posttoday

Music Exchange 2026 ดันศิลปินไทยสู่เทศกาลดนตรีโลก รุกเศรษฐกิจสร้างสรรค์

16 มีนาคม 2569

CEA เดินหน้าโครงการ Music Exchange 2026 คัดศิลปินไทยกว่า 22 ราย เตรียมขึ้นเวทีเทศกาลดนตรีนานาชาติกว่า 20 แห่ง ผลักดัน “Thai Music Wave to the World” ขยายตลาดเพลงไทยสู่เวทีโลก

โครงการ Music Exchange 2026 เดินหน้าจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy Agency (CEA) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรในวงการดนตรี เพื่อผลักดันแนวคิด “Thai Music Wave to the World” ที่มุ่งเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ โครงการเปิดรับสมัครศิลปินตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 และขณะนี้ได้คัดเลือกศิลปินไปแล้ว 2 รอบ มีศิลปินที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 22 ราย อาทิ BUS because of you i shine, MILLI, mindfreakkk, pami, SIN, Tilly Birds, WHISPERS และ WIM เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าร่วมเทศกาลดนตรีนานาชาติกว่า 20 เทศกาลในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

 

การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีไทย ซึ่งคาดว่าในปี 2569 จะเติบโตต่อเนื่องและมีศักยภาพสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอ้างอิงจากข้อมูลของ International Federation of the Phonographic Industry (IFPI) ที่ระบุว่าในปี 2567 ตลาดดนตรีไทยมีมูลค่ากว่า 3,577.6 ล้านบาท และขยับขึ้นสู่อันดับที่ 29 ของโลก สะท้อนให้เห็นว่าดนตรีไทยกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมดนตรีโลกได้เปลี่ยนทิศทางมาสู่ภูมิภาคเอเชียอย่างชัดเจน โดยเทศกาลดนตรีในเอเชียกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของแฟนเพลงทั่วโลก ตัวอย่างเช่น Fuji Rock Festival ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเทศกาลดนตรีกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติที่มีอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย มีผู้เข้าร่วมเฉลี่ยมากกว่า 100,000 คนต่อปี ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่ เช่น Big Mountain Music Festival ที่ดึงดูดผู้ชมกว่า 70,000 คน และ Bangkok Music City เทศกาลโชว์เคสดนตรีและการประชุมด้านอุตสาหกรรมดนตรีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 12,000 คน เทศกาลเหล่านี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่แห่งความบันเทิง แต่ยังทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มทางธุรกิจที่สำคัญ ทั้งด้านการซื้อขายลิขสิทธิ์ การสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรม และการขยายโอกาสสู่การทัวร์คอนเสิร์ตในระดับนานาชาติ

 

นอกจากนี้ เทศกาลดนตรียังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ตั้งแต่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า การท่องเที่ยว การขนส่งสาธารณะ ไปจนถึงการจำหน่ายสินค้าที่ระลึก โดยปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Music Tourism หรือการเดินทางเพื่อชมคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี 2567 เอเชียมีส่วนแบ่งตลาด Music Tourism สูงถึง 21.8% ของโลก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.99 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของโครงการ Music Exchange ที่ต้องการผลักดันศิลปินไทยเข้าสู่ตลาดเทศกาลดนตรีในเอเชีย พร้อมทั้งขยายโอกาสไปยังยุโรปและอเมริกา เพื่อสร้างฐานแฟนเพลงใหม่ในระดับสากล

 

สำหรับปี 2569 โครงการ Music Exchange ยังคงมุ่งเน้นการส่งออกศิลปินไทยและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับอุตสาหกรรมดนตรีระดับโลก ผ่านสองกลยุทธ์หลัก ได้แก่ กลยุทธ์ PUSH ที่สนับสนุนเงินทุนบางส่วนให้ศิลปินไทยเข้าร่วมเทศกาลดนตรีนานาชาติ เพื่อเปิดตลาดและสร้างฐานแฟนเพลงใหม่ และกลยุทธ์ PULL ที่มุ่งสร้างการจับคู่ธุรกิจหรือ B2B Matching ระหว่างผู้จัดเทศกาล เอเจนซี และผู้คัดเลือกศิลปินจากต่างประเทศกับผู้ประกอบการไทย เพื่อนำไปสู่โอกาสการแสดงในต่างประเทศและความร่วมมือด้านโปรดักชัน

ตลอดสองปีที่ผ่านมา ตั้งแต่โครงการ Music Exchange 2024–2025 ได้สนับสนุนศิลปินไทยรวม 95 ราย ให้เดินทางไปแสดงในเทศกาลดนตรีนานาชาติ 64 แห่ง ครอบคลุม 17 ตลาดทั่วโลก สร้างการรับรู้ในระดับสากลกว่า 54.7 ล้าน eyeballs พร้อมทั้งเชิญเครือข่ายธุรกิจดนตรีจากต่างประเทศเข้าร่วมเทศกาลดนตรีในประเทศไทย เช่น Big Mountain Music Festival และ CAT Expo ซึ่งนำไปสู่การเจรจาจับคู่ธุรกิจโดยตรงระหว่างศิลปิน ผู้จัดการศิลปิน โปรดิวเซอร์ค่ายเพลง และผู้จัดเทศกาลจากทั่วโลก รวมกว่า 94 ราย จาก 76 เทศกาลหรือเอเจนซี ครอบคลุม 21 ตลาดทั่วโลก

 

ด้วยบทบาทดังกล่าว โครงการ Music Exchange จึงนับเป็นกลไกสำคัญในการวางรากฐานให้วงการดนตรีไทยเติบโตอย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การขยายตลาดดนตรีสู่ระดับนานาชาติ และการสร้างอิทธิพลทางวัฒนธรรมของประเทศไทยผ่านพลังของเสียงดนตรี ซึ่งมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศบนเวทีโลกในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ส่องเทคโนโลยีบำบัดอากาศในอาคาร กุญแจสำคัญสู่อาคารสีเขียวระดับโลก