posttoday

วิจัยเผย ฟีเจอร์ Parental Controls แก้ปัญหาเด็กติดโซเชียลไม่ได้

18 กุมภาพันธ์ 2569

เอกสารวิจัยภายในของ Meta เผย มาตรการควบคุมโดยผู้ปกครอง (Parental Control) หรือฟีเจอร์จำกัดเวลาใช้งาน แทบไม่มีผลในการลดพฤติกรรมการเสพติดโซเชียลมีเดียของเยาวชน

 

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในวงการเทคโนโลยีและกฎหมาย เมื่อมีการเปิดเผยเอกสารวิจัยภายในของ Meta (บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram) ระหว่างการไต่สวนคดีในศาลสูงลอสแอนเจลิสเคาน์ตี โดยเอกสารดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า

 

ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียรายนี้ทราบดีว่าเครื่องมือควบคุมสำหรับผู้ปกครอง (Parental Controls)  ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเด็กติดจอได้อย่างที่กล่าวอ้าง

 

คดีนี้เป็นหนึ่งในคดีตัวอย่างที่มีโจทก์ใช้นามสมมติว่า "KGM" หรือ "เคลีย์ (Kaley)" ยื่นฟ้องร่วมกับมารดา โดยกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่จงใจสร้างผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการเสพติดและเป็นอันตราย ส่งผลให้เยาวชนต้องเผชิญกับภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า โรคคลั่งผอม (Eating Disorders) ความไม่พอใจในรูปร่างตนเอง (Body Dysmorphia) ไปจนถึงมีความคิดทำร้ายร่างกายตัวเอง

 

วิจัยเผย ฟีเจอร์ Parental Controls แก้ปัญหาเด็กติดโซเชียลไม่ได้

 

เปิดโปงโปรเจกต์ลับ "Project MYST"

 

มาร์ค ลาเนียร์ ทนายความฝั่งโจทก์ ได้นำเสนอผลวิจัยภายใต้ชื่อ "Project MYST" (Meta and Youth Social Emotional Trends) ซึ่ง Meta ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยชิคาโก จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นและผู้ปกครองกว่า 1,000 คู่ 

 

ผลสรุปจากงานวิจัยระบุชัดเจนว่า

 

"ปัจจัยด้านครอบครัวและการสอดส่องดูแลของผู้ปกครอง มีความสัมพันธ์น้อยมากกับระดับความหมกมุ่นในการใช้โซเชียลมีเดียของวัยรุ่น"

 

ผลวิจัยนี้ระบุชัดเจนว่า แม้ผู้ปกครองจะพยายามควบคุม หรือใช้ฟีเจอร์ Parental Controls ตั้งกฎเกณฑ์ในบ้าน ไปจนถึงใช้ฟีเจอร์จำกัดเวลาในแอปพลิเคชัน ก็แทบไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้งานของเด็ก

 

ทั้งฝั่งพ่อแม่และตัววัยรุ่นเองต่างให้ข้อมูลตรงกันว่า การควบคุมดูแลแทบไม่มีผลต่อความสามารถในการยับยั้งชั่งใจของเด็กเลย

 

ทนายความชี้ว่า หากผลวิจัยนี้ถูกต้อง เท่ากับว่าเครื่องมืออย่างฟีเจอร์จำกัดเวลา (Time Limits) ใน Instagram หรือสมาร์ตโฟน ไม่ได้ช่วยให้เด็กเลิกติดโซเชียลแต่อย่างใด เพราะตัวแอปพลิเคชันถูกออกแบบมาเพื่อเอาเปรียบผู้ใช้งาน ทั้งระบบฟีดที่เลื่อนไม่สิ้นสุด การแจ้งเตือนที่รบกวนตลอดเวลา และกลไกกระตุ้นสารโดปามีนในสมอง

 

ภาพสเก็ตช์ในห้องพิจารณาคดี อดัม มอสเซอรี (Adam Mosseri) หัวหน้าฝ่าย Instagram ของ Meta ขณะให้การในศาล
 

ผู้บริหารปัดไม่รู้เห็น - โยนปัญหาให้ครอบครัว 

 

ด้าน อดัม มอสเซอรี (Adam Mosseri) หัวหน้าทีม Instagram ขึ้นให้การโดยระบุว่าเขา "จำรายละเอียดไม่ได้" เกี่ยวกับ Project MYST แม้จะมีหลักฐานเอกสารชี้ว่าเขาเป็นผู้อนุมัติโครงการนี้ก็ตาม โดยเขากล่าวเพียงว่าบริษัทมีโครงการวิจัยจำนวนมาก

 

ทีมทนายของ Meta แก้ต่าง โดยมุ่งประเด็นไปที่ตัวบุคคลและสถาบันครอบครัว พวกเขาชี้แจงว่ากรณีของ "เคลีย์" นั้น ปัญหาทางอารมณ์เกิดจากการที่พ่อแม่หย่าร้าง มีพ่อที่ใช้ความรุนแรง และถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน ไม่ใช่เพราะแอปพลิเคชัน

 

พร้อมยกตัวอย่างกรณีของเคลีย์ว่า ปัญหาทางอารมณ์ของเธอเกิดจากพ่อแม่หย่าร้าง พ่อที่ใช้ความรุนแรง และการถูกบูลลี่ที่โรงเรียน ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เด็กหันมาใช้โซเชียลมีเดียเพื่อหลบหนีความจริง

 

มอสเซอรีเสริมในประเด็นนี้ว่า Meta ระมัดระวังที่จะไม่ใช้คำว่า "เสพติด" แต่เรียกว่า "การใช้งานที่มีปัญหา" (Problematic Use) ซึ่งหมายถึงการใช้เวลาบนแอปฯ มากกว่าปกติ

 

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการจากผลวิจัยคือ เยาวชนที่เจอเรื่องเลวร้ายในชีวิตเช่น พ่อแม่ติดเหล้า หรือถูกบูลลี่ที่โรงเรียน จะมีความสามารถในการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียต่ำกว่าเด็กทั่วไป ซึ่งสนับสนุนข้อโต้แย้งของโจทก์ที่ว่า เด็กกลุ่มเปราะบางคือเหยื่อที่ถูกซ้ำเติมจากระบบของ Meta

 

จนถึงปัจจุบัน Meta ยังไม่เคยเผยแพร่ผลวิจัยนี้สู่สาธารณะ หรือออกคำเตือนใดๆ แก่ผู้ปกครอง คดีนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างมาก เพราะผลการตัดสินของคณะลูกขุนอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในการควบคุมบริษัทเทคโนโลยีในอนาคต

 

ทั้งนี้ จำเลยร่วมรายอื่นอย่าง ByteDance (TikTok) และ Snap ได้ตกลงยอมความไปก่อนหน้านี้แล้ว เหลือเพียง Meta และ YouTube ที่ยังคงต่อสู้คดีในชั้นศาล

 

อ้างอิง: Techcrunch

ข่าวล่าสุด

สุวัจน์เปิดตรุษจีนโคราช 111 ปีถนนมังกร แจกส้มรับปีม้าไฟสุดโชติช่วง