
"โรช" แนะไทยปลดล็อกเข้าถึง "ยา" ด้วยกลไก MEA เร่งเครื่อง Medical Hub
โรช แนะไทยปลดล็อกเข้าถึงยาด้วยกลไก 'MEA' เร่งเครื่องสู่ Medical Hub ชี้หัวใจสำคัญคือ การแพทย์แม่นยำ และการลงทุนด้านวิจัย ที่สร้างมูลค่าคืนเศรษฐกิจได้ 2.9 เท่า
KEY
POINTS
- โรชเสนอให้ไทยใช้กลไกข้อตกลงการเข้าสู่ตลาด (MEA) ซึ่งเป็นความร่วมมือบริหารความเสี่ยงด้านงบประมาณระหว่างรัฐและบริษัทผู้ผลิตยา เพื่อปลดล็อกให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยานวัตกรรมราคาสูงได้
- รวมไปถึงการลงทุนด้านการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trials) เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยทุก 1 บาทที่ลงทุนสามารถสร้างมูลค่าหมุนเวียนกลับสู่เศรษฐกิจได้ถึง 2.9 เท่า
- พร้อมเน้นว่าการยกระดับสู่ Medical Hub ระดับพรีเมียมจำเป็นต้องก้าวข้ามจุดเด่นด้านบริการ ไปสู่การสร้างระบบนิเวศ "การแพทย์แม่นยำ" และการตรวจคัดกรองโรคในระยะเริ่มต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา
เจาะลึกมุมมองจาก "โรช ไทยแลนด์" หนึ่งในบริษัทยาชั้นนำระดับโลก กับ ดร.แมทธิว โคตส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไทยแลนด์ ชี้ทางออกประเทศไทยยกระดับสู่ Medical Hub ระดับพรีเมียมของโลก เน้นย้ำความสำคัญของการสร้างระบบนิเวศการแพทย์แม่นยำ และการตรวจคัดกรองโรคในระยะเริ่มต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและความคุ้มค่าเชิงงบประมาณสาธารณสุข
พร้อมเสนอเครื่องมือเชิงนโยบายระดับสากล Managed Entry Agreements (MEA) ปลดล็อกการเข้าถึงนวัตกรรมยาและลดความเสี่ยงทางการเงินให้ภาครัฐ ร่วมด้วยสถิติเม็ดเงินลงทุนด้านการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trials) ในไทยกว่า 2,300 ล้านบาท ที่สามารถสร้างมูลค่าหมุนเวียนกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจมหภาคได้สูงถึง 2.9 เท่า ซึ่งจะเปลี่ยนผ่านสาธารณสุขไทย และความหวังการยกระดับ Medical Hub จาก "Good" สู่ "Great" ในเวทีอาเซียนปี 2026
.....
ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็น "ศูนย์กลางทางการแพทย์" หรือ Medical Hub คือหนึ่งในฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลระบุว่าตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ของไทยในปี 2026 นี้ มีมูลค่าพุ่งสูงถึงกว่า 9,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 แสนล้านบาท) และรัฐบาลเพิ่งจะประกาศใช้ "แผนยุทธศาสตร์ Medical Hub พ.ศ. 2568–2577" เพื่อยกระดับประเทศในระยะยาว
แต่คำถามที่ท้าทายคือ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในภูมิภาคอาเซียน ทั้งจากสิงคโปร์ที่ครองแชมป์เทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง หรือมาเลเซียที่รุกตลาดด้วยสงครามราคา ประเทศไทยจะรักษาตำแหน่งและก้าวขึ้นสู่ความเป็น "พรีเมียม" ได้อย่างไร?
การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง จุดแข็ง "บริการ" อย่างเดียวอาจไม่พอ!
ดร.แมทธิว โคตส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไทยแลนด์ เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์จุดแข็งที่เป็นรากฐานสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย โดยมองว่าประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานของโรงพยาบาลเอกชน อุปกรณ์ทางการแพทย์ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูง
อย่างไรก็ตาม จุดเด่นเดิมของไทยที่เน้นเรื่อง "บริการ" ควบคู่กับหัตถการพื้นฐานหรือการศัลยกรรมเพื่อความงาม ซึ่งครองสัดส่วนถึง 25% ของตลาด Medical Tourism อาจไม่เพียงพออีกต่อไปในทศวรรษหน้า หากต้องการดึงดูดเม็ดเงินและผู้ป่วยที่มีเคสซับซ้อนจากทั่วโลก
"หากเราต้องการเปลี่ยนผ่านจาก 'ดี' ไปสู่ 'ยอดเยี่ยม' และได้รับการยอมรับว่าเป็น Medical Hub ระดับพรีเมียมของโลกอย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องจับคู่โครงสร้างพื้นฐานและบริการที่แข็งแกร่งที่เรามี เข้ากับ 'นวัตกรรมล้ำสมัย' " คุณแมทธิวเน้นย้ำ
ในมิติของการรักษาพยาบาล โรช มองว่าหัวใจสำคัญที่จะยกระดับมาตรฐานการแพทย์ไทยคือการสร้างระบบนิเวศ ของ "การแพทย์แม่นยำ" ร่วมกับ การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ปัจจุบัน ระบบสาธารณสุขทั่วโลกรวมถึงไทย มักจะสูญเสียทรัพยากรและงบประมาณไปกับการรักษาโรคในระยะลุกลาม ซึ่งนอกจากจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วแล้ว ผลลัพธ์ในการรักษา มักจะไม่ดีเท่าที่ควร!
การนำนวัตกรรมการวินิจฉัยขั้นสูง เช่น การตรวจยีนเชิงลึก ในกลุ่มโรคมะเร็ง จะช่วยให้แพทย์สามารถออกแบบการรักษาได้ตรงจุดและจำเพาะเจาะจงต่อบุคคล
"สำหรับผม ตัวเปลี่ยนเกม ที่แท้จริงคือการนำการแพทย์แม่นยำมาใช้อย่างกว้างขวางและรวดเร็วทั่วประเทศ... เพื่อให้มั่นใจว่าเรามีนวัตกรรมการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อดักจับโรคให้ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และรักษาในช่วงที่มีโอกาสหายขาดสูงที่สุด"
คุณแมทธิวขยายความต่อในมุมมองของนักบริหารว่า การตรวจพบเร็วไม่ได้ช่วยเพียงแค่ชีวิตคนไข้ แต่คือ ทางออกของวิกฤตงบประมาณสาธารณสุขในยุคที่ไทยก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" ในปี 2026 นี้ ซึ่งมีประชากรอายุเกิน 60 ปีสูงถึง 21%
"หากเราสามารถสร้างแผนการแพทย์แม่นยำที่ครอบคลุมและตรวจเจอโรคได้เร็ว มันจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมทั้งในแง่ของประสิทธิภาพการรักษา และความคุ้มค่าเชิงงบประมาณ"
Clinical Trials ตัวเร่งศรษฐกิจและระบบนิเวศ R&D
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจจากมุมมองของ ผู้บริหาร "โรช" คือ การปรับเปลี่ยนด้านการร่วมมือกับรัฐบาลไทย เพื่อสร้าง "โมเดลเงินทุนที่ยั่งยืน" โดยมอง 2 แนวทางหลัก
แนวทางแรก คือ "การวิจัยทางคลินิก" (Clinical Trials) ที่หลายคนมักมองว่าเป็นเรื่องของห้องแล็บและวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่สำหรับโรช นี่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มทรัพยากรเข้าสู่ระบบสาธารณสุขโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณหลักจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โรชได้เม็ดเงินลงทุนในการวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยไปแล้วกว่า 2,300 ล้านบาท ซึ่งผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจ นั้นน่าสนใจมาก โดยเปิดเผยว่า
"เรารู้ว่าการลงทุนเหล่านี้มีประโยชน์มากมาย ทั้งช่วยให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาและยาตัวใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น ช่วยยกระดับ R&D Ecosystem ของประเทศ และที่สำคัญคือส่งผลบวกต่อตัวเลขเศรษฐกิจ เพราะสถิติชี้ชัดว่า ทุกๆ 1 บาทที่ลงทุนในการวิจัยทางคลินิก จะสามารถสร้างมูลค่าหมุนเวียนกลับคืนสู่เศรษฐกิจไทยได้ถึง 2.9 บาท"
ดัน ATMPs ซึ่งมีราคาสูง ควรปลดล็อกการเข้าถึงยาด้วยกลไก MEA และ PPP
ความท้าทายสำคัญของนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) คือ "ราคาที่สูง" ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงของประชาชนทั่วไป คุณแมทธิวได้เสนออีกหนึ่งแนวทาง ซึ่งเป็นแนวทางที่สองของ โมเดลเงินทุนที่ยั่งยืน คือการบริหารจัดการงบประมาณและลดความเสี่ยงให้กับภาครัฐ ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า Managed Entry Agreements (MEA)
.......
MEA คืออะไร?
Managed Entry Agreements (MEA) หรือข้อตกลงการเข้าสู่ตลาด คือนวัตกรรมเชิงนโยบายสาธารณสุขที่เป็นความร่วมมือระหว่าง "บริษัทผู้ผลิตยา" กับ "ผู้จ่ายเงินภาครัฐ" เพื่อบริหารความเสี่ยงและงบประมาณร่วมกัน แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่
- Financial-based MEA การจำกัดเพดานงบประมาณ หรือการให้ส่วนลดแก่ภาครัฐแบบมีเงื่อนไข เพื่อควบคุมไม่ให้ค่าใช้จ่ายทะลุเป้า
- Performance-based MEA การผูกราคาและการจ่ายเงินเข้ากับผลสัมฤทธิ์ทางการแพทย์ (Risk-Sharing) เช่น บริษัทยาจะได้รับเงินทดแทนก็ต่อเมื่อยานั้นให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพจริงในตัวคนไข้ หากใช้แล้วไม่ได้ผลตามเกณฑ์ ภาครัฐก็ไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวนหรือได้รับเงินคืน
ตัวอย่างระดับโลก อาทิ หน่วยงานอย่าง NICE (National Institute for Health and Care Excellence) ของประเทศอังกฤษ ได้นำระบบ Patient Access Schemes (PAS) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ MEA มาใช้ในการอนุมัติยาโรคมะเร็งที่มีราคาสูง ทำให้ผู้ป่วยชาวอังกฤษเข้าถึงยาใหม่ได้ทันที โดยที่งบประมาณของระบบ NHS ไม่ได้รับความเสี่ยง
........
ทั้งนี้ แมทธิวระบุว่า การนำกลไก MEA มาปรับใช้ร่วมกับการทำโครงการนำร่อง ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางงบประมาณของไทยได้
"เราต้องการนำเอาการวินิจฉัย ข้อมูล และการรักษามาไว้ด้วยกัน... เพื่อให้คนไข้ที่ใช่ ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ในเวลาที่เหมาะสม"
...
ท้ายสุดนี้ จากการสัมภาษณ์มุมมองของบริษัทระดับโลกที่มีต่อ Medical Hub ของไทย ซึ่ง โรช ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยมานานกว่า 55 ปีแล้ว ทำให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่อาจหยุดนิ่งกับความสำเร็จเดิม กับการเป็นฮับด้านการแพทย์ที่เด่นด้านการบริการและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในราคาประหยัดได้อีกต่อไป
เมื่อหันมองประเทศโดยรอบ อย่างสิงคโปร์และมาเลเซียที่พยายามเจาะตลาดนี้ด้วยจุดขายที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะมาเลยเซียที่เติบโตเร็วในเรื่องของ "ความคุ้มค่าด้านราคา" และ "มาตรฐานฮาลาล" ไทยอาจจะต้องเร่งเครื่องให้ถูกจุด!







