เจาะลึก “เลปติคอล” ในอาหารเสริมลดน้ำหนัก 5 ยี่ห้อในไทย อ้างงานวิจัยเพียงชิ้นเดียวจากแคเมอรูน!
นพ.ธนีย์ หรือ Dr.Tany ออกมาตั้งคำถามถึง “เลปติคอล” ส่วนประกอบในอาหารเสริมที่พบงานวิจัยอ้างอิงเพียงชิ้นเดียวจากแคเมอรูน ด้านนักวิชาการสหรัฐฯ จัดให้เป็นตัวอย่างงานวิจัยอาหารเสริมที่น่ากังวล
KEY
POINTS
- เลปติคอลในอาหารเสริม 5 ยี่ห้อของไทย อ้างอิงงานวิจัยรองรับเพียงชิ้นเดียวจากประเทศแคเมอรูน ซึ่งมีข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและไม่เคยมีการทำวิจัยซ้ำเพื่อยืนยันผล
- แพทย์ชี้ว่าปริมาณส่วนผสมออกฤทธิ์ในเลปติคอลมีน้อยเกินกว่าจะให้ผลลดน้ำหนักได้จริง สวนทางกับคำโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณสูงเทียบเท่ายาฉีด
- อย. ชี้แจงว่าการให้เลขสารบบอาหารเป็นเพียงการรับรองความปลอดภัย แต่ไม่เคยอนุญาตให้ผลิตภัณฑ์อาหารใดๆ โฆษณาสรรพคุณลดน้ำหนัก ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
'เลปติคอล' (LeptiCore) กำลังถูกโฆษณาในไทยผ่านอาหารเสริมหลายยี่ห้อ โดยอ้างสรรพคุณตั้งแต่ 'จัดการไขมันเก่า 45%' ไปจนถึง 'ดีเทียบเท่ายาฉีดเซมากลูไทด์ ไม่โยโย่' แต่เมื่อ นายแพทย์ธนีย์ ธนียวรรณ อาจารย์แพทย์ประจำที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ลงมือเจาะลึกหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไว้ในช่องทางโซเชียลมีเดียของตนเอง ระบุว่าสิ่งที่พบกลับสร้างความกังวล เพราะอาจไม่ตรงกับภาพที่โฆษณาสร้างขึ้นเลย
5 ยี่ห้อในไทย พบโดยการค้นด้วย AI
นพ.ธนีย์เริ่มต้นด้วยการค้นหาว่าในไทยมีอาหารเสริมยี่ห้อใดบ้างที่ใช้เลปติคอลเป็นส่วนประกอบ
"ในปัจจุบันนี้ผมลองหาดูซิว่าในประเทศไทยมีอาหารเสริมกี่ยี่ห้อที่ใช้แลปติคอลเป็นส่วนประกอบ ปรากฏว่ามีทั้งหมด 5 ยี่ห้อที่ใช้แลปติคอลเป็นส่วนประกอบครับ
ทั้งนี้ นพ.ธนีย์ไม่ได้ระบุชื่อยี่ห้อใดโดยตรง นอกจากนี้เขายังตั้งข้อสังเกตว่า
"ผมก็ไม่รู้ว่า 5 ยี่ห้อนี้เค้าได้รางวัลได้อะไรยังไงบ้างหรือเปล่า อันนี้ไม่ทราบจริงๆ แต่ที่แน่ๆ ก็คือเลปติคอล (Lepticore) เป็นสารอาหารเสริมจากประเทศแคเมอรูนครับ"
สิ่งที่เลปติคอลอ้างในการโฆษณาในไทยนั้นมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นฮอร์โมนเลปตินที่ทำให้อิ่มนาน 8–12 ชั่วโมง ลดคอเลสเตอรอล เพิ่มซีโรโทนิน และที่ฟังดูน่าทึ่งที่สุดคือการอ้างว่า
"มันสามารถจัดการกับไขมันเก่าได้ถึง 45% และถ้าไขมันใหม่ที่จะเข้ามาก็จัดการได้ถึง 70% เลยทีเดียว"
นอกจากนี้ นพ.ธนีย์ระบุว่า มีการโฆษณาที่มีการเปรียบเทียบสรรพคุณของเลปติคอลกับยากลุ่ม GLP-1 (เช่น เซมากลูไทด์) (แต่จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงวิชาการ พบข้อสังเกตสำคัญในด้านมาตรฐานการวิจัยที่แตกต่างกันอย่างมาก เช่น จำนวนกลุ่มตัวอย่างและระยะเวลาในการเก็บข้อมูล)
"ฟังอย่างงี้ผมรู้สึกว่า เฮ้ย มันเจ๋งมากเลยอะ ดังนั้นเราต้องไปดูซิว่าตกลงแล้วมันคืออะไรกันแน่"
งานวิจัยชิ้นเดียว ตั้งแต่ปี 2553 ไม่มีการทำซ้ำ
ผลการค้นหาของ นพ.ธนีย์พบว่า เลปติคอลมีงานวิจัยรองรับเพียงชิ้นเดียว ตีพิมพ์ในวารสาร Lipids in Health and Disease เมื่อปี 2553 กลุ่มตัวอย่างเพียง 92 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ระยะเวลา 8 สัปดาห์ ไม่มีการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างชัดเจน
"ผมบอกว่าผมค่อนข้างหาเก่งพอสมควรแล้ว ผมเจอหนึ่งงาน มีแค่หนึ่งงานแล้วก็ไม่มีอีกแล้ว ตีพิมพ์เมื่อปี 2010 ไม่ได้มีการตีพิมพ์ในด้านอื่นอีก ไม่มีงานวิจัยอื่นออกมา ไม่มีสิ่งที่เราเรียกว่า replications"
นพ.ธนีย์ขยายความว่าการขาด replication คือปัญหาสำคัญ เพราะในโลกวิทยาศาสตร์ หากสารใดมีประสิทธิภาพจริง กลุ่มวิจัยอิสระจะทำการทดสอบซ้ำเพื่อยืนยัน แต่สำหรับเลปติคอล สิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้นในรอบ 15 ปี
"4.2 เทียบกับ 78.5 มันเทียบกันไม่ติดครับ ฟ้ากับเหว งานวิจัยเซมากลูไทด์ลงใน New England Journal of Medicine impact factor 78.5 แต่เลปติคอลลงในวารสาร impact factor แค่ 4.2" นพ.ธนีย์ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนของงานวิจัย
นอกจากนี้ ระยะเวลาและขนาดกลุ่มตัวอย่างก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เลปติคอลทดสอบ 8 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่าง 92 คน เซมากลูไทด์ทดสอบ 68 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่าง 1,961 คน และเทอเซปาไทด์ทดสอบ 72 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่าง 2,539 คน
"การที่มีจำนวนตัวอย่างน้อย ระยะเวลาติดตามสั้น อาจจะมีปัญหาได้ เพราะเราไม่รู้ว่าหลังจากระยะยาวไปมันจะเกิดอะไรขึ้น" นพ.ธนีย์ระบุ
ผู้ถือสิทธิบัตรเป็นคนเขียนงานวิจัย แต่ระบุว่า 'ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน'
อีกประเด็นที่ นพ.ธนีย์ให้น้ำหนักมากที่สุดคือความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ที่ซ่อนอยู่ในงานวิจัย
"ผมอยากจะให้คุณดูคนแต่งงานวิจัยก่อน Senior Author คือ Julius Oben .. ตอนแรกเราพูดกันไปแล้วว่าเขาคือผู้ถือสิทธิบัตรของ LeptiCore และเขาโอนสิทธิบัตรให้กับบริษัท Gateway Health Alliances ซึ่งเป็นคนขาย LeptiCore"
"ถ้าคุณไปดูในงานวิจัยตัวนี้ เขาเขียนว่าผู้ทำวิจัยไม่มี conflict of interest ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน อ้าว ถ้าไม่มีแล้วทำไมถึงเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ขาย leptical แล้วตัวเองเป็นผู้ถือสิทธิบัตร?"
การกระทำดังกล่าว นพ.ธนีย์ตั้งข้อสังเกตว่า ความเชื่อมโยงระหว่างคณะผู้ทำวิจัยและผู้ถือครองสิทธิบัตรสาร เป็นประเด็นที่นักวิชาการตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระและเป็นกลาง (Conflict of Interest) ของผลการวิจัยชิ้นนี้ และนำมาสู่การตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของงานวิจัยได้!
....
นอกจากนี้ นพ.ธนีย์ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องที่อยู่ติดต่อในงานวิจัย ซึ่งทุกคนในคณะผู้เขียนล้วนมาจากมหาวิทยาลัย Yaounde ประเทศแคเมอรูน และ Julius Oben ในฐานะ Corresponding Author ใช้บัญชี Hotmail ส่วนตัวแทนอีเมลมหาวิทยาลัยตามมาตรฐานทางวิชาการ
"ดังนั้นขณะนี้ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยซึ่งกำลังใช้อาหารเสริมที่มีแลปติคอลเป็นส่วนประกอบ คุณรู้เลยครับว่ามาจากงานวิจัยในแคเมอรูน"
รูปแบบเดียวกันนี้ซ้ำรอยในงานวิจัยผลิตภัณฑ์อื่นของ Oben เช่น iGOB131 และ CQCR300 ซึ่งล้วนมีงานวิจัยเพียงชิ้นเดียว ผู้เขียนกลุ่มเดียวกัน และ Oben เป็น Corresponding Author ทุกชิ้น
นักวิชาการสหรัฐฯ จัดให้ LeptiCore อยู่ในกลุ่มที่น่ากังวล
ข้อกังวลเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย โพสต์ทูเดย์ ค้นข้อมูลพบว่าบทความในวารสาร World Journal of Gastroenterology ซึ่งอยู่ในฐานข้อมูล PubMed ของ NIH สหรัฐฯ ชื่อ 'Science of weight loss supplements: Compromised by conflicts of interest?' (2553) ยก LeptiCore ขึ้นมาเป็นตัวอย่างโดยตรงในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ร่วมกับ Metabolife-356, Hydroxycut และ Xenadrine
บทความดังกล่าวยังเรียกร้องให้ FDA และ FTC ของสหรัฐฯ พิจารณาว่างานวิจัยที่ตีพิมพ์ถูกนำไปใช้ในการตลาดของอาหารเสริมอย่างไร เพราะผู้บริโภคทั่วไปมักเข้าใจว่า 'มีงานวิจัยรองรับ' หมายความว่าพิสูจน์แล้ว ทั้งที่จริงอาจเป็นเพียงงานวิจัยที่ผู้ขายว่าจ้างหรือลงทุนเองทั้งสิ้น
รายงานจาก The Obesity Society ที่ทบทวนงานวิจัยอาหารเสริมลดน้ำหนักอย่างเป็นระบบ พบว่างานวิจัยส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้มีกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก ระยะเวลาสั้น และไม่ควบคุมตัวแปรกวนที่สำคัญ ลักษณะเดียวกับงานวิจัยเลปติคอลในทุกประการ
ชำแหละส่วนผสม ทุกตัวมีปริมาณต่ำกว่าเกณฑ์ออกฤทธิ์
ทั้งนี้ นพ.ธนีย์วิเคราะห์ส่วนประกอบของเลปติคอล 300 มก. ทีละตัว พบว่าปริมาณส่วนผสมทุกตัวต่ำกว่าที่งานวิจัยอื่นแสดงว่าจำเป็นต้องออกฤทธิ์
• ไฟเบอร์ (82% หรือ ~246 มก.) ปกติไฟเบอร์ที่ช่วยลดน้ำหนัก เช่น Psyllium husk ต้องใช้ 3,000–10,000 มก./วัน
• สาหร่ายสีน้ำเงินเขียว (Phycocyanin, 34.5 มก.) ต้องใช้ 1,000–8,000 มก./วัน
• สารสกัดทับทิม (6.9 มก.) ต้องใช้ 500–1,000 มก./วัน
• เบต้าแคโรทีน (11.85 มก.) ไม่มีกลไกลดน้ำหนัก
"ไม่มีตัวไหนเลยที่สามารถลด leptin ได้ และไม่มีตัวไหนที่มีปริมาณมากเพียงพอที่จะจัดการกับไขมัน ลดความอ้วนให้เราได้เลย ไม่มีตัวไหนด้วยซ้ำที่จะเพิ่มซีโรโทนินให้เราได้แม้ตัวเดียว"
"แล้วทำไมในงานวิจัย RCT นั้นถึงบอกว่ามันสามารถลดไขมันทุกอย่างได้หมด แถมยังลดการอักเสบ เพิ่มซีโรโทนินได้ด้วย? อันนี้แปลกประหลาดที่สุด"
ความขัดแย้งระหว่างปริมาณส่วนผสมที่ต่ำมากกับผลลัพธ์ที่อ้างในงานวิจัยนั้นทำให้ นพ.ธนีย์ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของงานวิจัยชิ้นนั้นเองโดยตรง
อย. ไทย ผ่านทะเบียนอาหาร แต่ไม่เคยอนุญาตให้โฆษณาลดน้ำหนัก
โพสต์ทูเดย์ พบว่าแม้อาหารเสริมที่มีเลปติคอลเป็นส่วนประกอบจะได้รับเลขสารบบอาหารจาก อย. ไทย แต่ผู้บริโภคควรทำความเข้าใจว่าการได้รับเลข อย. และการได้รับอนุญาตโฆษณาสรรพคุณลดน้ำหนักนั้นคือคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง!
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เคยชี้แจงผ่านเว็บไซต์ทางการว่า อย. ไม่เคยอนุญาตให้ผลิตภัณฑ์อาหารใดโฆษณาสรรพคุณลดน้ำหนักโดยตรง และเตือนให้ผู้บริโภคระวังการโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณลดความอ้วน ซึ่งถือเป็นการโฆษณาผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40
กล่าวคือ เลขสารบบ อย. เป็นเพียงการรับรองว่าผลิตภัณฑ์ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยขั้นต้นของอาหารเท่านั้น ไม่ใช่การรับรองว่ามีสรรพคุณตามที่โฆษณา การอ้างว่า 'ดีเทียบเท่ายาฉีด' หรือ 'ไม่โยโย่' จึงเป็นการโฆษณาเกินจริงที่ขัดต่อกฎหมาย
สรุป นพ.ธนีย์ระบุ 'งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ผ่าน'
ท้ายนี้ นพ.ธนีย์สรุปจุดยืนของตัวเองไว้อย่างตรงไปตรงมา
"ถ้าตอนแรกที่ผมฟังเรื่อง leptical ผมรู้สึกว่า มันออกมาจากโฆษณาซึ่งผมรู้สึกว่าน่าเชื่อถือดีเหมือนกัน ฟังแล้วก็เคลิ้มเหมือนกัน แต่พอเราไปอ่านจริงๆ รู้สึกผิดหวังพอสมควรเลย"
ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ยังต้องการใช้อยู่ นพ.ธนีย์ให้ข้อควรระวังดังนี้
- ตัวเลขโฆษณา เช่น 'จัดการไขมันเก่า 45%' ไม่มีอยู่จริงในงานวิจัยต้นฉบับ
- การอ้างว่า 'ดีเทียบเท่ายาฉีด' เป็นการสรุปเกินข้อมูล เพราะไม่มีงานวิจัยที่เทียบกันโดยตรง
- การอ้างว่า 'ไม่โยโย่' เป็นการสรุปเกินข้อมูล เพราะงานวิจัยทำเพียง 8 สัปดาห์โดยไม่ติดตามผลต่อ
- ผู้สูบบุหรี่ควรงดใช้ สูตร 600 มก. มีเบต้าแคโรทีนเกินเกณฑ์ที่เคยพบว่าเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอด
- ควรระวังในผู้รับประทานยาอื่นอยู่ เนื่องจากไฟเบอร์อาจรบกวนการดูดซึมยา
"ถ้าจะใช้เพื่อเสริมจากการปรับพฤติกรรม เพื่อความสบายใจ สามารถทำได้ แต่ถ้าจะหวังว่ามันจะดีเทียบเท่ายาฉีดหรือไม่โยโย่ งานวิจัยอันนี้ตอบคำถามนั้นไม่ได้ครับ"
**บทความนี้เป็นการรายงานข้อมูลเชิงวิชาการเพื่อประโยชน์สาธารณะและการคุ้มครองผู้บริโภค มิได้มีเจตนาเพื่อโจมตีหรือทำลายชื่อเสียงของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะ**
บทความนี้อ้างอิงจากการวิเคราะห์ของ นพ.ธนีย์ ธนียวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอดและวิกฤตบำบัด และงานวิจัยจากฐานข้อมูล PubMed/NIH ได้แก่ Kuate D. et al. Lipids in Health and Disease (2553) และ Pittler MH et al. World Journal of Gastroenterology (2553) สามารถค้นหาต้นฉบับได้ที่ pmc.ncbi.nlm.nih.gov | และสายด่วน อย. 1556


