posttoday

พัฒนาการ "หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์" จีน! จากหุ่นยนต์เดินเตาะแตะ สู่ "เจ้ายุทธภพ"

19 กุมภาพันธ์ 2569

ย้อนไทม์ไลน์ ดูพัฒนาการ "หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์" จีน! จากหุ่นยนต์เดินเตาะแตะ สู่ "เจ้ายุทธภพ" ทำไมหุ่นยนต์ถึงเป็นกังฟูได้!

งานกาล่าตรุษจีนปี 2569 (Spring Festival Gala)  ทำให้คนทั้งโลกต้องตะลึง เมื่อกองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ได้มาเพียงแค่เดินหรือเต้นตามจังหวะ แต่กลับโชว์ลีลา "กังฟู" และทักษะการใช้ชีวิตประจำวันที่เรียกว่า อย่างกับมนุษย์จริง!

 

หากใครได้มีโอกาสดู คลิป ความสมจริงที่ว่าก็คือ หุ่นยนต์นั้นเวลาที่ตีลังกาลงมายืนบนพื้น บางตัวก็ยืนได้มั่นคง บางตัวก็มีลื่นเล็กน้อยแต่กลับมาทรงตัวได้! แต่ละตัวไม่ได้เคลื่อนไหวเหมือนกัน 100% เสียทีเดียว

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้ “การเคลื่อนไหว” ของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สัญชาติจีนเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์เข้าไปอีกขั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของจีนที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลกได้

 

นอกเหนือไปจากส่วนแบ่งทางการตลาด ซึ่งตามรายงานของ Omdia บริษัทวิจัยตลาดระดับโลกระบุว่าในปี 2568 ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกเข้าสู่ช่วงขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมียอดส่งมอบรวมประมาณ 13,000 ตัว

และหนึ่งในนั้นคือผลงานของ AgiBot หรือ Zhiyuan Robotics บริษัทเทคของจีนที่มียอดส่งมอบสูงถึง 5,100 ตัว ซึ่งทำให้บริษัทคว้าอันดับหนึ่งของโลกทั้งในด้านปริมาณการส่งมอบและส่วนแบ่งการตลาดที่ระดับ 39%

 

 

เพื่อให้เห็นภาพการพัฒนาที่รวดเร็วนี้ โพสต์ทูเดย์ ได้รวบรวมสรุปไทม์ไลน์ความก้าวหน้าที่เปลี่ยนจาก "หุ่นที่เดินเตาะแตะ" มาเป็น “จอมยุทธ์” ให้ได้ทราบกัน!

 

ยุคบุกเบิก หุ่นยนต์เดินเตาะแตะ!

 

ในปี 2543  จีนเริ่มต้นพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือ หุ่นยนต์ที่มีรูปลักษณ์เหมือนมนุษย์ เพราะมันเดินสองขาได้ตัวแรกในชื่อ "เซียนสิงเจ่อ" (Xianxingzhe) แปลว่า ผู้บุกเบิก โดยผู้ผลิตคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ (NUDT)

 

หุ่นยนต์ Xianxingzhe

 

แรงบันดาลใจสำคัญมาจากกองทัพหุ่นยนต์ของญี่ปุ่นและอเมริกาที่จัดแสดงในงาน Expo '85 ณ เมืองสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น ทำให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ (NUDT) มุ่งมั่นที่จะสร้างหุ่นยนต์ของจีนเองให้สำเร็จ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543

 

ความสามารถของฮิวแมนนอยด์รุ่นแรกของจีน ทำได้เพียงเดินช้าๆ 2 ก้าวต่อวินาที และมักถูกวิจารณ์เรื่องดีไซน์ที่ดูเทอะทะและระบบกลไกที่ยังไม่ซับซ้อนเท่าไหร่นัก ซึ่งการวิจารณ์นี้เกิดขึ้นโดยเฉพาะในญี่ปุ่นยุคนั้น ที่นำมาเปรียบเทียบกับหุ่นยนต์อย่าง ASIMO ของ Honda

 

แต่จากหุ่นยนต์เทอะทะ ก้าวได้ 2 ก้าวต่อวินาทีจนถูกล้อเลียนในวันนั้น ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งผลให้จีนพัฒนาหุ่นยนต์ขึ้นมาได้

 

ยุคผลิตในโรงงาน

 

ถ้าจะพูดว่าช่วงปีไหนที่พอจะเห็นเค้าลางว่าจีนเอาจริงด้านนี้ ก็ต้องยกให้ปี 2566-2567 ผ่านมา ... ต้องขอบคุณการพัฒนา AI ในช่วงสองปีดังกล่าว 23 ปีจากหุ่นยนต์ตัวแรก จีนได้ใช้ประโยชน์จาก AI ผสานเข้ากับหุ่นยนต์อย่างจริงจรัง จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า Embodied AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่มีร่างกาย

 

ในปี 2566 กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) ของจีนประกาศยุทธศาสตร์สร้างระบบนวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ให้สมบูรณ์ภายในปี 2568

 

Walker S

 

ต่อมาในปี 2567  หุ่นยนต์เริ่มเข้าสู่โลกความจริง เช่น Walker S ของค่าย UBTECH ที่ถูกส่งไปทดลองงานในโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อช่วยประกอบชิ้นส่วนและตรวจคุณภาพ ขณะที่หุ่นยนต์รุ่น Unitree G1 เริ่มเปิดตัวในราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปเข้าถึงได้ (ประมาณ 5-6 แสนบาท)

ซึ่ง Unitree G1 นี้คือรุ่นที่สร้างปรากฎการณ์ฮิวแมนนอยด์ฟีเวอร์ในจีนจากการโชว์เต้นในงานกาล่าตรุษจีน ในปี 2568 ด้วย!

 

 

ยุคก้าวกระโดด

 

ปี 2568 คือปีที่จีนตั้งใจจะเป็นมหาอำนาจหุ่นยนต์อย่างแท้จริง Unitree G1 ได้ออกมาแสดงการเต้นรำพื้นเมืองพร้อมแกว่งผ้าเช็ดหน้า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนในปี 2568 ส่งผลให้เกิดปรากฎการณ์หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ฟีเวอร์ขึ้นในจีน

 

 Unitree G1 ในงานตรุษจีนปี 2568

 

แม้ว่าการแสดงในปี 2568 จะยังแข็งทื่อ มีความเป็นหุ่นยนต์ยื่นแขน ยื่นขาก็ตาม แต่ก็เป็นการเปิดตัวเทคโนโลยีที่เรียกความสนใจสาธารณชนได้มาก

 

นอกจากนี้ ในปีนั้น บริษัท AgiBot สามารถทำยอดส่งออกหุ่นยนต์ได้มากกว่า 5,100 ตัว ครองส่วนแบ่งตลาดโลกอันดับหนึ่ง อีกทั้งบริษัทอย่าง UBTECH ก็ได้ปล่อยหุ่นยนต์ยอดนิยมคือรุ่น Walker S2 ที่สามารถเดินไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้ตัวเองได้ เพื่อทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์

 

Walker S2 หุ่นยนต์เปลี่ยนแบตฯ ได้เอง

 

อีกทั้งในปีที่แล้ว ได้เห็นอีเวนต์การแข่งขันหุ่นยนต์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเวทีต่อยมวย เวทีวิ่งมาราธอน การนำหุ่นยนต์ไปแสดงคอนเสิร์ต ร้านที่พนักงานมีแต่หุ่นยนต์ อีกทั้งยัง มีการจัดตั้ง "โรงเรียนฝึกหุ่นยนต์" ขนาดใหญ่ในปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ เพื่อให้หุ่นยนต์เรียนรู้งานบ้านและงานอุตสาหกรรมผ่านระบบ VR และการจำลองสถานการณ์ด้วย

 

 

เจ้ายุทธภพเหล็ก! เมื่อหุ่นยนต์เป็นกังฟู

 

บนเวทีงานกาล่าตรุษจีนปี 2569 คือการประกาศว่าหุ่นยนต์จีนข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปแล้ว จาก Unitree รุ่น G1 ที่ยังเต้นเป็นหุ่นยนต์แข็งทื่อ Unitree ได้กลับมาโชว์ทักษะกังฟูขั้นสูง ทั้งการใช้ดาบ พลอง และ "หมัดเมา" ท่าที่ยากที่สุด ซึ่งหุ่นยนต์ต้องแกล้งทำตัวโอนเอนไปมาแต่ยังรักษาการทรงตัวที่ซับซ้อนได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมโชว์การตีลังกากลางอากาศสูงกว่า 3 เมตร และการวิ่งแบบ Parkour ข้ามสิ่งกีดขวางได้อย่างต่อเนื่อง

 

Unitree G1 ในงานตรุษจีนปี 2569

 

 

เคล็ดลับของเจ้า Unitree เวอร์ชั่น 2569 นี้ คือ ระบบควบคุมการเคลื่อนไหว

 

หากใครกลับไปดูคลิปจะเห็นว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ได้แค่ขยับตามรอยเท้าที่สั่งไว้ แต่ระบบจะคำนวณการทรงตัวใหม่ทุกครั้งที่เท้าแตะพื้น ทำให้เวลาที่ฮิวแมนนอยด์เท้าแตะพื้นแต่ละตัวจะให้ท่าทางที่ต่างกัน

 

เพราะหากหุ่นยนต์บางตัวเสียหลักจากการชนของนักแสดงมนุษย์หรือพื้นผิวที่ไม่เรียบ มันจะปรับจุดศูนย์ถ่วงได้เองในเสี้ยววินาที เพื่อกลับมาทรงตัวให้สมดุล ทำให้การเคลื่อนไหวดูเป็นธรรมชาติและ "มีชีวิต" มากกว่าการเคลื่อนไหวที่พร้อมเพรียงกันแบบทื่อๆ

 

 

สิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นได้คือ จีนได้ใส่ "สมองและไขสันหลัง" ให้กับหุ่นยนต์!

 

สมอง ก็คือ AI ที่สามารถวางแผนและทำความเข้าใจคำสั่งได้ ส่วนไขสันหลัง ก็คือ ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนแบบเรียลไทม์

 

หุ่นยนต์เหล่านี้จะผ่านการ "ฝึกฝน" ในโลกเสมือนจริงมานับร้อยล้านครั้ง จนเรียนรู้วิธีการล้มและการทรงตัวในสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น พื้นน้ำแข็งหรือพื้นกรวด ทำให้พวกมันมีความอึด และไม่ล้มง่ายๆ เหมือนหุ่นยนต์ในอดีต

 

จนทำให้ทั่วโลกต้องตกตะลึกกับโชว์ ‘หุ่นยนต์’ ในตรุษจีนปีนี้ ซึ่งแตกต่างอย่างก้าวกระโดดกับปีที่แล้วหลายขุม!

 

พัฒนาการ "หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์" จีน! จากหุ่นยนต์เดินเตาะแตะ สู่ "เจ้ายุทธภพ"

 

ในอนาคตอันใกล้ คาดการณ์ว่าจีนจะมีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ประจำอยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ กว่า 100 ล้านตัวภายในปี 2588 ซึ่งแน่นอนว่าจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั่วโลกไปตลอดกาล.

ข่าวล่าสุด

"TOP" พลิกเกมดึงเงินสด 1.8 หมื่นล้าน! เร่งเครื่องโปรเจกต์ยักษ์ CFP ทุ่มหมื่นล้านเหรียญรับเทรนด์โลก