
ทำไมจีนจับ “หุ่นยนต์” มาแข่งกีฬา? นับถอยหลัง 1 ปี สู่เป้าหมาย “ฮิวแมนนอยด์” ของจีน
สงสัยหรือไม่ ทำไมจีนจับ “หุ่นยนต์” มาแข่งกีฬา? กับการนับถอยหลัง 1 ปี สู่เป้าหมาย “ฮิวแมนนอยด์” ของจีน ที่ต้องพิสูจน์ถึงผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้!
KEY
POINTS
- การแข่งขันหุ่นยนต์จีนพัฒนาจากกิจกรรมมหาวิทยาลัยเมื่อกว่า 10 ปีก่อน สู่การแข่งขันที่มีทั้ง กีฬาและภารกิจจำลองจากโลกจริง เพื่อทดสอบความสามารถของ "หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์"
- MIIT กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน วางเป้าหมายตั้งแต่ปี 2566 ให้ Humanoid เข้าสู่การผลิตจำนวนมาก ก่อนเข้าไปอยู่ในเศรษฐกิจจริงและกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจจีนในปี 2570
- โจทย์ต่อไปไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ “เก่งแค่ไหน” แต่คือ ทำงานจริงได้หรือไม่และคุ้มค่าหรือไม่ ขณะที่ราคาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังมี ต้นทุนประมาณ 300,000–500,000 หยวนต่อตัว
ภาพหุ่นยนต์สองขาวิ่งแข่ง เตะฟุตบอล เล่นเทนนิส หรือแข่งขันกันทำภารกิจต่าง ๆ อาจทำให้การแข่งขันหุ่นยนต์ของจีนดูเหมือนมหกรรมกีฬาแห่งโลกอนาคต และแน่นอว่า มันสร้างความหวือหวาชวนดู
แต่เบื้องหลังของการแข่งกีฬาเหล่านั้น คือ พัฒนาการของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ที่มีเป้าหมายสำคัญระดับชาติของจีนปักอยู่!
แต่สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ว่า หากย้อนดูการแข่งขันหุ่นยนต์ของจีนตลอดกว่า 10 ปี จะพบพัฒนาการจากกิจกรรมที่มีลักษณะคล้ายโครงงานวิทยาศาสตร์ แข่งกันระหว่างมหาวิทยาลัย ไปสู่เวทีระดับประเทศที่เกิดขึ้นพร้อมกับการผลักดันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ของรัฐบาลจีน
โดยเฉพาะในปีนี้ ที่เห็นการแข่งขันหุ่นยนต์เพื่อทดสอบแก้ไขสถานการณ์จริงกว่ารายหลายการ!
ย้อนกลับไปดูพัฒนาการด้านหุ่นยนต์ของจีนอีกสักนิด
จะพบจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2557 เมื่อประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวถึงอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ว่าเป็นเสมือน “อัญมณีบนมงกุฎของอุตสาหกรรมการผลิต” ก่อนกรุงปักกิ่งจัด World Robot Conference ครั้งแรกในปีถัดมา
กว่า 10 ปี สิ่งที่อยู่ในสนามแข่งขันไม่ได้มีเพียงหุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวตามคำสั่งอีกต่อไป แต่เป็น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือ หุ่นยนต์ที่มีโครงสร้างและการเคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์ ซึ่งกำลังถูกทดสอบตั้งแต่ความเร็ว การทรงตัว ไปจนถึงการทำงานที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่มนุษย์ทำในโรงงานและภาคบริการ โดยที่มันสามารถตอบโต้ได้เองอัตโนมัติ!
Robot Olympics แข่งอะไรกันบ้าง?
“Robot Olympics” คือ World Humanoid Robot Games การแข่งขันกีฬาสำหรับหุ่นยนต์ Humanoid ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โดยปี 2569 เป็นการจัดงาน ครั้งที่ 2 หลังการแข่งขันครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2568
การแข่งขันปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–26 สิงหาคม 2569 เป็นเวลา 5 วัน ที่ National Speed Skating Oval หรือสนาม “Ice Ribbon” ซึ่งเคยใช้เป็นสนามแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวปักกิ่ง 2022 โดยมีหุ่นยนต์เข้าร่วมถึง 2,056 ตัว จาก 666 ทีม ครอบคลุม 16 ประเทศใน 6 ทวีป เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปีแรกที่มี 280 ทีมและหุ่นยนต์ประมาณ 500 ตัว
ในจำนวนทีมทั้งหมด มีทั้งบริษัท มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัย โดยเฉพาะฝั่งจีนมี 157 บริษัท และ 200 มหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัย เข้าร่วม ขณะที่ต่างประเทศมีทีมสำคัญๆ เช่น สหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น
การแข่งขันก็เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 26 รายการในปีแรก เป็น 51 รายการในปีนี้ รวมการแข่งขันทั้งหมด 1,301 แมตช์ ตลอด 5 วัน แบ่งเป็น การแข่งขันกีฬา 30 รายการ และการแข่งขันจำลองสถานการณ์จริง 21 รายการ
ฝั่งกีฬาไม่ได้มีเฉพาะการวิ่งเท่านั้น แต่ครอบคลุมตั้งแต่ วิ่ง 100 เมตรและ 400 เมตร ฟุตบอล ไปจนถึงกระโดดไกล ยกน้ำหนัก ชักเย่อ ปิงปอง ศิลปะการต่อสู้ และกีฬาประเภทอื่นๆ
ที่สำคัญคือ หลายรายการถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ในปีนี้ เพื่อเพิ่มความซับซ้อนและระดับการปะทะของการแข่งขัน
ส่วนอีก 21 รายการ เป็นการแข่งขันแบบการจำลองสถานการณ์จริง ครอบคลุม 9 สาขา เช่น บ้าน โรงแรม โลจิสติกส์ โรงงาน ร้านอาหาร สำนักงาน และสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อทดสอบว่าหุ่นยนต์สามารถเข้าใจสภาพแวดล้อมและปฏิบัติงานจริงได้มากน้อยเพียงใด
ตัวอย่างโจทย์มีตั้งแต่ ประกอบชิ้นงาน หยิบและจัดการวัตถุ ให้บริการในร้านอาหาร ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงเสียบสายเคเบิล และมากกว่า 40% ของการทดสอบในกลุ่มสถานการณ์จริงกำหนดให้หุ่นยนต์ทำงานด้วยตัวเอง โดยไม่ให้มนุษย์ควบคุมการเคลื่อนไหวตลอดเวลา
รัฐบาลปักกิ่งระบุว่า การแข่งขันหลายประเภทไม่มีการควบคุมจากมนุษย์ กำหนดให้หุ่นยนต์ทำงานด้วยตัวเองตลอดกระบวนการ เพื่อทดสอบระบบ AI ในตัวหุ่นยนต์นั่นเอง!
แล้วทำไมต้องจับหุ่นยนต์มา “แข่งกีฬา”?
กีฬาเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้เห็นสมรรถนะหลายด้านของหุ่นยนต์พร้อมกัน
ตัวอย่างเช่น การวิ่ง ต้องใช้การรักษาสมดุล การประสานข้อต่อและมอเตอร์ รวมถึงการควบคุมร่างกายขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง
ส่วน ฟุตบอล เพิ่มโจทย์เรื่องการมองเห็นวัตถุและผู้เล่นอื่น การประเมินตำแหน่ง การตัดสินใจ และการควบคุมร่างกายให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนตลอดเวลา
แต่การแข่งขันปีนี้แตกต่างออกไป หลายรายการที่ไม่ใช่กีฬาถูกบรรจุลงในการแข่งขัน และแสดงให้เห็นว่า ความสามารถทางกีฬาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการทำงานจริง
ยกตัวอย่างโจทย์อย่าง “เสียบสายเคเบิล” ซึ่งฟังดูง่ายสำหรับมนุษย์ แต่หุ่นยนต์ต้องมองเห็นสายและช่องเสียบ ประเมินตำแหน่ง ควบคุมมือให้แม่นยำ และปรับการเคลื่อนไหวเมื่อทำไม่สำเร็จ
ความสามารถลักษณะนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับงานในอุตสาหกรรมการผลิตโดยตรง!
ทำไมต้องเป็น “ฮิวแมนนอยด์” ในเมื่อโรงงานก็มีแขนกลอยู่แล้ว?
นี่เป็นคำถามสำคัญ เพราะจีนไม่ได้เริ่มต้นเรื่องหุ่นยนต์ใช้งานจากศูนย์
จริงๆ แล้วจีนเป็นตลาดหุ่นยนต์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่อยู่แล้ว และแขนกลถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมตั้งแต่รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ ไปจนถึงการผลิตสินค้าอีกจำนวนมาก
แต่เอกสารนโยบาย ฮิวแมนนอยด์ ของ กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน หรือ MIIT แสดงให้เห็นว่า เป้าหมายของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แตกต่างออกไป
MIIT ต้องการพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีทั้งระบบ รับรู้สภาพแวดล้อม ควบคุมพฤติกรรมและการเคลื่อนไหว ปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ รวมถึงแขน มือ และขาที่สามารถทำภารกิจซับซ้อนขึ้น
ในภาคการผลิต MIIT ระบุพื้นที่เป้าหมายอย่างอุตสาหกรรม 3C ได้แก่ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอุตสาหกรรมรถยนต์
เพราะฉะนั้น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนแขนกลอุตสาหกรรมทั้งหมด แต่เพื่อทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติเดิม และขยายไปสู่งานที่ต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น
เนื่องจากแขนกลอุตสาหกรรมทั่วไปเหมาะกับงานที่มีขั้นตอนและพื้นที่ทำงานค่อนข้างแน่นอน ขณะที่งานบางประเภทต้องเคลื่อนที่ระหว่างจุดต่างๆ หยิบจับวัตถุหลายรูปแบบ ใช้เครื่องมือ หรือปรับการทำงานตามสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นความสามารถที่ MIIT ต้องการพัฒนาในหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
จากสนามแข่ง สู่ยุทธศาสตร์ ฮิวแมนนอยด์ ระดับชาติของจีน
เดือนพฤศจิกายน 2566 MIIT ออก Guiding Opinions on the Innovation and Development of Humanoid Robots โดยระบุว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เป็นเทคโนโลยีที่ผสาน AI การผลิตขั้นสูง และวัสดุใหม่ และมีศักยภาพเป็นผลิตภัณฑ์พลิกอุตสาหกรรมต่อจากคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และรถยนต์พลังงานใหม่
แต่ MIIT ยอมรับในเวลาเดียวกันว่า อุตสาหกรรมฮิวแมนนอยด์ของจีนยังมีจุดอ่อน ตั้งแต่เทคโนโลยีพื้นฐาน ระบบปฏิบัติการ ชิ้นส่วนสำคัญ ตัวผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงบริษัทผู้นำและระบบนิเวศอุตสาหกรรม
รัฐบาลจึงกำหนดเป้าหมายเป็นขั้น โดย
ปี 2568 จีนต้องสร้างระบบนวัตกรรมฮิวแมนนอยด์เบื้องต้น สร้างความก้าวหน้าในเทคโนโลยีสำคัญ และผลักดันผลิตภัณฑ์ฮิวแมนนอยด์เข้าสู่การผลิตจำนวนมาก นอกจากนี้ยังตั้งเป้าสร้างบริษัทที่มีอิทธิพลระดับโลก 2–3 ราย และคลัสเตอร์อุตสาหกรรม 2–3 แห่ง
ปี 2569 ต้องเกิดสถานการณ์ใช้งานที่มีมูลค่าสูงมากกว่า 100 รูปแบบ และสร้างศักยภาพรองรับการนำ Humanoid และ Embodied AI ไปใช้งานในระดับ 10,000 ตัว
ปี 2570 สร้าง Supply Chain ที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ มีระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่สามารถแข่งขันระดับโลก และผลักดันฮิวแมนนอยด์ให้ เข้าไปอยู่ในเศรษฐกิจจริงอย่างลึกซึ้ง จนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจได้
จาก “ทำได้” สู่คำถามว่า “คุ้มค่าหรือไม่?”
หากดูเป้าหมายที่จีนกำหนด ดูเหมือนว่าด้านเทคโนโลยี หรือการสร้างบริษัทที่มีอิทธิพลระดับโลกนั้น เรียกว่า เห็นความก้าวหน้าชัดเจน อย่างไรก็ตามเป้าหมายที่สำคัญกว่าซึ่งถูกตั้งไว้ในปี 2570 เป็นด่านสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าจีนทำถึงหรือไม่!
เดือนมกราคม 2569 ฝั่งกระทรวงอุตสาหกรรมจีนรายงานผลปี 2568 ว่า จีนมีบริษัทผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั้งตัวแล้ว มากกว่า 140 บริษัท และมีผลิตภัณฑ์ออกมามากกว่า 330 รุ่น พร้อมระบุว่าหุ่นยนต์จีนพัฒนาจากระดับ “ยืนได้ เดินมั่นคง วิ่งเร็ว” บนเวทีและการแข่งขัน ไปสู่การใช้งานในบ้านและโรงงาน
นอกจากนี้ ฝั่งรัฐบาลจีนรายงานในเดือนกรกฎาคมว่า คาดว่าจีนจะผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 100,000 ตัวในปี 2569
และได้เห็นการใช้งานจริง ตัวอย่างที่รัฐบาลนำเสนอ เช่น โรงงาน Smart Terminal ในหนานชางใช้ Humanoid 4 ตัวทำงานร่วมกับสายการผลิตเดิม โดยหนึ่งกระบวนการใช้เวลาประมาณ 18 วินาที และมีอัตราความสำเร็จ 98.5%
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมว่า หลังอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ แสดงความสามารถตั้งแต่วิ่งมาราธอน ตีลังกา ไปจนถึงเต้นได้แล้ว นักลงทุนกำลังหันมาถามเรื่อง ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
เพราะปัจจุบัน หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เหล่านี้ ยังมีต้นทุนประมาณ 300,000–500,000 หยวนต่อตัวหรือประมาณ 1.5 -2.5 ล้านบาทเลยทีเดียว
ขณะที่ Guotai Securities ประเมินว่า หากต้องการให้การใช้หุ่นยนต์ คืนทุนภายใน 2 ปี เมื่อเทียบกับแรงงานที่ได้รับค่าจ้าง 80,000 หยวนต่อปี ต้นทุนของหุ่นยนต์รวมค่าบำรุงรักษาควรลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 160,000 หยวน หรือราว 7.8 แสนบาทต่อตัว เท่านั้น
ซึ่งหมายความว่าต้นทุนของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สำหรับงานอุตสาหกรรมในปัจจุบันยังสูงกว่าระดับดังกล่าวเกือบ 2–3 เท่า!
นอกจากนี้ หุ่นยนต์จำนวนไม่น้อยที่ผลิตออกมาในเวลานี้ยังไม่ได้ถูกส่งไปเป็น “พนักงานหุ่นยนต์” ที่สร้างผลผลิตให้โรงงานจริง แต่ถูกนำไปใช้ในลักษณะ “Data Factory” หรือ ใช้หุ่นยนต์ฝึกทำภารกิจ เช่น หยิบจับ เคลื่อนย้าย หรือใช้เครื่องมือซ้ำๆ เพื่อสร้างข้อมูลสำหรับฝึก AI ให้สามารถทำงานในโลกจริงได้ดีขึ้นมากกว่า
เกออร์ก สตีเลอร์ (Georg Stieler) นักวิเคราะห์ด้านหุ่นยนต์ ประเมินกับสำนักข่าวรอยเตอร์ ว่า 50–70% ของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ที่ผลิตในจีนปีนี้อาจถูกนำไปใช้ใน Data Factory มากกว่าทำงานสร้างผลผลิตให้ลูกค้าที่นำไปใช้งานได้จริงด้วยซ้ำ
จีนมีคนกว่า 1.4 พันล้าน ทำไมยังพูดถึงหุ่นยนต์แทนแรงงาน?
อีกคำถามที่ตามมาคือ เหตุใดประเทศที่ยังมีประชากรมหาศาลจึงต้องการนำหุ่นยนต์เข้าไปทำงานแทนมนุษย์บางส่วน
ตัวเลขจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน หรือ NBS ช่วยให้เห็นบริบทของเรื่องนี้
สิ้นปี 2568 จีนมีประชากร 1,404.89 ล้านคน ลดลง 3.39 ล้านคนจากปีก่อน หลังมีเด็กเกิดใหม่ 7.92 ล้านคน แต่มีผู้เสียชีวิต 11.31 ล้านคน
ประชากรอายุ 16–59 ปีอยู่ที่ 851.36 ล้านคน หรือ 60.6%
ขณะที่คนอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มเป็น 323.38 ล้านคน หรือ 23%
และประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 223.65 ล้านคน หรือ 15.9%
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจีนกำลัง “ไม่มีแรงงาน” เพราะประชากรวัย 16–59 ปียังมีมากกว่า 850 ล้านคน
แล้ว ทำไมต้องหุ่นยนต์ เอกสาร MIIT ให้รายละเอียดมากขึ้น
เอกสารของ MIIT ระบุพื้นที่เป้าหมายของการมีหุ่นยนต์ ตั้งแต่งานในโรงงาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรม คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ ไปจนถึงงานตรวจสอบและซ่อมบำรุง คลังสินค้าและโลจิสติกส์ ร้านอาหารและค้าปลีก การแพทย์และดูแลสุขภาพ รวมถึงงานด้านความปลอดภัย กู้ภัย และรับมือภัยพิบัติ
เหตุผลของการเลือกงานเหล่านี้แตกต่างกันไป โดยบทความของ Economic Daily ที่เว็บไซต์ MIIT นำมาเผยแพร่ระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมมีช่องว่างด้านแรงงาน และมีงานจำนวนมากที่เป็นมาตรฐานและทำซ้ำ จึงเหมาะกับการนำหุ่นยนต์เข้าไปใช้งาน ขณะที่งานบริการมีความต้องการจำนวนมาก ส่วนงานเฉพาะทาง เช่น กู้ภัยและรับมือภัยพิบัติ มีทั้ง ความเสี่ยงสูงและสภาพแวดล้อมที่มนุษย์เข้าถึงได้ยาก
กล่าวคือ เป้าหมายในเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่การสร้างหุ่นยนต์มา “แทนคนทุกอาชีพ” แต่เป็นการนำหุ่นยนต์เข้าไปในงานที่ ขาดแรงงาน งานที่ทำซ้ำและมีมาตรฐาน หรืองานที่มีความเสี่ยงและมนุษย์ทำได้ยากก่อน
ทั้งนี้ หวัง ซิงซิง ซีอีโอของ Unitree กล่าวกับรอยเตอร์ว่า หุ่นยนต์ กำลังรอสิ่งที่เขาเรียกว่า “ChatGPT moment” หรือจุดที่ซอฟต์แวร์หุ่นยนต์พัฒนาไปถึงขั้นที่สามารถรับคำสั่งง่ายๆ แล้วจัดการงานส่วนใหญ่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยได้
เขาประเมินว่าจุดดังกล่าวอาจยังต้องใช้เวลาอีก 2–10 ปี.
อ้างอิง
https://www.reuters.com/world/asia-pacific/beyond-marathons-backflips-chinas-robots-face-commercial-test-2026-08-18
https://www.reuters.com/world/asia-pacific/robots-can-outrun-humans-can-they-plug-cable-2026-08-23
https://english.news.cn/20250818/158ade6ea3324b0686eeccde7185035c
Ministry of Industry and Information Technology of China (MIIT)







