มาตรการหวานปกติ=หวาน 50% Longevity แบบไม่เสียเงินสักบาท-แถมลดต้นทุน!
มาตรการของกรมอนามัย หวานปกติ=หวาน50% เริ่มต้นขึ้นเป็นวันแรก นอกจากจะเข้าเทรนด์ Longevity ลดโรค NCDs ยังเป็นตัวอย่างการส่งเสริมสุขภาพที่เกิดผลเป็นรูปธรรม!
มาตรการ "หวานปกติ = หวาน 50%" ของไทยที่เริ่มวันนี้ ( 11 ก.พ. 69 ) มองอีกทีคือกลยุทธ์ Longevity ระดับนโยบายที่เปลี่ยน พฤติกรรมคนไทยตั้งแต่เริ่มต้น! แค่เปลี่ยนการสั่งเครื่องดื่มชง 1 แก้วต่อวัน จะทำให้มีอายุขัยสุขภาพที่ยาวนานขึ้นได้ เพราะน้ำตาลทุกช้อนชาที่กินไป เป็นตัวเร่งความเจ็บป่วยชั้นดีโดยเฉพาะการเกิดโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ทำให้คนที่ป่วยต้องพบเจอแพทย์แบบเรื้อรัง
ที่สำคัญนโยบายนี้ ไม่ใช่แค่การส่งเสริมการป้องกันโรคแบบพื้นๆ ที่คนไทยเคยเห็น เช่น การประชาสัมพันธ์รณรงค์ การออกแผ่นพับโปสเตอร์ให้ความรู้ ซึ่งก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง .. แต่คือการเปลี่ยนไปใช้นโยบายที่เป็นรูปธรรมและเกิดผลอย่างแท้จริง!
....
ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคของ “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” ที่กรมอนามัยจับมือกับ 9 แบรนด์เครื่องดื่มยักษ์ใหญ่สร้างปรากฎการณ์นี้ให้เกิดขึ้น
เพราะเดิมทีเวลาเราสั่ง "หวานปกติ" เรามักได้รับน้ำตาลเกินเกณฑ์ที่ร่างกายจะจัดการได้
สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ได้ระบุตัวอย่างปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มชงมาตรฐาน (ขนาด 16 ออนซ์) เมื่อเปรียบเทียบตามระดับความหวานไว้ดังนี้
| ประเภทเครื่องดื่ม | หวาน 100% (ช้อนชา) | หวาน 50% (ช้อนชา) | หวาน 25% (ช้อนชา) |
|---|---|---|---|
| กาแฟสด | 7.3 | 3.7 | 1.9 |
| ชาเย็น / ชานม | 6.6 | 3.3 | 1.7 |
| น้ำบ๊วยมะนาวปั่น | 30.0 | 15.0 | 7.5 |
จะเห็นได้ว่าการปรับลดมาที่ระดับ 50% ช่วยให้เครื่องดื่มส่วนใหญ่มีปริมาณน้ำตาลลดลงมาอยู่ในระดับที่ร่างกายจัดการได้ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มชาและกาแฟที่จะมีน้ำตาลเหลือเพียงประมาณ 3-4 ช้อนชา ซึ่งใกล้เคียงกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน
ทั้งนี้ จากข้อมูลของ สสส. พบว่า น้ำตาล มีส่วนทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) เช่น มะเร็งตับ ไขมันเกาะตับ โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน ไขมันอุดตันในหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน และโรคอ้วน
และโรค NCDs นี้แหละ ที่ทำให้ Health Span ของคนไทยต่ำกว่าอายุขัยถึง 10 ปี หมายความว่า คนไทยจะมีสุขภาพที่แย่ลง ป่วยเรื้อรังเป็นเวลาเฉลี่ย 10 ปีก่อนตาย! ซึ่งเป็นภาระทั้งค่าใช้จ่าย ความสัมพันธ์ ฯลฯ
นอกจากนี้ น้ำตาลยังส่งผลโดยตรงทำให้ 'เซลล์ชรา' โดยงานศึกษาด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยพบว่า เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลในปริมาณสูง น้ำตาลจะเข้าไปจับกับโปรตีน ไขมัน และดีเอ็นเอ เกิดสารที่เรียกว่า Advanced Glycation End Products (AGEs) ซึ่งทำให้โครงสร้างเซลล์เสื่อมสภาพ คอลลาเจนแข็งตัว และหลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่น (National Center for Biotechnology Information: NCBI)
นอกจากนี้ น้ำตาลยังเพิ่มภาวะอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของความเสื่อมตามวัย ภาวะดังกล่าวทำให้เซลล์ถูกทำลายต่อเนื่องและเพิ่มความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นั่นเอง อีกทั้งน้ำตาลยังไปเร่งให้เซลล์เสื่อมได้ง่ายและหยุดแบ่งตัว
องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงแนะนำให้จำกัดการบริโภคน้ำตาล ซึ่งกลายเป็นเกณฑ์ของมาตรการ หวานปกติ=หวาน50% โดยชี้ว่าการลดน้ำตาลไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง แต่ยังช่วยยืดช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี หรือ ยืด Health Span ได้อีกด้วย
ดีทั้งสุขภาพและต้นทุน!
หากย้อนไปในปี 2022 เป็นปีแรกที่มีมาตรการ "หวานน้อยสั่งได้" ซึ่งเป็นการแนะนำให้ร้านเครื่องดื่มชงมีสเกลความหวานให้ผู้บริโภคสามารถสั่งความหวานได้ตามใจชอบ จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Regional Health – Southeast Asia ในปี 2025 ชี้ว่าความสำเร็จของ ‘ประเทศไทย’ กับนโยบายและแคมเปญ ‘เครื่องดื่มหวานน้อย’ ทำให้คนไทยสามารถบริโภคน้ำตาลลดลงได้กว่า 57% ในระยะเวลา 5 ปี
หากคิดให้ดี นอกจากสุขภาพของประชาชนแล้ว ผู้ประกอบการเองก็สามารถลดต้นทุนจากการใช้น้ำตาลหรือน้ำเชื่อมลงครึ่งหนึ่งโดยที่ยังขายราคาเดิมได้ เพราะแคมเปญในครั้งนั้นสามารถลดการใช้น้ำตาลลง
เหลือ 0.8 ล้านตัน จาก 2.5 ล้านตันในปี 2019
เทียบเท่ากับการบริโภคน้ำตาล 8 ช้อนชาต่อคนต่อวัน
ในขณะที่ยังสามารถขายได้ในราคาเดิม อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวทาง "ภาษีความหวาน" ระยะใหม่ ซึ่งยิ่งหวานมากยิ่งเสียภาษีมาก! ที่สำคัญคือภาครัฐสามารถลดภาระงบประมาณการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ลงอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันมีคนเสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs คิดเป็นร้อยละ 70 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย และรัฐบาลต้องใช้งบประมาณดูแลผู้ป่วยไม่ต่ำกว่า 4-5 แสนล้านบาทต่อปี
....
มาตรการลดความหวานที่เป็นรูปธรรม และสามารถปรับพฤติกรรมผู้บริโภคได้จริงแบบนี้ เรียกว่า "น่ายกย่อง" และเป็นการใช้นโยบายที่ "ต้นทุนต่ำ แต่ได้ความคุ้มค่า" และเกิดผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคได้จริง สะท้อนผ่านการลดการกินน้ำตาลของคนไทยที่ลดลงกว่า 57% ในระยะเวลา 5 ปี โดยแคมเปญ หวานปกติ=หวาน 50% ยังอยู่ในแผนโครงการ "หวานน้อย" ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ตั้งเป้าให้คนไทยบริโภคหวานน้อยกว่า 90% ของประชากรให้ได้ภายในปีหน้า!
อ้างอิง
World Health Organization. Guideline: Sugars Intake for Adults and Children
National Center for Biotechnology Information (NCBI). Advanced Glycation End Products in Aging and Chronic Disease
National Institutes of Health (NIH). Sugar Intake and Chronic Disease Risk


