เมื่อ "ความปรารถนา" ของมนุษย์ถูกตีความเป็นนิยามของ "คนหน้าตาดี"
ย้อนประวัติศาสตร์ จะพบว่าทุกยุคมีภาพในหัวว่าความหล่อควรหน้าตาเป็นยังไง แต่กลับไม่ใช่ภาพของความสวยงามแท้จริง มันคือภาพของสิ่งที่ยุคนั้นปรารถนามากที่สุดต่างหาก
KEY
POINTS
- นิยามของ "คนหน้าตาดี" ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว แต่เป็นภาพสะท้อน "ความปรารถนา" ของสังคมในแต่ละยุคสมัยที่แตกต่างกันออกไป
- ในอดีต ความงามถูกตีความเชื่อมโยงกับความปรารถนาด้านต่างๆ เช่น การอยู่รอด อำนาจและชนชั้น คุณธรรม หรือสถานะทางสังคม
- ปัจจุบัน ความงามได้กลายเป็นสินค้าที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ การดูแลตัวเอง และการมีวินัย ซึ่งยังคงสะท้อนถึงสถานะและชนชั้นในรูปแบบใหม่
ถ้าพูดถึง “ความหล่อ” ในยุคนี้ ภาพของคนที่ สูง ขาว หน้าคม กรามชัด อย่าง “จางหลิงเฮ่อ” พระเอกคนดังจากซีรีย์จีนสุดฮิต ..ล่าหยก.. คงจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของใครหลายคนไม่มากก็น้อย ซึ่งถ้าถามว่าทำไมหน้าตาแบบนั้นถึงได้รับฉายา "เบ้าหน้าฟ้าประทาน" ก็ต้องย้อนไปถามว่า "ฟ้า" ในแต่ละยุคนั้น “ประทาน” หน้าตาแบบไหนกันแน่ล่ะ?
เพราะความหล่อไม่เคยเป็นกฎเกณฑ์ที่ตายตัว แต่เป็นการที่สังคมแต่ละยุคหยิบ "สิ่งที่ตัวเองปรารถนา" มาแปลงเป็นรูปลักษณ์ที่มองเห็นได้ แล้วเรียกว่า “หล่อหรือสวย”
หมายความว่า ยุคไหนอยากได้อะไร ก็จะเห็นสิ่งนั้นในหน้าตาของคนที่โลกเรียกว่า “หน้าตาดี”
เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?
ยุคที่ 1 25,000 ปีก่อน ความสวยคือการมีชีวิตรอด
ในยุคที่อาหารยังเป็นเรื่องที่หาได้ยากเย็นนัก! ร่างกายที่ "อวบๆ มีน้ำมีนวล" คือสิ่งที่มนุษย์ต้องการ เพราะเป็นหลักฐานว่าคนนี้รอดพ้นจากความอดอยากมาได้
หลักฐานเชิงประจักษ์ชั้นดี คือ ตุ๊กตาหินแกะสลัก Venus of Willendorf รูปสลักหินขนาดเล็กจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 25,000 ปี ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก ถูกค้นพบในยุโรป และมักถูกใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาความเชื่อและวิถีชีวิตของมนุษย์ยุคหิน
รูปสลักที่ว่านี้ มีรูปร่างหน้าอกใหญ่ สะโพกกว้าง ท้องกลม นักโบราณคดีมีข้อสันนิษฐานหลายแบบต่อการตีความรูปสลักนี้ ทั้งเป็น สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ เพราะเน้นรูปร่างที่เน้นส่วนสืบพันธุ์อาจเกี่ยวข้องกับการให้กำเนิดและการมีลูก
รวมไปถึงภาพสะท้อนค่านิยมความงามยุคนั้น ที่รูปร่างอวบอาจหมายถึง สุขภาพดี มีอาหารเพียงพอ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในยุคโบราณ
ยุคที่ 2 อียิปต์โบราณ ความสวยคือชนชั้นและอำนาจ
อียิปต์โบราณเป็นชาติแรกๆ ที่เอาความงามมายกระดับให้เป็นเรื่องจริงจัง ด้วย "การวัดความสมดุลใบหน้า"
แนวคิดเรื่องความงามของอียิปต์เชื่อมโยงกับหลัก Ma'at ซึ่งหมายถึง “ความสมดุล ความจริง และระเบียบของจักรวาล” เช่น ใบหน้าที่สมมาตร คือ ชีวิตที่สมดุล ร่างกายที่ดูแลดี คือ ความเป็นระเบียบภายใน
อีกทั้งในระดับชนชั้นสูงของอียิปต์ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างแต่งหน้าและสวมวิกเหมือนกัน ใช้น้ำมันหอมและเครื่องประดับทุกคน เพื่อเป็นการประกาศว่า "เราคือชนชั้นสูง" ต่างจากคนชั้นล่างที่ต้องออกไปใช้แรงงานสู้กับแดดและฝุ่นทุกวัน ซึ่งไม่มีวันที่จะดูแลตัวเองจนสวยงามขั้นนี้ได้!
ยุคนั้นถ้าหน้าตาดูแลดีและประณีต แปลว่าคนนั้นมีเวลาและทรัพยากรพอที่จะดูแล ไม่ต้องใช้แรงงานเพื่ออยู่รอด เพราะ"มีอำนาจ" มีข้าทาสและบริวาร
หน้าตาที่ดีสวยงามจึงเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงถึง “อำนาจ” ในแบบที่มองเห็นได้ชัดเจนผ่านรูปร่างและหน้าตา
ยุคที่ 3 กรีก-โรมัน ความสวยคือคุณธรรมและความสมบูรณ์แบบ
ชาวกรีกเชื่อว่า "ความสวยงามและความดีงาม" เป็นเรื่องเดียวกัน
สำหรับผู้ชายกรีก "มัดกล้ามเนื้อที่ชัดเจน" คือส่วนสำคัญของความหล่อที่ขาดไม่ได้ เพราะมันบอกว่าผู้ชายเหล่านั้นมีวินัย ฝึกซ้อม และพร้อมรบเพื่อรัฐ
ความหล่อจึงไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตาและความหลงใหลส่วนตัว แต่แสดงว่าผู้ชายเหล่านั้นมีคุณค่าต่อสังคม ต่อประเทศ เพราะเป็นหลักฐานของการฝึกตนอย่างมีวินัย
“ความหล่อสวย หน้าตาดี” ในยุคนี้จึงถูกเชื่อมโยงกับการมีคุณค่า มีวินัยต่อสังคมนั่นเอง
ยุคที่ 4 ยุคกลาง-เรเนสซองส์ เทียบกับราชวงศ์ถัง ความสวยคือสถานะชนชั้น
ในยุคนี้ ฝั่งยุโรปและฝั่งเอเชียมีนิยามความงามที่ใช้รูปแบบต่างกัน แต่ล้วนมีความหมายเดียวกันที่ซ่อนอยู่!
ยุโรปยุคกลาง นิยมผิวขาวซีดจนเห็นเส้นเลือด เพราะคนรวยไม่จำเป็นต้องออกไปตากแดดทำนา ต่อมาในยุคเรเนสซองส์ ผู้หญิงยังถอนไรผมหน้าผากให้ดูสูงขึ้น เพราะหน้าผากกว้าง คือ สัญลักษณ์ของสติปัญญาและความสูงศักดิ์ ซึ่งจะได้มานั้นก็ต้องไม่ทำงานที่ใช้แรงงาน
ส่วนจีนในยุคราชวงศ์ถัง ซึ่งเป็นยุคที่จีนรุ่งเรืองที่สุด ความงามที่นิยมคือร่างอวบอิ่ม แก้มอิ่ม ผิวขาว ทาปากแดงอมชมพู และทรงผมที่อลังการงานสร้าง!
จะสังเกตได้ว่า ความหมายของผิวขาวในวัฒนธรรมจีน ตรงกับความต้องการของวัฒนธรรมตะวันตกพอดี คือ ไม่ต้องออกไปตากแดด ต่างกันแค่รายละเอียดเสริมที่แต่ละวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นมาของตัวเอง และที่น่าสังเกตคือรสนิยมของราชสำนักจีนมักถูกกำหนดโดยฮ่องเต้ในแต่ละยุคด้วย ใครเป็นใหญ่ชอบแบบไหน ทั้งประเทศก็ขยับตาม
ยุคที่ 5 ปฏิวัติอุตสาหกรรม จนถึง K-WAVE เมื่อความสวยกลายเป็นสินค้า
พอภาพถ่ายและภาพยนตร์เกิดขึ้น ความงามจึงกลายเป็นสินค้าที่ทำเงินและส่งออกได้ ดาราฮอลลีวูดในสหรัฐอเมริกาในยุค 50s–90s สร้างภาพความหล่อแบบตะวันตกให้โลกทั้งใบอยากเลียนแบบ
ผสมผสานกับ ความปรารถนายุคนั้น คือ อยากเป็นส่วนหนึ่งของโลกสมัยใหม่ที่อเมริกาเป็นผู้นำเทรนด์ ความหล่อแบบตะวันตกจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าไปด้วยในตัว
แต่แล้วเกาหลีใต้ก็เปิดเกมใหม่ K-pop และซีรีส์เกาหลีพาภาพความหล่อแบบอื่นเข้าไปอยู่ในหัวคนทั้งโลก ด้วยภาพลักษณ์ หน้าเรียว ผิวดูแลดี กล้ามเนื้อพอดี ดูอ่อนโยนแต่ไม่ดูอ่อนแอ
ปรากฎการณ์หนึ่งที่น่าสนใจคือ ภาพลักษณ์ของผู้ชายที่ดูเป็น "ผู้ชายดอกไม้" เหล่านี้ทำให้ตลาดสกินแคร์สำหรับผู้ชายโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เกาหลีใต้ไม่ได้แค่ส่งออกภาพลักษณ์ของผู้ชายเกาหลีที่ดูดี แต่งตัวดี มีความอ่อนโยนออกไป แต่ส่งออกทั้งวิธีดูแลตัวเองและความหมายใหม่ของคำว่า "ดูดี" แบบใหม่ไปพร้อมกัน
ยกตัวอย่างเช่น ความสวยงามหล่อเหลาในยุคนี้ต่างจากยุคเดิมตรงที่ "อาหารหาซื้อง่ายขึ้น" ความอ้วนก็หมดความหมาย และทำให้ "ผู้หญิงที่มีรูปร่างอวบอ้วน" ไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนา
ตำแหน่งนั้นถูกแทนที่ด้วยซิกแพคและหุ่นเฟิร์ม นัยหนึ่งเป็นเรื่องของ "สุขภาพ" แต่อีกนัยหนึ่งล้วนกำลังส่ง "สาร" สำคัญที่ว่า “ฉันดูแลตัวเอง ฉันรับผิดชอบตัวเอง ฉันออกกำลังกาย กินคลีน มีไลฟ์สไตล์ที่ดี” ซึ่งก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้! เพราะต้องมีเวลาและเงินเป็นปัจจัยร่วมด้วยไม่มากก็น้อย จนเกิดประโยคที่ว่า "สุขภาพเป็นการลงทุนรูปแบบใหม่"
ทฤษฎี "The Sum of Small Things" โดย Elizabeth Currid-Halkett อธิบายว่า ชนชั้นนำกลุ่มใหม่ เลิกอวดความรวยผ่านกระเป๋าแบรนด์เนมหรือรถหรู แต่หันมาลงทุนใน "Inconspicuous Consumption" หรือ การบริโภคที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าในทันที เช่น การศึกษา การให้นมบุตร และรวมถึง "สุขภาพ"
ในขณะเดียวกัน อาหารขยะมักมีราคาถูกกว่าผักสดหรือโปรตีนคุณภาพดี คนรายได้น้อยก็อาจต้องทำงานหลายกะจนไม่มีเวลาออกกำลังกาย หรือเข้าไม่ถึงสวนสาธารณะและยิมด้วยเช่นกัน
สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนผ่านไปแค่ไหน ข้อความที่ส่งออกไปไม่ต่างจากยุคก่อนเลย ส่วนหนึ่งของ "ความดูดี" สะท้อน “ความปรารถนา” ลึกๆ ของมนุษย์ ล้วนสะท้อน "ชนชั้น" และ "การรับผิดชอบต่อตัวเอง" ที่ยังคงความเหลื่อมล้ำอย่างเสียไม่ได้
…
มองย้อนไปทั้งหมด ทุกยุคมีคำตอบของตัวเองว่าความหล่อสวยต้องหน้าตาเป็นอย่างไร แต่หากถามว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้น
นอกจากปัจจัยทางชีววิทยา ซึ่งหมายถึงแนวโน้มตามธรรมชาติของมนุษย์ที่มองหาสัญญาณของสุขภาพ เช่น ความสมมาตรของใบหน้า หรือผิวพรรณที่ดูแข็งแรงแล้ว
คำตอบสำคัญยังอยู่ที่ว่าสังคมในแต่ละยุคกำลัง “ปรารถนา” อะไร
ไม่ว่าจะเป็น ความอยู่รอด อำนาจ คุณธรรม สถานะ ก็ตาม แล้วก็แปลงความปรารถนานั้นออกมาเป็นหน้าตาที่โลกเรียกว่า “หล่อ" และ “สวย” นั่นเอง.


