posttoday

KTC ชวนออกแบบชีวิต วางแผนการจากไปอย่าง “ใจเบา” เท่แบบไม่ทิ้งภาระให้ใคร

25 กุมภาพันธ์ 2569

การสัมมนาจาก KTC FIT Talk 22 ในหัวข้อ "วางแผนวันนี้ ไม่ทิ้งภาระให้คนข้างหลัง" มุ่งเตรียมความพร้อมให้ชีวิตทั้งตนเองและผู้ที่อยู่ข้างหลังอย่างรอบด้าน โดยมีผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูล ประสบการณ์ และมุมมองที่สำคัญ

KEY

POINTS

  • “KTC FIT Talk 22: Because of Love ชวนวางแผนช่วงสุดท้ายของชีวิต เปิดมุมมองใหม่ คือการแสดงความรักและความรับผิดชอบ เพื่อลดภาระทางอารมณ์ การเงิน และการตัดสินใจที่ยากลำบากให้แก่คนข้างหลัง โดยควรสื่อสารความต้องการล่วงหน้าตั้งแต่ยังแข็งแรง
  • มีเครื่องมือและสิทธิตามกฎหมายที่ช่วยในการออกแบบการจากไป เช่น พินัยกรรมชีวิต (Living Will) ตามมาตรา 12 ที่ให้สิทธิปฏิเสธการรักษาเพื่อยืดชีวิต และการวางแผนผ่าน "สมุดเบาใจ" หรือนักวางแผนการตาย (Death Planner)
  • การเตรียมความพร้อมเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ โดยองค์กรสามารถมีส่วนร่วมผ่านสวัสดิการที่ดูแลพนักงานแบบองค์รวม (Work-Life Integration) เพื่อลดความกังวลและสร้างความมั่นคงในชีวิต

"เราสามารถ "ออกแบบช่วงเวลาสุดท้าย" ของชีวิตตัวเองได้ แต่หลายคนรู้แต่ไม่มีการลงมือทำหรือสื่อสารออกมา" - แพทย์หญิงนิษฐา เอื้ออารีมิตร ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาล “คูน” โรงพยาบาลเฉพาะทางด้าน Palliative Care แห่งแรกของไทย

 

KTC เปิดเวทีเสวนา “KTC FIT Talk 22: Because of Love – วางแผนวันนี้ ไม่ทิ้งภาระให้คนข้างหลัง” เพื่อชวนสังคมไทยหันกลับมามอง “ความรักที่จับต้องได้” ผ่านการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าอย่างมีสติ ในวันที่ความตายยังคงเป็นเรื่องที่หลายคนหลีกเลี่ยงจะพูดถึง เวทีนี้กลับหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสะท้อนว่าแท้จริงแล้วการวางแผนชีวิตช่วงท้าย ไม่ใช่เรื่องอัปมงคล หากแต่เป็นการรับผิดชอบต่อชีวิตตนเองและคนที่เรารัก การเตรียมตัวที่ดีครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ ความสัมพันธ์ การจัดการทางกฎหมาย การเงิน ตลอดจนการสื่อสารเจตจำนงอย่างชัดเจน เพื่อให้เมื่อถึงวันที่เปราะบางที่สุด ทั้งตัวเราและคนข้างหลังจะสามารถก้าวผ่านช่วงเวลานั้นได้อย่างสงบและเบาใจ

 

KTC ชวนออกแบบชีวิต วางแผนการจากไปอย่าง “ใจเบา” เท่แบบไม่ทิ้งภาระให้ใคร

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกเน้นย้ำ คือการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ซึ่งไม่ได้หมายถึงการดูแลเฉพาะผู้ป่วยระยะสุดท้ายเท่านั้น แต่คือกระบวนการดูแลแบบองค์รวมที่สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ระยะแรกของโรคที่คุกคามชีวิต แพทย์หญิงนิษฐา เอื้ออารีมิตร หรือ คุณหมอแนท ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาล "คูน" โรงพยาบาลเฉพาะทางด้าน Palliative Care แห่งแรกของไทย อธิบายว่า ความเจ็บปวดในช่วงท้ายของชีวิตไม่ได้มีเพียงความทุกข์ทางกายที่สามารถบรรเทาด้วยยาเท่านั้น แต่ยังมีความทุกข์ทางจิตใจ (ที่เยียวยาได้ยากกว่าทางร่างกาย) ซึ่งมักสร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงต่อครอบครัว

 

คุณหมอแนท - แพทย์หญิงนิษฐา เอื้ออารีมิตร ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลคูน

 

ความเจ็บปวดที่แท้จริงในช่วงสุดท้ายของชีวิต ไม่ใช่ทางกายภาพที่มียารักษาได้ แต่เป็นความเจ็บปวดทางจิตใจและจิตวิญญาณ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งต่อผู้ป่วยและครอบครัว

 

ความทุกข์จำนวนมากเกิดจากการไม่เคยสื่อสารกันมาก่อน ไม่เคยพูดถึงความต้องการในวันที่ตนเองอาจตัดสินใจไม่ได้ ดังนั้น “การเตรียมใจ” จึงสำคัญไม่แพ้การเตรียมเอกสารหรือการเงิน เพราะการจากไปอย่างสงบต้องเริ่มจากใจที่สงบ และการออกแบบช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตสามารถทำได้ หากเราเริ่มต้นสื่อสารตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรง

 

ส่วนที่มาของชื่อ "คูน" นั้นคุณหมอแนทเล่าว่า มาจากชื่อ "ดอกคูน" ดอกไม้สีเหลืองจัดที่จะบานสดใสในฤดูร้อน และจะบานสะพรั่งพราวก่อนร่วงโรยไป เปรียบเหมือนคนในช่วงท้ายๆ ของชีวิตที่สามารถเปร่งพลังชีวิตได้อีกครั้งอย่างงดงาม...

 

“เพื่อนคนสุดท้าย” ที่ชื่อว่าความตาย - ออกแบบชีวิตและการจากไปอย่าง "ใจเบา" 

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือเรื่องสิทธิการแสดงเจตนาล่วงหน้าตาม พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 หรือ Living Will ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถแสดงความประสงค์ปฏิเสธการรักษาเพื่อยืดชีวิตในวาระสุดท้าย กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 โดยมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองทั้งผู้ป่วยและแพทย์ ให้การตัดสินใจเป็นไปตามเจตนาของเจ้าของชีวิต

 

Living Will หรือ หนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้าเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต โดยเจ้าของเอกสารระบุไว้ชัดเจนว่า หากตนเองป่วยหนักจนไม่สามารถสื่อสารหรือตัดสินใจได้ ต้องการหรือไม่ต้องการรับการรักษาแบบใด โดยเฉพาะการรักษาที่มุ่ง “ยื้อชีวิต” โดยไม่ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

 

การแสดงเจตนาสามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งการเขียนเอกสารด้วยลายมือ การบันทึกวิดีโอ หรือการใช้ระบบ E-Living Will ผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังคงต้องอาศัยการยืนยันจากญาติ ทำให้เกิดคำถามเชิงนโยบายว่า ในอนาคตสังคมไทยจะให้ “เสียงสุดท้าย” ของเจ้าของชีวิตมีผลเด็ดขาดเพียงใด บทสนทนายังเชื่อมโยงไปถึงแนวโน้มการถกเถียงเรื่อง Medical Assisted Dying ในหลายประเทศ แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมายรองรับ แต่การพัฒนาระบบ Palliative Care ให้เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง อาจเป็นก้าวสำคัญก่อนการพิจารณาประเด็นดังกล่าวในอนาคต

 

ปิญชาดา ผ่องนพคุณ ผู้ก่อตั้ง Baojai Family

 

อาชีพนักวางแผนการตายยังเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย คนส่วนใหญ่แม้จะคิดถึงความตาย แต่กลับไม่เริ่มเตรียมตัว เพราะมองว่าเป็นเรื่องยาก ต้องจัดการหลายมิติ และมักแยก "ความตาย" ออกจากการ "มีชีวิต"

 

ในมิติของการเตรียมตัวเชิงปฏิบัติ ปิญชาดา ผ่องนพคุณ ผู้ก่อตั้ง Baojai Family และนักวางแผนการตายดี (Death Planner) ชวนมองความตายในฐานะ “เพื่อนคนสุดท้าย” ที่ทุกคนต้องพบเจอ แท้จริงแล้ว "ความตายคือเส้นเรื่องเดียวกันกับการมีชีวิต" เปรียบเสมือนการ "สอบไล่" ที่เราควรเตรียมพร้อม การเตรียมตัวก่อนตายจึงไม่ใช่การเรียกหาความสูญเสีย หากแต่เป็นการทำความรู้จักและยอมรับความจริงของชีวิต

 

การเตรียมตัวมีทั้งมิติภายนอก เช่น การทำ Advance Care Plan การมอบอำนาจตัดสินใจ การจัดเตรียมเอกสารสำคัญ และการวางแผนการเงิน ตลอดจนมิติภายใน คือการจัดการความกลัว การวางใจในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และการสื่อสารความรักความห่วงใยอย่างตรงไปตรงมา “สมุดเบาใจ” ถูกออกแบบเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบันทึกเจตจำนง เพื่อไม่ให้คนข้างหลังต้องแบกรับภาระการตัดสินใจแทนเราโดยปราศจากความมั่นใจ

 

KTC ชวนออกแบบชีวิต วางแผนการจากไปอย่าง “ใจเบา” เท่แบบไม่ทิ้งภาระให้ใคร

 

ในวันที่ชีวิตเปลี่ยนในไม่กี่นาที อย่ารอให้ป่วยก่อนค่อยคิด

 

บทเรียนจากประสบการณ์จริงของ คัทรินทร์ ประยุกต์วิทยาฐาน ผู้ป่วยมะเร็งระยะเริ่มต้นที่รักษาหายแล้ว สะท้อนภาพความเปราะบางของชีวิตได้อย่างชัดเจน วันที่เธอทราบผลวินิจฉัยโรค ขณะเดียวกับที่ธุรกิจกำลังเผชิญภาวะขาดทุน ความรู้สึกตกใจและคำถามว่า “ถ้าไม่มีเราอยู่ ครอบครัวจะทำอย่างไร” ถาโถมเข้ามาในทันที

 

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เธอเริ่มจัดระบบชีวิตใหม่ แบ่งเงินเป็นสัดส่วน ทบทวนกรมธรรม์ประกัน และวางแผนความต่อเนื่องของรายได้ เพื่อไม่ให้สามีและลูกต้องเผชิญความลำบากเพียงลำพัง 

 

คัทรินทร์ ประยุกต์วิทยาฐาน

 

เพราะความเสี่ยงในชีวิตไม่ได้มีเพียงสุขภาพ แต่รวมถึงการเงินและความมั่นคงของครอบครัว การเตรียมตัวตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรงจึงเป็นของขวัญที่มีคุณค่าที่สุด ทั้งต่อตนเองและคนที่รัก

 

พนักงานคือ “คนในครอบครัว” ดูแลแบบ Work–Life Integration เพื่อให้ “ใจไม่ต้องแบก” 

ในมุมขององค์กร สุดปรารถนา ดำรงชัยธรรม ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคลและองค์กรของ KTC สะท้อนว่า แม้องค์กรจะนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาพัฒนาระบบการทำงาน แต่หัวใจของความยั่งยืนยังคงอยู่ที่ “คน” KTC ใช้แนวคิด Work–Life Integration ดูแลพนักงานแบบองค์รวม เพราะไม่สามารถแยกชีวิตการทำงานออกจากชีวิตส่วนตัวได้อย่างเด็ดขาด ความกังวลหลักของคนทำงานมักอยู่ที่สุขภาพ การเงิน และเหตุไม่คาดคิด หากปล่อยให้สะสมโดยไม่มีระบบรองรับ ย่อมบั่นทอนทั้งคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงาน

 

องค์กรจึงออกแบบสวัสดิการและโปรแกรมดูแลที่ครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจสุขภาพตามช่วงวัย การดูแลสุขภาพจิต HR Clinic การสร้าง Psychological Safety การให้ความรู้ด้านการเงิน ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับวาระสุดท้าย

 

สุดปรารถนา ดำรงชัยธรรม ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคลและองค์กรของ KTC

 

เป้าหมายคือการเป็น Happy & Safety Workplace ที่พนักงานรู้สึกว่าไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว และสามารถทำงานได้อย่างมีพลังโดยไม่ต้อง “แบก” ความกังวลไว้ในใจ

 

สาระสำคัญจากเวทีเสวนาครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพูดถึงความตาย หากแต่เป็นการชวนทบทวนคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ การวางแผนล่วงหน้าไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย แต่คือการยอมรับความจริงของธรรมชาติ และใช้สติในการออกแบบเส้นทางชีวิตทั้งต้น กลาง และปลายทางอย่างรอบด้าน

 

KTC ชวนออกแบบชีวิต วางแผนการจากไปอย่าง “ใจเบา” เท่แบบไม่ทิ้งภาระให้ใคร

 

เงินอาจมีความสำคัญในฐานะเครื่องมือช่วยลดภาระ แต่ความรัก ความเข้าใจ และการสื่อสารที่ชัดเจน คือรากฐานที่ทำให้การจากลาไม่กลายเป็นบาดแผลที่ยืดเยื้อ

 

ในท้ายที่สุด การไม่ทิ้งภาระให้คนข้างหลัง อาจเริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ ว่า วันนี้เราได้จัดการชีวิตของตนเองให้ “เบา” พอแล้วหรือยัง ทั้งในแง่กาย ใจ และความสัมพันธ์ เพราะเมื่อใจไม่ต้องแบกสิ่งใดหนักเกินไป ชีวิตที่เหลืออยู่ย่อมดำเนินไปได้อย่างมีคุณค่า และวันที่ต้องกล่าวลา ก็จะเป็นการจากไปอย่างสงบ สมศักดิ์ศรี และเปี่ยมด้วยความรักที่เตรียมไว้แล้วอย่างดีที่สุด

ข่าวล่าสุด

InterSystems คว้า 4 รางวัล Best in KLAS 2026 ผู้นำเวชระเบียนโลก