วิกฤตหนัก! เผานา 1.3 หมื่นไร่ นครนายก ฝุ่นพิษถล่มกรุงอ่วม
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ แถลงด่วน! พบจุดความร้อนผิดปกติในนครนายกกว่า 1.3 หมื่นไร่ หวั่นลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดฝุ่นเข้ากรุง กระทบกลุ่มเปราะบางนับแสนชีวิต
KEY
POINTS
- เกิดเหตุเผาพื้นที่นาข้าวครั้งใหญ่ผิดปกติในจังหวัดนครนายก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 13,000 ไร่
- กระแสลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดพากลุ่มควันและฝุ่นพิษจากการเผาไหม้เข้าสู่กรุงเทพมหานครโดยตรง
- สถานการณ์ดังกล่าวจะซ้ำเติมวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ ให้รุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างหนัก
ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
ล่าสุด "สภาลมหายใจกรุงเทพฯ" ได้ออกแถลงการณ์ด่วนเพื่อแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ไฟไหม้พื้นที่เกษตรกรรมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างผิดปกติในจังหวัดนครนายก ซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นต้นทางที่สำคัญ ปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาในขณะนี้เอื้อให้กลุ่มควันจำนวนมหาศาลเคลื่อนตัวเข้าสู่กรุงเทพมหานครโดยตรง ซ้ำเติมวิกฤตอากาศเลวร้ายให้รุนแรงยิ่งขึ้น รายละเอียดของแถลงการณ์และข้อเรียกร้องมีดังนี้
แถลงการณ์
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
27 มกราคม 2569
ข้อกังวลต่อสถานการณ์การเผาพื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัดนครนายก
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ ขอแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์การเผาไหม้ในพื้นที่นาข้าวเขตจังหวัดนครนายกที่เกิดขึ้นในวันนี้ ซึ่งตรวจพบจุดความร้อน (Hotspots) ในลักษณะที่ผิดปกติ มีขนาดพื้นที่ได้รับความเสียหายกว้างขวางกว่า 13,000 ไร่ และมีรูปแบบการกระจายตัวเสมือนมีการนัดหมายจุดทำลายพร้อมกัน โดยในขณะนี้สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้โดยง่าย
ด้วยปัจจัยด้านสภาวะอากาศตามฤดูกาล ซึ่งยังคงมีกระแสลมพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือมุ่งหน้าสู่ภาคกลาง ส่งผลให้ฝุ่นควันจากการเผาไหม้ดังกล่าวเคลื่อนตัวเข้าสู่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดยตรง ซึ่งเป็นพื้นที่ปลายลมที่มีอัตราการระบายอากาศต่ำในระยะนี้
สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะ "กลุ่มเปราะบาง" นับแสน อันประกอบด้วย:
• เด็กและเยาวชน
• สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ
• ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจและกลุ่มคนพิการ
• ผู้ที่ต้องปฏิบัติงานหรืออาศัยอยู่ในที่โล่งแจ้ง
รวมถึงประชาชนอีกนับล้านชีวิตที่ไม่มีทางเลือกในการเข้าถึงอากาศสะอาด และจำเป็นต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ ขอเรียกร้องและร่วมสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เร่งประสานความร่วมมือเพื่อ ระงับยับยั้งทั้ง "ไฟในทุ่ง" ที่กำลังลุกลาม และ "ไฟแห่งความขัดแย้ง" ที่อาจเป็นต้นตอของปัญหาให้ดับลงโดยเร็วที่สุด เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์และสุขภาวะที่ดีให้แก่พี่น้องประชาชนต่อไป


