำหนดเวลาดำเนินการถูกเลื่อนจากปีแรกไปผูกกับการสร้างโครงข่ายในอนาคต ก่อนรัฐบาลสิ้นสุดลง
2566 -- นโยบายกลับมา แต่เริ่มจริงเพียงสองสาย
วันที่ 28 เมษายน 2566 พรรคเพื่อไทย นำ นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย กลับมาใช้เป็นนโยบายหาเสียงอีกครั้ง หลังจัดตั้งรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ประกาศนำร่องมาตรการกับ รถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง
วันที่ 16 ตุลาคม 2566 ครม.อนุมัติมาตรการค่าโดยสารสูงสุด 20 บาทสำหรับสองสาย และวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 เปิดให้ผู้โดยสารใช้บัตร EMV เดินทางเชื่อมต่อระหว่างสองระบบ โดยเสียค่าโดยสารรวมไม่เกิน 20 บาท
รัฐบาลเลือกเริ่มจากสายสีแดงและสายสีม่วง ซึ่งเป็นโครงการภายใต้หน่วยงานของรัฐ ก่อนขยายไปสู่ระบบอื่นที่มีโครงสร้างสัญญาและผู้ให้บริการแตกต่างกัน
สรุป เกิดขึ้นจริง แต่คำว่าตลอดสายครอบคลุมเฉพาะสายสีแดงและสายสีม่วง ไม่ใช่รถไฟฟ้าทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล
2567 -- ต่ออายุมาตรการ แต่ค่าโดยสารแต่ละระบบยังแยกกัน
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ครม.ต่ออายุมาตรการ 20 บาทสำหรับสายสีแดงและสายสีม่วงถึงเดือนพฤศจิกายน 2568 พร้อมศึกษาแนวทางจัดตั้งกองทุนซื้อคืนสัมปทานและการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติด เพื่อนำรายได้มาอุดหนุนค่าโดยสาร
ขณะที่สองสายยังใช้เพดาน 20 บาท รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินปรับค่าโดยสารสูงสุดเป็น 45 บาท สะท้อนว่ารถไฟฟ้าแต่ละระบบยังคงใช้โครงสร้างราคาตามสัญญาของตัวเอง และรัฐบาลยังไม่มีค่าโดยสารร่วมครอบคลุมทั้งโครงข่าย
สรุป ต่ออายุมาตรการได้เฉพาะสองสาย ส่วนการขยายไปยังระบบอื่นยังอยู่ในขั้นศึกษาแหล่งเงินและรูปแบบจัดการสัมปทาน
2568 -- ครม.อนุมัติ 20 บาททุกสาย แต่กฎหมายไม่ทันกำหนด
วันที่ 29 มกราคม 2568 ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และวันที่ 13 กุมภาพันธ์ สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการร่างกฎหมายดังกล่าว
ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ครม.เห็นชอบมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสายระยะที่ 2 ตั้งเป้าให้ครอบคลุมรถไฟฟ้า 8 เส้นทาง และเริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2568 รัฐบาลยังเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผูกบัตรผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม
อย่างไรก็ตาม ก่อนเริ่มมาตรการ กระทรวงคมนาคมระบุว่าต้องรอกฎหมายสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่
- กฎหมายกำกับการขนส่งทางราง
- กฎหมายบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม
- การแก้ไขกฎหมาย รฟม.
เพื่อเปิดทางให้นำเงินสะสมมาใช้สนับสนุนโครงการ รวมถึงต้องออกกฎหมายลูกและเจรจาแก้ไขสัญญากับผู้ให้บริการ
เมื่อกระบวนการทางกฎหมายล่าช้า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม ในรัฐบาลแพทองธาร จึงขยับเป้าหมายจากวันที่ 1 ตุลาคมเป็นวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 แต่สุดท้ายมาตรการก็ไม่ได้เริ่มใช้
สรุป ครม.อนุมัติและเปิดลงทะเบียนแล้ว แต่ยังไม่ใช่มาตรการที่ประชาชนได้ใช้จริง
สิงหาคม 2568 -- แผนใช้งบกลางระหว่างรอกฎหมายไม่ผ่าน
ระหว่างที่กฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ กระทรวงคมนาคมเสนอใช้งบกลางเพื่อชดเชยรายได้ให้ผู้ให้บริการเป็นมาตรการชั่วคราว
ไทยรัฐรายงานโดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของ นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้นว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว เนื่องจากไม่เข้าลักษณะเรื่องจำเป็นเร่งด่วน
กรณีนี้จึงไม่ใช่การตีตกนโยบาย 20 บาททั้งหมด แต่เป็นการไม่เห็นด้วยกับวิธีใช้งบกลางเป็นแผนสำรองระหว่างรอกฎหมาย
29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ รัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่ง ทำให้คณะรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งตาม
ตามมาด้วยเดือนกันยายน 2568 รัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ารับตำแหน่ง นโยบาย 20 บาททุกสายของรัฐบาลเดิมจึงไม่ได้เริ่มในวันที่ 15 พฤศจิกายน
สรุป แผนหาเงินชดเชยชั่วคราวไม่ผ่าน ขณะที่กลไกตามกฎหมายหลักยังไม่พร้อม
ธันวาคม 2568 -- จาก 20 บาทต่อเที่ยว เปลี่ยนเป็นเหมาจ่าย 40 บาทต่อวัน
รัฐบาลอนุทินอนุมัติมาตรการค่าโดยสารเหมาจ่ายรายวันสำหรับรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 โดยใช้ได้เฉพาะบัตร EMV ที่ร่วมรายการ ได้แก่ บัตร EMV ของธนาคาร บัตรแมงมุม EMV และบัตร MRT EMV ไม่ครอบคลุมผู้ซื้อตั๋วโดยสารทั่วไปทุกคน
มาตรการกำหนดเพดานค่าโดยสารไม่เกิน 40 บาทต่อวันสำหรับประชาชนทั่วไป และไม่เกิน 30 บาทต่อวันสำหรับนักเรียนและนักศึกษา ผู้โดยสารสามารถเดินทางภายในสายสีแดงและสายสีม่วง รวมถึงเปลี่ยนระหว่างสองระบบได้ไม่จำกัดจำนวนเที่ยว ตั้งแต่เวลา 05.00–24.00 น. โดยต้องใช้บัตรชำระเงินที่เข้าร่วมมาตรการและแตะบัตรใบเดียวกันเข้า–ออกระบบ
สรุป มาตรการเกิดขึ้นจริง แต่เปลี่ยนจากการจำกัดราคาไม่เกิน 20 บาทต่อเที่ยว มาเป็นการจำกัดค่าใช้จ่ายรวมต่อวัน และยังครอบคลุมเฉพาะสายสีแดงกับสายสีม่วง ไม่รวมรถไฟฟ้าระบบอื่น
มิถุนายน 2569 ยกเลิกมติ 20 บาท เปลี่ยนเป็นเพดาน 45 บาทต่อเที่ยว
วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ครม.มีมติยกเลิกมติวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เรื่องมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสายระยะที่ 2 และเปลี่ยนมาใช้แนวทางค่าโดยสารตามจริง สูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว
โครงสร้างใหม่กำหนดให้รวมค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิม 17 บาท และไม่เก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อต่อรถไฟฟ้าต่างระบบ พร้อมกำหนดให้ใช้บัตร EMV Contactless และจัดทำอัตราพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส
รัฐบาลมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อกำหนดหน่วยงานที่จะพัฒนาและบริหารศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง พร้อมตั้งเป้าออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมภายในเดือนธันวาคม 2569
สรุป นโยบาย 20 บาททุกสายไม่ได้ถูกยกเลิกและแทนที่ด้วยโครงสร้างใหม่ ส่วนเพดาน 45 บาทยังต้องรอการออกกฎกระทรวงและระบบแบ่งรายได้ก่อนใช้จริงครบทุกสาย
ปัจจุบัน รถไฟฟ้าแต่ละสายราคาเท่าไร
ราคาเดือนกันยายน 2569 ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังไม่ได้ใช้อัตราเดียวกันทั้งระบบ ราคาขึ้นอยู่กับระยะทาง เส้นทาง ผู้ให้บริการ และประเภทบัตรที่ใช้ ตัวอย่างอัตราสำหรับผู้โดยสารทั่วไป ได้แก่
- สายสีเขียว BTS ค่าโดยสารแตกต่างตามช่วงสัมปทานและส่วนต่อขยาย หากเดินทางข้ามหลายช่วง ค่าโดยสารรวมสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 65 บาทต่อเที่ยว
- สายสีน้ำเงิน MRT 17–45 บาทต่อเที่ยว ตามระยะทาง
- สายสีเหลืองและสายสีชมพู 15–45 บาทต่อเที่ยว ตามระยะทาง
- แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ 15–45 บาทต่อเที่ยว
- สายสีแดงและสายสีม่วง ปัจจุบันมีมาตรการเหมาจ่ายรวมกันสูงสุด 40 บาทต่อวันสำหรับประชาชนทั่วไป และ 30 บาทต่อวันสำหรับนักเรียนและนักศึกษา เดินทางได้ไม่จำกัดเที่ยวภายในสองระบบ
ตัวเลขสูงสุดของแต่ละสายยังไม่ใช่ค่าใช้จ่ายสูงสุดของการเดินทางหนึ่งเที่ยวเสมอไป หากผู้โดยสารต้องเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าอีกระบบ อาจต้องจ่ายค่าแรกเข้าและค่าโดยสารใหม่ตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละราย ทำให้ค่าเดินทางรวมสูงกว่าเพดานของรถไฟฟ้าสายใดสายหนึ่ง
ส่วนมาตรการค่าโดยสารร่วมตามจริงสูงสุด 45 บาทต่อเที่ยว ซึ่งกำหนดให้เก็บค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียวเมื่อเดินทางข้ามระบบ ยังเป็นนโยบายที่อยู่ระหว่างเตรียมกฎกระทรวงและระบบบริหารรายได้กลาง โดยรัฐบาลตั้งเป้าเริ่มใช้วันที่ 1 มกราคม 2570
อ้างอิง
https://www.thaipbs.or.th/verify/content/7955
https://www.tcc.or.th/documents/metro40baht
https://www.matichon.co.th/economy/news_5358778







