
“เรียนฟรี” ไม่มีจริง! “ไอติม” เสนอรื้อโครงสร้างงบประมาณ-กระจายอำนาจ การศึกษาไทย
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยเข้าสู่จุดที่น่ากังวล “ไอติม” เสนอรื้อโครงสร้างงบประมาณ ทุกคนเข้าถึงการศึกษาฟรีที่มีคุณภาพสูงได้
วิกฤตความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยกำลังก้าวสู่จุดที่น่ากังวลที่สุดในรอบทศวรรษ แม้รัฐบางไทยจะพยายามผลักดันนโยบายเรียนฟรีมาเกือบ 20 ปี แต่ข้อมูลล่าสุดกลับชี้ให้เห็นว่า ระบบการศึกษาปัจจุบันกำลังกลายเป็น “กับดัก” ที่ตอกย้ำความจนมากกว่าจะสร้างโอกาส โดยเฉพาะเมื่อมองผ่านเลนส์ของงบประมาณและการจัดการที่รวมศูนย์อยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ
ดร.ไกรยส ภัทราวาท จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ ภายในงาน Beyond The Classroom : Thai Education Beyond Borders จัดโดย The Nation เมื่อวานนี้ (8 มิถุนายน 2569) ว่า หลังยุคโควิด-19 จำนวนนักเรียนยากจนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยครอบครัวที่ยากจนที่สุด 10% แรกของประเทศ ยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทางการศึกษาสูงถึง 10,000 บาทต่อปี ขณะที่กลุ่มที่รวยที่สุด 10% มีกำลังจ่ายมากกว่ากลุ่มที่จนที่สุดถึง 7.5 เท่า
ความเหลื่อมล้ำนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องเงิน แต่ลามไปถึง “ผลการเรียน” โดยผลคะแนน PISA สะท้อนว่าเด็กไทยกว่า 2 ใน 3 มีมาตรฐานต่ำกว่าเกณฑ์ OECD
"ไอติม" มองมาตรฐานการศึกษาต้องสูงเท่ากัน
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” สส.พรรคประชาชน ได้นำเสนอแนวคิดสำคัญในการออกแบบระบบการศึกษาใหม่ โดยเน้นว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบในการสร้าง "ฐานการศึกษา" ที่มีประสิทธิภาพสูงให้กับทุกคน
"ผมคิดว่าเราจะล้มเหลวในฐานะประเทศ หากวิธีเดียวที่จะเข้าถึงการศึกษาคุณภาพดีได้คือต้องไปโรงเรียนนานาชาติ... เป้าหมายของผมคือจะทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาฟรีที่มีคุณภาพสูงได้ หรือถ้าพูดให้ชัดขึ้นคือ เราต้องการระบบการศึกษาที่มี 'ฐานที่สูงแต่ไม่มีเพดาน'"
ไอติมย้ำว่า คำว่า "ฐานที่สูง" หมายถึง ระดับการศึกษาขั้นต่ำที่ทุกคนได้รับต้องมีคุณภาพสูงพอที่จะเป็นสิทธิพื้นฐาน ส่วน “ไม่มีเพดาน” คือการเปิดโอกาสให้แต่ละคนต่อยอดตามความถนัดของตนเอง โดยมองว่าปัญหาสำคัญที่ไม่พูดถึงคือ "การศึกษาที่ระบุว่าฟรีนั้นไม่จริง"
เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐธรรมนูญที่ระบุว่าการศึกษาต้องฟรีนั้นเป็นจริงหรือไม่ ไอติมได้ทำแบบทดสอบผ่านโซเชียลมีเดีย และพบความจริงที่ย้อนแย้งกันโดยระบุว่า
"ผมโพสต์ลงเฟซบุ๊กถามผู้ปกครองที่ส่งลูกเรียนโรงเรียนรัฐให้ส่งข้อมูลค่าใช้จ่ายต่อเทอมมาให้ดู... กล่องข้อความผมระเบิดเลย... แม้แต่เด็กที่เรียนหลักสูตรปกติ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยยังอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาทต่อเทอม หรือ 10,000 บาทต่อปี"
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับตัวเลขของ กสศ. อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นหลักฐานชัดเจนว่าการศึกษาไทย (หากต้องการคุณภาพ) “ไม่ฟรีจริง”!
เสนอ 2 ทางออกสำคัญ
ทั้งนี้ "ไอติม" ได้เสนอทางออก 2 ประเด็นสำคัญ
ทางออกที่ 1 คือ การรื้อสูตรจัดสรรงบประมาณ "รายหัว" ที่ฆ่าโรงเรียนขนาดเล็ก ไอติมชี้ให้เห็นว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือการจัดสรรงบประมาณแบบ “รายหัว” ซึ่งเป็นธรรมในเชิงตัวเลขแต่ไม่เป็นธรรมในเชิงการจัดการจริง
"ปัจจุบันกระทรวงจัดสรรทรัพยากรตามจำนวนรายหัว... ซึ่งหมายความว่าโรงเรียนขนาดเล็กเสียเปรียบ เพราะมีค่าใช้จ่ายคงที่บางอย่างที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าโรงเรียนจะเล็กหรือใหญ่"
ไอติมกล่าวว่า ต้นทุนคงที่ เช่น ค่าบำรุงรักษาอาคารหรือสาธารณูปโภค ซึ่งไม่ได้ลดลงตามจำนวนเด็ก ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กขาดแคลนงบประมาณอย่างหนัก
นอกจากงบประมาณแล้ว การจัดสรรครูก็ประสบปัญหาเดียวกัน โรงเรียนที่มีเด็กน้อยกว่า 120 คน มักจะได้ครูไม่ครบชั้นเรียน จนเกิดภาพครูหนึ่งคนต้องสลับห้องสอนเด็กสองชั้นไปมาพร้อมกัน ซึ่งทำลายคุณภาพการเรียนรู้โดยสิ้นเชิง
ทางออกที่ 2 กระจายอำนาจ ให้โรงเรียนเป็นเจ้าของหลักสูตร ไอติมเสนอว่าการจะใช้งบประมาณให้คุ้มค่าที่สุด ต้องให้อำนาจการตัดสินใจแก่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดปัญหามากที่สุด
"ผู้อำนวยการโรงเรียนควรมีอิสระมากขึ้นในการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียนในพื้นที่... เราต้องเพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการสถานศึกษาเพื่อตรวจสอบการทำงานของผู้อำนวยการ"
ไอติมเปรียบเทียบว่า หากให้โรงเรียนตัดสินใจเอง เงิน 100 บาทที่ได้รับจะถูกใช้อย่างตรงจุดมากกว่า เช่น บางโรงเรียนอาจเลือกซื้อคอมพิวเตอร์เพิ่ม แต่บางโรงเรียนอาจเลือกจ้างนักจิตวิทยาหรือบุคลากรสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือนักเรียน
เขาเน้นย้ำว่าคณะกรรมการสถานศึกษาต้องมีตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อให้การใช้เงินทุกบาทเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
AI ทลายกำแพงโรงเรียนแบบเดิม
นอกจากนี้ ไอติม ยังมองในประเด็นของยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาททางการศึกษา โดยระบุว่า AI เป็น “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ “ศัตรู” โดยเฉพาะในการออกแบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคล อย่างไรก็ตาม เขาเตือนถึง “ช่องว่างทางดิจิทัล” ที่หากรัฐไม่จัดการเรื่องฮาร์ดแวร์ อินเทอร์เน็ต และทักษะ เทคโนโลยีจะกลายเป็นเครื่องมือที่ขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำให้กว้างกว่าเดิม
ท้ายที่สุด สำหรับเด็กที่จำต้องหลุดออกจากระบบด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ไอติมเสนอแนวคิด “การศึกษาไร้รอยต่อ” ผ่านระบบ Credit Banking โดยมองว่า จะทำอย่างไรให้ประสบการณ์นอกโรงเรียนที่สร้างทักษะบางอย่าง สามารถเปลี่ยนเป็นหน่วยกิตการศึกษาได้ เพื่อให้เขายังคงอยู่ในระบบการศึกษาต่อไปได้ แม้เขาอาจจะต้องลาออกจากโรงเรียนไปก็ตาม







