ทำไม 'ประหยัด' ถึงกลายเป็น 'ทักษะ' ที่หายากที่สุดในยุคนี้?
วิกฤตพลังงานรอบใหม่จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซในปี 2569 เป็นสัญญาณที่บอกว่าโลกกำลังบีบให้ทุกคนต้องกลับมานิยาม 'ความประหยัด' ใหม่ทั้งหมด!
KEY
POINTS
- วิกฤตพลังงานโลกรุนแรงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง จนรัฐบาลทั่วโลกต้องรณรงค์ให้ "ความประหยัด" กลายเป็นวาระเร่งด่วน
- การประหยัดเป็นเรื่องยากในยุคปัจจุบัน เพราะระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โซเชียลมีเดีย และโครงสร้างเมืองถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการบริโภคตลอดเวลา
- ความประหยัดได้เปลี่ยนจากค่านิยมมาเป็น "ทักษะ" ที่ต้องฝึกฝนเพื่อต่อสู้กับแรงกระตุ้นให้บริโภค และกลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อความมั่นคงในภาวะวิกฤต
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซปี 2569 ทำให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งรณรงค์ประหยัดพลังงาน งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา และการตลาดยืนยันว่า "ความประหยัด" คือ ทักษะเชิงรุกที่ต้องฝึกฝน ไม่ใช่แค่ค่านิยมที่พูดขึ้นอย่างลอยๆ ... เจาะลึก ... ผ่านบทวิเคราะห์จาก โพสต์ทูเดย์
.....
เช้าวันที่ 4 มีนาคม 2569 กองกำลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
แน่นอนว่าผลกระทบของเหตุการณ์ครั้งนี้ ขยายตัวออกไปทั่วโลกในชั่วข้ามคืน ไม่ใช่แค่ความหวั่นวิตกเท่านั้นแต่ตามมาด้วย "ของจริง" ที่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน เพราะช่องแคบที่กว้างเพียง 33-96 กิโลเมตรนั้น เปรียบเสมือน "เส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก"
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุชัดว่า การหยุดชะงักครั้งนี้คือ 'ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อความมั่นคงด้านพลังงานโลกในประวัติศาสตร์' โดยปริมาณน้ำมันดิบและ LNG ที่ไหลผ่านช่องแคบลดลงจากราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือแทบเป็นศูนย์ และปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โลกลดลงทันทีถึง 20% นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเปรียบว่าเลวร้ายกว่าวิกฤตน้ำมันยุค 1970 เพราะ ราคาน้ำมันดิบพุ่งเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินเฉลี่ยสูงถึง 195 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาก๊าซในยุโรปพุ่งขึ้น 70% และน้ำมันสูงขึ้น 50%
หากจะให้เห็นภาพชัดขึ้น นั่นคือ สหภาพยุโรปต้องจ่ายเงินนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นกว่า 1.3 หมื่นล้านยูโร ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน!
ผู้นำโลกประสานเสียง "ประหยัด"
ท่ามกลางวิกฤต รัฐบาลทั่วโลกต่างออกมาส่งสัญญาณอย่างพร้อมกัน แม้อาจจะมีระดับความ "เข้มงวด" หรือ "เข้มข้น" ที่ต่างกันก็ตาม
"วิกฤตการณ์ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงฝนที่ตกลงมาชั่วคราวแล้วซาไป แต่เป็นพายุลูกใหญ่ที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ซึ่งนั่นยิ่งทำให้มันทวีความรุนแรงและน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม"
คือ คำกล่าวส่วนหนึ่งของ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ลี แจ-มยอง กล่าวในสุนทรพจน์ต่อรัฐสภา เรียกร้องให้ประชาชน 'ประหยัดทุกหยดของเชื้อเพลิง' และหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
ฝั่งออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ออกมาอย่างไม่เป็นทางการในวันอีสเตอร์ระบุว่า
"ถ้าคุณเปลี่ยนไปนั่งรถไฟหรือรถบัสได้ ทำเลย มันช่วยสะสมสำรองให้เราและช่วยเซฟน้ำมันไว้ให้คนที่จำเป็นต้องขับ"
กลับมาใกล้ประเทศไทยกันบ้าง .. ต้องยอมรับว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สถานการณ์หนักกว่ามาก
ฟิลิปปินส์ประกาศ 'ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน' อย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือนมีนาคม เพราะประเทศนำเข้าน้ำมันถึง 98% จากอ่าวเปอร์เซีย รัฐบาลสั่งให้ข้าราชการ 'คาร์พูล' หรือ การใช้รถเดินทางร่วมกัน และบางหน่วยงานเปลี่ยนเป็นทำงานสี่วันต่อสัปดาห์เพื่อลดการใช้น้ำมัน
ขณะที่ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซียส่งเสริมการทำงานจากบ้านสำหรับข้าราชการ กระทรวงพาณิชย์เวียดนามออกประกาศถึงภาคธุรกิจว่า 'ให้สนับสนุน work-from-home ทุกครั้งที่เป็นไปได้'
Atlantic Council วิเคราะห์ว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญ 'วิกฤตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในยุคสมัยใหม่' โดยประเทศอย่างพม่าถึงขั้นสั่งห้ามรถยนต์ส่วนตัวขับในวันคู่-คี่สลับกัน ส่วนปากีสถานขอให้แฟนกีฬาคริกเก็ต 'ดูการแข่งขันที่บ้าน' เพื่อประหยัดเชื้อเพลิง
เศรษฐศาสตร์ยืนยัน "ความประหยัด" มีผลต่อการใช้พลังงาน
จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ... พฤติกรรมด้านอุปสงค์ (ความต้องการซื้อสินค้า) ของประชาชนมีผลต่อตลาดพลังงานโลกโดยแท้
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Environmental Chemistry Letters (Farghali et al., 2023) ทบทวนกลยุทธ์การประหยัดพลังงานในบริบทวิกฤต สรุปว่า 'เทคโนโลยีใหม่ การจัดองค์กรทางสังคม และนโยบายประหยัดพลังงานมีความจำเป็นเร่งด่วน'
ในแง่เศรษฐศาสตร์มหภาค นักวิเคราะห์จาก Bloomberg เตือนว่าถ้าช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดต่อไป
'โลกจะต้องลดการใช้น้ำมันและก๊าซลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่จะไม่เกิดขึ้นก่อนที่ราคาจะพุ่งขึ้นถึงระดับที่บังคับให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนพฤติกรรม'
สุดท้ายแล้ว "ความประหยัด" จะไม่ใช่ทางเลือกหรือทำเพื่อให้ "โลกดีขึ้น" อีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่ถูกบังคับเพราะราคาของที่แพงขึ้น
ด้าน World Economic Forum (WEF) ระบุในรายงานล่าสุดว่าวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซถือเป็น 'การหยุดชะงักอุปทานน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก' และกำลังบีบให้เกิดการ 'ทบทวนกลยุทธ์พลังงานระยะยาวของรัฐบาลและอุตสาหกรรม' พร้อมเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด
ทำไม "ประหยัด" มันถึงยากในโลกทุกวันนี้
ถ้าความประหยัดดีอย่างที่ทุกคนรู้ แล้วทำไมมันถึงทำได้ยากมากในยุคนี้? คำตอบอยู่ในงานวิจัยด้านจิตวิทยาหลายชิ้นที่ชี้ไปทิศทางเดียวกัน
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Frontiers in Psychology (Suárez et al., 2020) วิเคราะห์พฤติกรรมเชิงความประหยัดในกลุ่มตัวอย่าง 444 คน พบว่าตัวแปรสำคัญคือ 'การตระหนักถึงผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต' และ 'สำนึกเพื่อการบริโภคอย่างยั่งยืน' จะทำให้เกิดการประหยัดมากขึ้น ส่วน 'วัตถุนิยม' มีผลลบต่อการประหยัดอย่างมีนัยสำคัญ
งานวิจัยของ De Young (2000) และ Muiños (2015) ตอกย้ำว่า 'พฤติกรรมประหยัดที่แท้จริงคือนิสัยเชิงบวกและอิสระในตัวบุคคล เพราะมันเสริมพลัง Lifestyle และลดการแข่งขันทางวัตถุนิยม' ผู้วิจัยพบว่าคนที่ประหยัดได้อย่างแท้จริงมีแนวโน้มจะมีสุขภาพจิตที่ดีกว่า เพราะพวกเขาทำด้วยแรงจูงใจภายใน ไม่ใช่แรงกดดันภายนอก
....
ถ้าจะพูดให้ชัดๆ ก็คือว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปในยุคนี้คือ 'ความยาก' ของการประหยัดที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน!
เนื่องจากระบบเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ตั้งแต่อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย ที่สร้าง "ความต้องการ"ผ่านการยิงโฆษณาในจังหวะที่ผู้บริโภคอ่อนแอที่สุด (เช่น ตอนดึกที่สมองล้า หรือตอนที่เพิ่งไถฟีดเห็นคนอื่นมี) ไปจนถึง one-click purchase หรือการผูกบัตรเครดิต/Wallet ตัดวงจรการยั้งคิด ออกไปจนหมด การประหยัดในยุคนี้จึงไม่ใช่การสู้กับ "ความอยาก" แต่เป็นการสู้กับ "ความสะดวกที่ออกแบบมาเพื่อปล้นการตัดสินใจ" ดังนั้น การจะ 'ไม่ซื้อ' ในยุคนี้จึงต้องใช้พลังงานทางจิตใจมากกว่าการ 'ซื้อ' อย่างมีนัยสำคัญ
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การบริโภคกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง "ตัวตน"
โลกโซเชียลเปลี่ยนการบริโภคจาก "การใช้งาน" เป็น "การแสดงตน" ทุกคนต้องโชว์ไลฟ์สไตล์ที่ดูดี ทุกคนอยากได้ของ อยากได้ประสบการณ์ เช่น ไปร้านคาเฟ่ เที่ยวต่างประเทศ หรือดูคอนเสิร์ต ซึ่งเป็นการบริโภคทรัพยากรที่สูงมากและหยุดไม่ได้ด้วย
นอกจากนี้ ช่องว่างระหว่างวัย ยังเป็นหัวใจสำคัญของการเข้าใจคำว่า "ประหยัด" ในขณะที่ Gen X มองการประหยัดเป็น "ความมั่นคง" เพราะเคยผ่านยุคที่ทรัพยากรมีจำกัดจริงๆ จึงเน้นการเก็บออมเพื่ออนาคต
แต่คนยุคใหม่ ตั้งแต่ Millennials/Gen Z และ Alpha เกิดมาในโลกที่เอาแน่นอนกับอนาคตไม่ได้ เมื่อมองไม่เห็นว่าออมเงินไปจะซื้อบ้านได้เมื่อไหร่ หรือโลกจะแตกก่อนไหม เด็กยุคนี้จึงเลือก "ใช้เงินเพื่อซื้อความสุขปัจจุบัน" มากกว่าการประหยัดเพื่ออนาคตที่ไม่แน่นอน
นอกจากนี้ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือ Gadget รุ่นล่าสุดไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่คือ "อวัยวะที่ 33" ที่จำเป็นต่อการมีตัวตนในสังคม การประหยัดสิ่งเหล่านี้จึงเหมือนการถูกตัดขาดจากโลกออกไปทันที!
ประเด็นสำคัญ ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือ โครงสร้างเมืองที่บังคับให้จ่าย หรือ "เมืองแพง" มนุษย์อยู่ในโลกที่ออกแบบมาให้ "ถ้าไม่จ่าย ก็ใช้ชีวิตลำบาก"
พื้นที่สาธารณะที่ให้นั่งฟรีโดยไม่ต้องซื้อกาแฟหรือจ่ายค่าเข้าลดน้อยลงเรื่อยๆ การจะพบปะผู้คนหรือพักผ่อนจึงกลายเป็นการบริโภคโดยปริยาย
ส่วนสินค้าถูกออกแบบมาให้ "พัง" หรือ "ตกรุ่น" ในเวลาอันสั้น เช่น มือถือที่แบตเสื่อมเร็วหรืออัปเดตซอฟต์แวร์ไม่ได้ ทำให้การประหยัดด้วยการ "ใช้ของจนคุ้ม" เป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเทคโนโลยีบีบให้ต้องเปลี่ยน
เทรนด์กลับหัวจากวิกฤตพลังงาน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากภาคการตลาดยืนยันชัดว่าวิกฤตพลังงานกำลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในวงกว้าง
Deloitte Consumer Signals ซึ่งติดตาม Global Food Frugality Index (GFFI) รายเดือนรายงานว่า ดัชนีฟุ่มเฟือย-ประหยัดด้านอาหารทั่วโลกในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ลดลงสู่ 93.1 จาก 96.6 เมื่อปีที่แล้ว หมายความว่าผู้บริโภคระดับโลกกำลังแสดงพฤติกรรมประหยัดมากขึ้นเรื่อยๆ โดย 61% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกคาดว่าราคาก๊าซ/เชื้อเพลิงจะสูงขึ้น
McKinsey & Company เปิดเผยจากการสำรวจผู้บริโภคทั่วโลกว่า 44% เห็นด้วยว่าตนเองกำลัง 'มองหาวิธีประหยัดเงินมากขึ้น' โดยในบางประเทศ อาทิ บราซิลและแอฟริกาใต้ ตัวเลขนี้พุ่งเกิน 70% และพบว่า 58% ของผู้ตอบแบบสำรวจเปลี่ยนพฤติกรรม "การซื้อสินค้าแบรนด์ที่ชื่นชอบ" ซึ่งเป็นสัญญาณที่นักการตลาดถือว่า 'รุนแรงมาก' เพราะ Brand Loyalty มักเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผู้บริโภคยอมเปลี่ยน
แล้วจะประหยัดอย่างไรในยุคที่โลกกำลังคุกรุ่นอยู่นี้!
ความประหยัด เป็น 'ทักษะใหม่' ที่ต่างออกไปจากคำสอนเดิมๆ ที่เกิดขึ้น อย่างเช่น 'อย่าซื้อของฟุ่มเฟือย' ที่คุ้นเคยอีกต่อไป
งานวิจัยจาก Frontiers in Behavioral Economics ชี้ว่าการออมและการประหยัดที่ยั่งยืนต้องผ่านสามขั้นตอน ได้แก่ วางแผน เริ่มต้น และสร้างนิสัย
โดยขั้นตอนที่ยากที่สุดไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย แต่คือ 'การเริ่มต้นออมครั้งแรก' เพราะสมองมนุษย์มักค้นหาเหตุผลในการเลื่อนการตัดสินใจออกไป
ถ้าเอามาประยุกต์ใช้ในวิกฤตพลังงานครั้งนี้ จะทำอะไรได้บ้างนั้น
ยกตัวอย่างเช่น การวางแผนเดินทางล่วงหน้าเพื่อรวมทริปในเที่ยวเดียว การเลือกขนส่งสาธารณะแทนรถส่วนตัวเมื่อทำได้ การตรวจสอบและยกเลิก subscription ที่ไม่ได้ใช้ การเลือกซื้อสินค้าที่ใช้งานได้นานแทนของที่ผลิตด้วย 'fast fashion' และการปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน ซึ่งฟังดูธรรมดา แต่ในบริบทวิกฤตโลกที่กำลังเป็นอยู่ มันเป็นผลลัพธ์เล็กๆ ที่ส่งผลกระทบได้ใหญ่กว่าที่คิด!
....
ท้ายสุดนี้ ช่องแคบฮอร์มุซที่ปิดตัวลงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ที่ทำให้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่มานานว่าโลกพึ่งพาแหล่งพลังงานเปราะบางไม่กี่จุดมากเกินไป และผู้บริโภคสมัยใหม่ถูกปลูกฝังให้ใช้จ่ายมากกว่าการประหยัด หรือ ใช้เท่าที่จำเป็น!
เมื่อ IEA เรียกสถานการณ์นี้ว่า 'ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อความมั่นคงพลังงานโลกในประวัติศาสตร์' และเมื่อผู้นำจากเกาหลีใต้ถึงออสเตรเลียออกมาพูดพร้อมกันว่า 'ประหยัด' มันไม่ใช่แค่ข่าวการเมือง มันคือสัญญาณที่โลกส่งมาถึงทุกคนว่าถึงเวลาเรียนรู้ทักษะที่เราเคยคิดว่าล้าสมัยและไม่จำเป็น เพราะเคยคิดว่า
"ตราบใดที่ยังมีเงิน ก็ไม่เป็นไร"
ว่า
"เงินไม่สามารถซื้อได้ทุกอย่างท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น"
งานวิจัยบอกว่าความประหยัดส่งผลดีต่อสุขภาพจิต ความเป็นอิสระ และความยั่งยืน ตลาดบอกว่าผู้บริโภคที่ประหยัดมีอำนาจต่อรองมากกว่า และภูมิรัฐศาสตร์บอกว่าประเทศที่พลเมืองประหยัดพลังงานได้จริงจะผ่านวิกฤตได้ดีกว่านั่นเอง.


