เพราะอะไรจึงไวรัล? เมื่อพระสงฆ์ออกเดินเพื่อ ‘สันติภาพ’ ในประเทศม(า)หา ‘อำนาจ’!
ท่ามกลางโลกแห่ง 'อำนาจนิยม' และ 'ไร้ระเบียบ' อย่างทุกวันนี้ ความเป็นสากลเดียวที่ไร้ภาษาและวัฒนธรรมคือ 'สันติภาพ เมตตา และให้อภัย'
KEY
POINTS
- กลุ่มพระสงฆ์เถรวาทเดินธุดงค์ระยะทางกว่า 3,700 กิโลเมตรในสหรัฐอเมริกา เพื่อสื่อสารข้อความแห่งสันติภาพและความเมตตา
- การเดินทางกลายเป็นกระแสไวรัลและสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวอเมริกันจำนวนมากที่รู้สึกโหยหาสันติสุขและความหวังในสังคม
- ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพื่อสะท้อนความต้องการสันติภาพภายในจิตใจของผู้คน ซึ่งสวนทางกับกระแสโลกที่เข้าสู่ยุคของความขัดแย้งและผลประโยชน์ของตนเป็นใหญ่
01
หลายคนอาจมีช่วงเวลาที่ตั้งคำถามว่า
‘สันติภาพ , ความเมตตา , และความอ่อนโยน’
บนโลกนี้ทำไมถึง ‘ยาก’ ขึ้นทุกที
สามสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยการกำหนดและเริ่มต้นที่ ‘ใจเรา’
หากยังคงเชื่อในความสามารถของ 'มนุษย์'
น่าจะเป็นสิ่งที่สามารถกระทำต่อกันได้ ‘ง่ายๆ’
ก็แค่ไม่ทำร้ายกัน ไม่รุนแรงต่อกัน เอื้อเฟื้อ เสียสละ และให้เกียรติกัน
…
แต่กระแสไวรัลในสหรัฐอเมริกา ที่ชาวสหรัฐฯ ออกมาชุมนุมกันตามท้องถนน เพื่อรอรับ ขบวนยาตราของ ‘พระสงฆ์’ เถรวาท’ กว่า 10 รูป ที่ต้องการเดินเพื่อ ‘สันติ’ และ ‘ความสงบ’
แสดงให้เห็นว่า ‘คนยังโหยหา’ สิ่งเรียบง่ายเหล่านี้ และพวกเขาพบว่ามัน ‘ยาก’ เพียงใด
….
จุดเริ่มต้นของ Walk for Peace ในครั้งนี้ เกิดจากกลุ่มพระสงฆ์เถรวาทที่ตั้งใจเดินจงกรมผ่านหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา จากเท็กซัส ไปยัง วอชิงดันดี.ซี. ระยะทางราว 3,700 กิโลเมตร เพื่อสื่อข้อความ
สันติภาพ เมตตา และการอยู่ร่วมกันอย่างไม่ใช้ความรุนแรง
พระสงฆ์กลุ่มนี้เริ่มเดินจากเท็กซัส เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ปีที่แล้ว และคาดว่าจะเสร็จสิ้นการเดินทางในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้
ในช่วงเริ่มต้นนั้นยังไม่มีกระแสอะไรเกิดขึ้นมากมายนัก ... แต่หนึ่งเหตุการณ์สะเทือนใจได้เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง เมื่อพระรูปหนึ่งถูกรถพุ่งชนจนต้องสูญเสียขา แต่ปรากฎคำพูดของพระรูปนั้นที่ว่า
"อาตมาให้อภัย ความโกรธไม่เคยสร้างสันติภาพ"
ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนในสหรัฐฯ ขึ้นอย่างรวดเร็ว
มีหลายคนออกมารอรับกลุ่มพระสงฆ์เหล่านี้ตามท้องถนน ในเพจมีผู้ติดตามทะลุ 2 ล้านคนอย่างรวดเร็ว
มีคอมเมนต์มากมายที่พูดไปในทิศทางเดียวกัน ..
" พระสงฆ์เหล่านี้ฉันอาหารเพียงวันละสองมื้อ มื้อแรกตอนตี 5 และอีกมื้อราว 11 โมงครึ่ง หลังจากนั้นจะไม่ฉันอีกจนถึงตี 5 ของวันถัดไป ตลอดช่วงเวลานั้น พวกท่านเดินในทุกสภาพอากาศ วันละประมาณ 20–25 ไมล์
สิ่งที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้เห็น คือเมื่อจบวันและหยุดพัก พวกท่านกลับมาพร้อมกับเท้าที่มีแผลเลือดออก กล้ามเนื้อฉีก ข้อเท้าและหัวเข่าพลิก ผมเห็นแพทย์ให้น้ำเกลือ (IV) เพื่อฟื้นฟูพลังงานให้สามารถเดินต่อได้ในวันถัดไป และมีการพันผ้าพันแผลรักษาอาการบาดเจ็บ ผมเห็นความอ่อนล้าอย่างแท้จริง
แต่สิ่งที่ผม ไม่เคยเห็นเลย คือคำบ่นแม้แต่คำเดียว เมื่อแพทย์เข้าไปหาพวกท่าน พระสงฆ์ทุกองค์ต้อนรับด้วยรอยยิ้มและความเมตตา เมื่อผู้คนเข้ามาพูดคุยหรือขอถ่ายรูป พวกท่านก็ยินดีเสมอ พร้อมรอยยิ้มเช่นเดิม ผมเห็นบางคนถือป้ายดูหมิ่นความเชื่อของพวกท่าน แต่พระสงฆ์ไม่เคยตอบโต้ด้วยถ้อยคำร้ายใด ๆ มีเพียงรอยยิ้ม และบอกกับคนนั้นว่าพวกท่านรักเขา
พระสงฆ์เหล่านี้ไม่ได้พยายามชักชวนใครให้เปลี่ยนความเชื่อหรือศาสนาใด ๆ พวกท่านเพียงต้องการสอนโลกเกี่ยวกับความรัก ความเมตตา และความกรุณา และสอนว่าเราควรดูแลกันและกัน ไม่ว่าคุณจะมีสีผิวอะไร หรือเลือกนับถือศาสนาใด
ในขณะที่นักการเมืองพยายามแบ่งแยกพวกเรา พระสงฆ์ผู้ถ่อมตนเหล่านี้กลับพยายามนำพาพวกเราให้มารวมกัน ผมเป็นคริสเตียน ผมรักพระเยซู และสิ่งที่ผมเห็นจากสุภาพบุรุษเหล่านี้คือสิ่งที่ผมจะไม่มีวันลืม ผมได้แต่ภาวนาให้ตัวเองมีศรัทธาได้สักครึ่งหนึ่งของพวกท่าน"
หรือ
การเดินของพวกเขาทำให้ฉันนึกถึง (และช่วยปลอบประโลมฉันในห้วงเวลาน่าเลวร้ายของอเมริกาเช่นนี้) ว่า สันติภาพคือพลังงานอย่างหนึ่ง ที่สามารถแผ่ขยายออกไปจากการกระทำอันเรียบง่ายได้
เราอาจไม่สามารถกอบกู้โลกทั้งใบได้ แต่เรา สามารถเป็นสันติภาพนั้นเอง ให้แก่กันและกัน และแก่โลกของเราได้ หากนั่นคือเจตจำนงและการปฏิบัติของเรา
หรือ
ฉันคิดว่าเป็นเพราะพวกเขาทำให้ฉัน รู้สึกถึงบางสิ่งที่ฉันไม่ได้รู้สึกมานานมากแล้ว "ความหวัง'
ความหวังต่อมนุษยชาติ ต่อความเมตตา และต่อสันติภาพ
ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ฉันไม่ได้มีในฐานะคนอเมริกันมานานพอสมควรแล้ว
เอาเป็นว่า…อย่างน้อยก็ราวหนึ่งปี
คุณลองคำนวณเวลาดูเองแล้วกัน
….
02
การเดินเพื่อสันติในสหรัฐฯ ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก มีการเดินหลายครั้งที่สำคัญ เช่น การเดินของพระสงฆ์นิกายพุทธจากญี่ปุ่น ก่อตั้งโดย Nichidatsu Fujii พระญี่ปุ่นผู้สนับสนุน สันติภาพอย่างไม่ใช้ความรุนแรง และสร้าง Peace Pagodas(เจดีย์สันติภาพ) ทั่วโลกเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสงบหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
พระกลุ่มนี้ได้เดินเพื่อสันติภาพ ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ในช่วงเวลาที่เกิดสงครามเวียดนาม การแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์ และความรุนแรงทางเชื้อชาติในสหรัฐ
นอกจากนี้ยังมีพระจากเวียดนามที่ออกเดินในสหรัฐหลายครั้ง ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามเวียดนาม เกิดความรุนแรงทางเชื้อชาติ และเหตุการณ์ 9/11
….
03
ช่วงเวลาที่นั่งอ่านคอมเมนต์ต่างๆ ในช่องทางของ Walk for Peace
คำถามที่ว่า สิ่งเหล่านี้ทำไม ‘ยาก’ นักพุ่งกลับมาอีกครั้ง
และเมื่อสำรวจสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็พบว่า
ช่วงเวลานี้ช่างเหมาะนักกับการเดินเพื่อสันติภาพ
เพราะเป็นช่วงเวลาที่ ‘โลกไร้ระเบียบ’ อย่างสิ้นเชิง!
คือ กติกาเดิมซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ศักดิ์สิทธิอีกต่อไป
UN , WTO , IMF องค์กรเหล่านี้กำลังจะถูกสลาย ทั้งที่เคยเป็นสถาบันสากลที่เป็นเหมือน ‘กฎเกณฑ์’ สำคัญของโลก
มหาอำนาจกำลังพยายามกำหนดกติกาขึ้นมาใหม่โดยพึ่งพิงคำว่า ‘อำนาจ’ มากกว่า ‘กติกาสากล’
มนุษย์กำลังอยู่ในยุค 'อำนาจนิยม' ที่ลดกลไกตรวจสอบทั้งหมดลง และทำให้ 'อำนาจมาก่อนกติกา' และผู้นำต้องเข้มแข็ง!
แสดงออกผ่านกำแพงภาษี ผ่านการใช้สงครามการค้า ผ่านการใช้กำลังที่แข็งร้าวและรุนแรง
ผู้นำในประเทศต่างๆ ต่างประกาศศักดา ประกาศความมีอำนาจ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง
สหรัฐอเมริกา ใช้สงครามการค้าเต็มกำลัง ใช้เศรษฐกิจเป็นเรื่องความมั่นคง และปฏิเสธกลไกตลาดเสรีที่เคยพูดถึงมาเนิ่นนานอย่างสิ้นเชิง รัฐพยายามเข้าแทรกแทรงโดยการใช้ ‘อำนาจ’ อย่างเบ็ดเสร็จ
หลังจากนั้นไม่นานก็เข้าจับกุมตัวประธานาธิบดีเวเนซูเอลา และประกาศต้องการดินแดนกรีนแลนด์ และล่าสุดกับประเด็นของอิหร่าน
ในขณะที่ รัสเซีย จีน ก็แสดงความไม่ยินยอม บอกว่า ระบบประชาธิปไตยแบบตะวันตกไม่ควรยึดถืออีกต่อไป
จนกดดันให้ประเทศเล็กๆ ต้องเลือกข้างทั้งหมด!
โลกทุกวันนี้กำลังอยู่ในจุดที่แต่ละประเทศ ‘ต้องเอาตัวรอดเอง’ ให้ได้
เช่นเดียวกับประเทศไทย
จนทำให้ 'คุณค่าร่วมกันที่เคยมีมา' เช่น สิทธิมนุษยชน และความถูกต้องทั้งหมด อ่อนแรงและถูกเพิกเฉย
….
ทั้งหมดนี้ เริ่มต้นจากการดำเนินการภายใต้ ‘ America First’ นโยบายของทรัมป์ ที่หมายถึง
‘ผลประโยชน์ของตนเอง (สหรัฐฯ) จะต้องมาเป็นอันดับแรก’
…..
ในขณะที่การดำเนินชีวิตส่วนตัว ในสังคมที่เทคโนโลยีล้ำหน้าก้าวกระโดด
ความสะดวกสบายใหม่ๆ เกิดขึ้นเรียงแถวไม่หยุดในแต่ละเดือน
การแพทย์ก้าวหน้า ในแบบที่มีการคาดการณ์ว่าคนจะอยู่ได้นานกว่าเดิมมากๆ
แต่ .. สถิติด้านสุขภาพจิต บอกแล้วว่า
สภาพจิตใจของผู้คน แย่ที่สุดเท่าที่จะเคยเกิดขึ้น!
มากกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลก มีภาวะป่วยทางสุขภาพจิต เช่น วิตกกังวลและซึมเศร้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการเติบโตของประชากรโลกในรอบปีที่ผ่านมา
การฆ่าตัวตาย ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ ในปี 2021 มีประมาณ 727,000 คนทั่วโลกเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย คิดเป็น ประมาณ 1.1% ของการเสียชีวิตทั้งหมดทั่วโลก
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ประมาณ 75% ของปัญหาสุขภาพจิตมักเริ่มก่อนอายุ 24 ปี
….
ทั้งหมดเป็นแค่ตัวอย่าง
ตัวอย่างที่ชวนตั้งข้อสงสัยว่า มนุษย์กำลังเป็นส่วนหนึ่ง และสร้างโลกแบบไหนกัน?
….
04
หากมองแค่ที่ประชาชนชาวอเมริกา
หลายคนมองว่า ชาวสหรัฐฯ คงดีใจเพราะได้ประโยชน์ จากความเป็นไปของโลกตอนนี้
เพราะเป็นประเทศมหาอำนาจ และมีเทคโนโลยีล้ำหน้าชาวบ้าน
แต่กระแส Walk for Peace ทำให้เห็นว่า
ผลประโยชน์เหล่านั้น ไม่ได้นำมาซึ่ง ‘ความสุข’ ในจิตใจของพวกเขาแต่อย่างใด
….
ถ้าเทียบ 1 ชีวิตเท่ากับ 120 ปี
มนุษย์เดินทางทางกายมากมาย ตั้งแต่ เกิด แก่ ไปจนถึงตาย
สภาวะทุกข์ 3 ประการนั้นเป็นของแท้แน่นอน
แต่คงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแสวงหา ‘การเดินทางภายในจิตใจ’
ซึ่งหมายถึง สันติ ความเมตตา และการให้อภัย
ซึ่งเป็นภาษา วัฒนธรรม และสิ่ง ‘สากล’
ความสากลที่ กำลังถูกประเทศมหาอำนาจลบทิ้งออกจากประวัติศาสตร์โลก
แต่หากสำรวจภายใจจิตใจของ ‘มนุษย์’ ให้ดี
สิ่งเหล่านี้มีความเป็น ‘สากล’ โดยที่ไม่ต้องสอนหรือกำหนดกติกาอะไรเลย
เพราะมันเชื่อมโยงผู้คนจากทุกมุมโลกให้สามารถเข้าใจสิ่งนี้ร่วมกันได้โดย 'คุณค่า' ของมันโดยแท้.


