posttoday
เพราะอะไรจึงไวรัล? เมื่อพระสงฆ์ออกเดินเพื่อ ‘สันติภาพ’ ในประเทศม(า)หา ‘อำนาจ’!

เพราะอะไรจึงไวรัล? เมื่อพระสงฆ์ออกเดินเพื่อ ‘สันติภาพ’ ในประเทศม(า)หา ‘อำนาจ’!

26 มกราคม 2569

ท่ามกลางโลกแห่ง 'อำนาจนิยม' และ 'ไร้ระเบียบ' อย่างทุกวันนี้ ความเป็นสากลเดียวที่ไร้ภาษาและวัฒนธรรมคือ 'สันติภาพ เมตตา และให้อภัย'

KEY

POINTS

  • กลุ่มพระสงฆ์เถรวาทเดินธุดงค์ระยะทางกว่า 3,700 กิโลเมตรในสหรัฐอเมริกา เพื่อสื่อสารข้อความแห่งสันติภาพและความเมตตา
  • การเดินทางกลายเป็นกระแสไวรัลและสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวอเมริกันจำนวนมากที่รู้สึกโหยหาสันติสุขและความหวังในสังคม
  • ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพื่อสะท้อนความต้องการสันติภาพภายในจิตใจของผู้คน ซึ่งสวนทางกับกระแสโลกที่เข้าสู่ยุคของความขัดแย้งและผลประโยชน์ของตนเป็นใหญ่

01

หลายคนอาจมีช่วงเวลาที่ตั้งคำถามว่า

 

‘สันติภาพ , ความเมตตา , และความอ่อนโยน’

 

บนโลกนี้ทำไมถึง ‘ยาก’ ขึ้นทุกที

 

สามสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยการกำหนดและเริ่มต้นที่  ‘ใจเรา’

หากยังคงเชื่อในความสามารถของ 'มนุษย์'

น่าจะเป็นสิ่งที่สามารถกระทำต่อกันได้ ‘ง่ายๆ’

 

ก็แค่ไม่ทำร้ายกัน ไม่รุนแรงต่อกัน เอื้อเฟื้อ เสียสละ และให้เกียรติกัน

 

…

แต่กระแสไวรัลในสหรัฐอเมริกา ที่ชาวสหรัฐฯ ออกมาชุมนุมกันตามท้องถนน เพื่อรอรับ ขบวนยาตราของ ‘พระสงฆ์’ เถรวาท’ กว่า 10 รูป ที่ต้องการเดินเพื่อ ‘สันติ’ และ ‘ความสงบ’

 

แสดงให้เห็นว่า ‘คนยังโหยหา’ สิ่งเรียบง่ายเหล่านี้ และพวกเขาพบว่ามัน ‘ยาก’ เพียงใด

….

 

จุดเริ่มต้นของ Walk for Peace ในครั้งนี้ เกิดจากกลุ่มพระสงฆ์เถรวาทที่ตั้งใจเดินจงกรมผ่านหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา จากเท็กซัส ไปยัง วอชิงดันดี.ซี. ระยะทางราว 3,700 กิโลเมตร เพื่อสื่อข้อความ

 

สันติภาพ เมตตา และการอยู่ร่วมกันอย่างไม่ใช้ความรุนแรง

 

 

พระสงฆ์กลุ่มนี้เริ่มเดินจากเท็กซัส เมื่อวันที่  26 ตุลาคม ปีที่แล้ว และคาดว่าจะเสร็จสิ้นการเดินทางในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

 

ภาพจาก FB : Walk for Peace

 

ในช่วงเริ่มต้นนั้นยังไม่มีกระแสอะไรเกิดขึ้นมากมายนัก ... แต่หนึ่งเหตุการณ์สะเทือนใจได้เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง  เมื่อพระรูปหนึ่งถูกรถพุ่งชนจนต้องสูญเสียขา แต่ปรากฎคำพูดของพระรูปนั้นที่ว่า

 

"อาตมาให้อภัย ความโกรธไม่เคยสร้างสันติภาพ"

 

ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนในสหรัฐฯ ขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

 

มีหลายคนออกมารอรับกลุ่มพระสงฆ์เหล่านี้ตามท้องถนน ในเพจมีผู้ติดตามทะลุ 2 ล้านคนอย่างรวดเร็ว

มีคอมเมนต์มากมายที่พูดไปในทิศทางเดียวกัน  ..

 

เพราะอะไรจึงไวรัล? เมื่อพระสงฆ์ออกเดินเพื่อ ‘สันติภาพ’ ในประเทศม(า)หา ‘อำนาจ’!

 

" พระสงฆ์เหล่านี้ฉันอาหารเพียงวันละสองมื้อ มื้อแรกตอนตี 5 และอีกมื้อราว 11 โมงครึ่ง หลังจากนั้นจะไม่ฉันอีกจนถึงตี 5 ของวันถัดไป ตลอดช่วงเวลานั้น พวกท่านเดินในทุกสภาพอากาศ วันละประมาณ 20–25 ไมล์

สิ่งที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้เห็น คือเมื่อจบวันและหยุดพัก พวกท่านกลับมาพร้อมกับเท้าที่มีแผลเลือดออก กล้ามเนื้อฉีก ข้อเท้าและหัวเข่าพลิก ผมเห็นแพทย์ให้น้ำเกลือ (IV) เพื่อฟื้นฟูพลังงานให้สามารถเดินต่อได้ในวันถัดไป และมีการพันผ้าพันแผลรักษาอาการบาดเจ็บ ผมเห็นความอ่อนล้าอย่างแท้จริง

แต่สิ่งที่ผม ไม่เคยเห็นเลย คือคำบ่นแม้แต่คำเดียว เมื่อแพทย์เข้าไปหาพวกท่าน พระสงฆ์ทุกองค์ต้อนรับด้วยรอยยิ้มและความเมตตา เมื่อผู้คนเข้ามาพูดคุยหรือขอถ่ายรูป พวกท่านก็ยินดีเสมอ พร้อมรอยยิ้มเช่นเดิม ผมเห็นบางคนถือป้ายดูหมิ่นความเชื่อของพวกท่าน แต่พระสงฆ์ไม่เคยตอบโต้ด้วยถ้อยคำร้ายใด ๆ มีเพียงรอยยิ้ม และบอกกับคนนั้นว่าพวกท่านรักเขา

พระสงฆ์เหล่านี้ไม่ได้พยายามชักชวนใครให้เปลี่ยนความเชื่อหรือศาสนาใด ๆ พวกท่านเพียงต้องการสอนโลกเกี่ยวกับความรัก ความเมตตา และความกรุณา และสอนว่าเราควรดูแลกันและกัน ไม่ว่าคุณจะมีสีผิวอะไร หรือเลือกนับถือศาสนาใด

ในขณะที่นักการเมืองพยายามแบ่งแยกพวกเรา พระสงฆ์ผู้ถ่อมตนเหล่านี้กลับพยายามนำพาพวกเราให้มารวมกัน ผมเป็นคริสเตียน ผมรักพระเยซู และสิ่งที่ผมเห็นจากสุภาพบุรุษเหล่านี้คือสิ่งที่ผมจะไม่มีวันลืม ผมได้แต่ภาวนาให้ตัวเองมีศรัทธาได้สักครึ่งหนึ่งของพวกท่าน"

 

หรือ

 

การเดินของพวกเขาทำให้ฉันนึกถึง (และช่วยปลอบประโลมฉันในห้วงเวลาน่าเลวร้ายของอเมริกาเช่นนี้) ว่า สันติภาพคือพลังงานอย่างหนึ่ง ที่สามารถแผ่ขยายออกไปจากการกระทำอันเรียบง่ายได้

เราอาจไม่สามารถกอบกู้โลกทั้งใบได้ แต่เรา สามารถเป็นสันติภาพนั้นเอง ให้แก่กันและกัน และแก่โลกของเราได้ หากนั่นคือเจตจำนงและการปฏิบัติของเรา

 

 

หรือ

 

ฉันคิดว่าเป็นเพราะพวกเขาทำให้ฉัน รู้สึกถึงบางสิ่งที่ฉันไม่ได้รู้สึกมานานมากแล้ว "ความหวัง'
ความหวังต่อมนุษยชาติ ต่อความเมตตา และต่อสันติภาพ
ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ฉันไม่ได้มีในฐานะคนอเมริกันมานานพอสมควรแล้ว

เอาเป็นว่า…อย่างน้อยก็ราวหนึ่งปี
คุณลองคำนวณเวลาดูเองแล้วกัน

 

….

 

ภาพจาก FB : Walk for Peace

 

02

การเดินเพื่อสันติในสหรัฐฯ ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก มีการเดินหลายครั้งที่สำคัญ เช่น การเดินของพระสงฆ์นิกายพุทธจากญี่ปุ่น ก่อตั้งโดย Nichidatsu Fujii พระญี่ปุ่นผู้สนับสนุน สันติภาพอย่างไม่ใช้ความรุนแรง และสร้าง Peace Pagodas(เจดีย์สันติภาพ) ทั่วโลกเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสงบหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

พระกลุ่มนี้ได้เดินเพื่อสันติภาพ ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ในช่วงเวลาที่เกิดสงครามเวียดนาม การแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์ และความรุนแรงทางเชื้อชาติในสหรัฐ

 

นอกจากนี้ยังมีพระจากเวียดนามที่ออกเดินในสหรัฐหลายครั้ง ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามเวียดนาม เกิดความรุนแรงทางเชื้อชาติ และเหตุการณ์ 9/11

 

….

 

03

ช่วงเวลาที่นั่งอ่านคอมเมนต์ต่างๆ ในช่องทางของ Walk for Peace

คำถามที่ว่า สิ่งเหล่านี้ทำไม ‘ยาก’ นักพุ่งกลับมาอีกครั้ง

 

และเมื่อสำรวจสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็พบว่า

 

ช่วงเวลานี้ช่างเหมาะนักกับการเดินเพื่อสันติภาพ

เพราะเป็นช่วงเวลาที่ ‘โลกไร้ระเบียบ’ อย่างสิ้นเชิง!

 

คือ กติกาเดิมซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ศักดิ์สิทธิอีกต่อไป

UN , WTO , IMF องค์กรเหล่านี้กำลังจะถูกสลาย ทั้งที่เคยเป็นสถาบันสากลที่เป็นเหมือน ‘กฎเกณฑ์’ สำคัญของโลก

มหาอำนาจกำลังพยายามกำหนดกติกาขึ้นมาใหม่โดยพึ่งพิงคำว่า ‘อำนาจ’ มากกว่า ‘กติกาสากล’

 

มนุษย์กำลังอยู่ในยุค 'อำนาจนิยม' ที่ลดกลไกตรวจสอบทั้งหมดลง และทำให้ 'อำนาจมาก่อนกติกา' และผู้นำต้องเข้มแข็ง!

แสดงออกผ่านกำแพงภาษี ผ่านการใช้สงครามการค้า ผ่านการใช้กำลังที่แข็งร้าวและรุนแรง

 

ผู้นำในประเทศต่างๆ ต่างประกาศศักดา ประกาศความมีอำนาจ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง

 

สหรัฐอเมริกา ใช้สงครามการค้าเต็มกำลัง ใช้เศรษฐกิจเป็นเรื่องความมั่นคง และปฏิเสธกลไกตลาดเสรีที่เคยพูดถึงมาเนิ่นนานอย่างสิ้นเชิง รัฐพยายามเข้าแทรกแทรงโดยการใช้ ‘อำนาจ’ อย่างเบ็ดเสร็จ

หลังจากนั้นไม่นานก็เข้าจับกุมตัวประธานาธิบดีเวเนซูเอลา และประกาศต้องการดินแดนกรีนแลนด์ และล่าสุดกับประเด็นของอิหร่าน

 

ในขณะที่ รัสเซีย จีน ก็แสดงความไม่ยินยอม บอกว่า ระบบประชาธิปไตยแบบตะวันตกไม่ควรยึดถืออีกต่อไป

 

จนกดดันให้ประเทศเล็กๆ ต้องเลือกข้างทั้งหมด!

โลกทุกวันนี้กำลังอยู่ในจุดที่แต่ละประเทศ ‘ต้องเอาตัวรอดเอง’ ให้ได้

เช่นเดียวกับประเทศไทย

 

จนทำให้ 'คุณค่าร่วมกันที่เคยมีมา' เช่น  สิทธิมนุษยชน และความถูกต้องทั้งหมด อ่อนแรงและถูกเพิกเฉย

 

….

 

ทั้งหมดนี้ เริ่มต้นจากการดำเนินการภายใต้ ‘ America First’ นโยบายของทรัมป์ ที่หมายถึง

 

‘ผลประโยชน์ของตนเอง (สหรัฐฯ) จะต้องมาเป็นอันดับแรก’

 

…..

 

ในขณะที่การดำเนินชีวิตส่วนตัว ในสังคมที่เทคโนโลยีล้ำหน้าก้าวกระโดด

ความสะดวกสบายใหม่ๆ เกิดขึ้นเรียงแถวไม่หยุดในแต่ละเดือน

การแพทย์ก้าวหน้า ในแบบที่มีการคาดการณ์ว่าคนจะอยู่ได้นานกว่าเดิมมากๆ

แต่ ..  สถิติด้านสุขภาพจิต บอกแล้วว่า

 

สภาพจิตใจของผู้คน แย่ที่สุดเท่าที่จะเคยเกิดขึ้น!

 

มากกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลก มีภาวะป่วยทางสุขภาพจิต เช่น วิตกกังวลและซึมเศร้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการเติบโตของประชากรโลกในรอบปีที่ผ่านมา

 

การฆ่าตัวตาย ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ  ในปี 2021 มีประมาณ 727,000 คนทั่วโลกเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย คิดเป็น ประมาณ 1.1% ของการเสียชีวิตทั้งหมดทั่วโลก

 

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ประมาณ 75% ของปัญหาสุขภาพจิตมักเริ่มก่อนอายุ 24 ปี

 

….

 

ทั้งหมดเป็นแค่ตัวอย่าง

ตัวอย่างที่ชวนตั้งข้อสงสัยว่า มนุษย์กำลังเป็นส่วนหนึ่ง และสร้างโลกแบบไหนกัน?

 

….

 

04

หากมองแค่ที่ประชาชนชาวอเมริกา

หลายคนมองว่า ชาวสหรัฐฯ คงดีใจเพราะได้ประโยชน์ จากความเป็นไปของโลกตอนนี้

เพราะเป็นประเทศมหาอำนาจ และมีเทคโนโลยีล้ำหน้าชาวบ้าน

 

แต่กระแส Walk for Peace ทำให้เห็นว่า

ผลประโยชน์เหล่านั้น ไม่ได้นำมาซึ่ง ‘ความสุข’ ในจิตใจของพวกเขาแต่อย่างใด

 

ภาพจาก FB : Walk for Peace

 

….

 

ถ้าเทียบ 1 ชีวิตเท่ากับ 120 ปี

 

มนุษย์เดินทางทางกายมากมาย ตั้งแต่ เกิด แก่ ไปจนถึงตาย

สภาวะทุกข์ 3 ประการนั้นเป็นของแท้แน่นอน

 

แต่คงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแสวงหา ‘การเดินทางภายในจิตใจ’

ซึ่งหมายถึง สันติ ความเมตตา และการให้อภัย

ซึ่งเป็นภาษา วัฒนธรรม และสิ่ง ‘สากล’

 

ความสากลที่ กำลังถูกประเทศมหาอำนาจลบทิ้งออกจากประวัติศาสตร์โลก

แต่หากสำรวจภายใจจิตใจของ ‘มนุษย์’ ให้ดี

สิ่งเหล่านี้มีความเป็น ‘สากล’ โดยที่ไม่ต้องสอนหรือกำหนดกติกาอะไรเลย

เพราะมันเชื่อมโยงผู้คนจากทุกมุมโลกให้สามารถเข้าใจสิ่งนี้ร่วมกันได้โดย 'คุณค่า' ของมันโดยแท้.

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท